• มนุษย์ล้อติดปีก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-02-13
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 9421
  • จำนวนผู้โหวต : 11
  • ส่ง msg :
ท่องเที่ยวตามฝัน
เวลาที่เหลืออยู่......จะเอาอะไรกันมากมาย
Permalink : http://www.oknation.net/blog/0899259792
วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม 2551
ประสบการณ์ในรัฐสภามากว่า 20 ปี....ช่วยคนพิการได้จริงหรือ!!!!!!!!
Posted by มนุษย์ล้อติดปีก , ผู้อ่าน : 269 , 17:28:14 น.  
พิมพ์หน้านี้


ประสบการณ์ในรัฐสภามากว่า 20 ปี....ช่วยคนพิการได้จริงหรือ!!!!!!!!

ประสบการณ์ในรัฐสภามากว่า 20 ปี
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02040351&day=2008-03-04§ionid=0130

รายละเอียดข่าว
 
   วันที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10951

ควันหลง สรรหาส.ว.ที่ไม่ได้สรรหา

โดย วิทย์ มงคล Cwit999@hotmail.com

ผู้เขียนมีประสบการณ์ในรัฐสภามากว่า 20 ปี (ปฏิบัติจริงในฐานะผู้ชำนาญการ ที่ปรึกษา เลขานุการ และกรรมาธิการวิสามัญต่างๆ ในรัฐสภา) มุมมองต่อไปนี้ถูกผิดฝากท่านผู้อ่านประชาชนคนไทยใช้ดุลพินิจพิจารณา

คณะกรรมการสรรหา 7 คน ได้ประกาศ ส.ว.ผ่านไปแล้วเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ตามที่ทราบกันทั่วไป แววว่ามีเสียงตอบรับค่อนข้างพอใจ สอบผ่าน แบบว่าไม่มีเสียง "ยี้"

แต่ผู้เขียนอยากจะชวนท่านผู้อ่านประชาชนคนไทยได้ติดตามเหตุและผลพร้อมตั้งคำถามถึง 7 อรหันต์ และคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ทั้ง 5 คณะ ว่าแต่ละคณะเขามีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดสรร ส.ว. ตามที่รัฐธรรมนูญ 2550 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. 2550 กันอย่างไร

ดังนี้

หลายคนทราบว่า ส.ว.มีหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบ แต่งตั้ง (บุคคลจากองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ) และถอดถอนคนขี้โกง 4 หลักใหญ่ๆ และอื่นๆ อีกตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินแต่อย่างใด แม้แต่จะเสนอร่างกฎหมายซักฉบับด้วยตัวเองยังทำไม่ได้ อย่างที่บางคน หรือแม้แต่คณะกรรมการสรรหาเข้าใจกัน

เมื่อตรวจสอบองค์กรและชื่อบุคคลที่ได้รับการสรรหาให้เป็น ส.ว.แล้ว มีข้อกังขาเกี่ยวกับการสรรหาเป็นที่น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า 7 อรหันต์ และอนุกรรมการกลั่นกรองฯ 5 คณะ น่าจะพลาด ละเลยหน้าที่ ไม่รอบคอบ ขาดการตรวจสอบเชื่อมโยงข้อมูล และขาดหลักการด้านวิชาการ หลักเกณฑ์ วิธีการกำหนด รวมถึงองค์ประกอบความสัมพันธ์กันระหว่างองค์กรกับบุคคลผู้สมัครสรรหา มีความสัมพันธ์กันหรือไม่อย่างไร ตามระเบียบกติกาได้บอกไว้ว่า ต้องสัมพันธ์กันอย่างน้อยสามปีติดต่อเนื่องกัน

มีหลายมาตราในรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ให้มีองค์กรอิสระภาคประชาสังคมเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินจากฝ่ายรัฐบาล หรือแม้แต่ข้อบังคับการประชุม ส.ว. ให้มีคณะกรรมาธิการสามัญต่างๆ อย่างน้อย 21 คณะ เช่น คณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น ที่ถูก 7 อรหันต์ได้ละเลยไม่ให้ความสำคัญ ทั้งที่มีองค์กรที่ทำงานด้านนี้สมัครสรรหาไม่น้อยกว่า 10 องค์ ไม่มีองค์กรได้รับคัดเลือกเลย เป็นต้น ขณะเดียวกัน ดันไปเลือกผู้แทนองค์กรมูลนิธิเพื่อนช้าง ซึ่งห่างไกลเกี่ยวข้องกับคนไปเป็น 1 ใน 74 ส.ว.สรรหาเสียนี่ พูดง่ายๆ คือ ให้ความสำคัญเพื่อนช้างมากกว่าผู้บริโภคไทย 64 ล้านคน คงไม่ผิดนัก

ผู้เขียนไม่ได้คัดค้าน คิดไม่ดี อิจฉาตาร้อนบุคคลและองค์กรที่ได้ถูกสรรหาไปแล้ว แต่อยากจะยกเป็นอุทาหรณ์ต่อไปว่า เมื่อมีโอกาสได้คัดเลือกคนเข้าไปทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญให้ไว้ (Put the right man to the right job) น่าจะใช้โอกาสที่มีอยู่นี้ แสวงหาข้อมูล ความชัดเจน ดูองค์ประกอบโครงสร้างที่กำหนดไว้เป็นหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดสรร เพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรฐาน และความเชื่อถือต่อไป

มีหลายบุคคล องค์กรที่ถูกเลือกคัดสรรมาทับซ้อนกัน เช่น แพทย์ พยาบาล ข้าราชการทหาร ตำรวจ นักกฎหมาย ทนายความ สื่อมวลชน มากเกินเหตุจนไปลักลั่นโควต้าอื่นๆ ที่น่าสังเกตไปหยิบเอาองค์กร สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) มากถึง 8 คน เป็นการเอาใจกันมากเกิน

มีหลายองค์กรที่กิจกรรมน่าจะไม่ค่อยข้องแวะกับหน้าที่ ส.ว.เท่าใดนัก อาทิ สมาคมนักเรียนเก่าต่างๆ มูลนิธิศิษย์เก่าต่างๆ สมาคมอัสสัมชัญ สมาคมต่อเรือฯ นิติบุคคลอาคารชุดเซ็นจูรี่ปาร์ค เป็นต้น ที่น่าสงสัยและกังขามากที่สุดคือ หอการค้าไทย-นอร์เวย์ มีอะไรดี เหมาะสมกว่าอีกกว่าพันคน พันองค์กร แบบไทยแท้มากน้อยเพียงใด

คำถามนี้เข้าใจว่าผู้คนสังคมไทยอยากได้คำตอบที่ชัดเจน

อย่างที่เข้าใจตามกล่าวข้างต้น ส.ว.ไปทำหน้าที่อะไร คนขององค์กรที่ได้ถูกคัดเลือกจะต้องมีองค์ความรู้เพียบพร้อม มีประสิทธิภาพ ศักยภาพมากพอควร จึงจะสามารถไปตรวจสอบตามหน้าที่ ส.ว.กับฝ่ายบริหารราชการแผ่นดิน ส.ส. รัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูงได้อย่างเท่าเทียมทันได้ หาไม่แล้วก็จะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เลย เสียดายเงินภาษีชาวบ้านที่จะเสียไปเดือนละเป็นแสนๆ ต่อ ส.ว.หนึ่งคน ลำพังจะไปอาศัยข้าราชการผู้น้อยระดับ 4, 5 และ 6 ของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาคงไม่ได้

ขอยกอีกตัวอย่าง ผู้เขียนต้องขออภัยท่านผู้พิการทั้งหลายว่า ไม่มีเจตนาจะบิดเบือนหรือดูถูกเป็นอย่างอื่น เพียงยกตัวอย่างความชัดเจนของการทำหน้าที่ของ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญให้ไว้เท่านั้น คือไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้สรรหาจึงไปมอบภาระที่ใหญ่หลวงให้ผู้แทนคนพิการตาบอดเข้ามาทำหน้าที่ ส.ว.อันหนักอึ้งด้วย (แม้รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้แต่ก็มีองค์กรพิการอื่นๆ มากมายที่เสนอตัวมาให้เลือก ที่ไม่เป็นอุปสรรคในการหน้าที่มากนัก) หากเลือกให้ไปบริหารราชการแผ่นดิน จะไม่ขุ่นข้องใจเท่าใดนัก อย่างน้อยก็มีองค์ประกอบเครื่องมือมากมาย มีข้าราชการคอยช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก แถมยังสามารถสั่งการช่วยเหลือดูแลสังคมคนพิการได้บ้าง

แต่หน้าที่ของ ส.ว.หาเป็นเช่นนั้นไม่?

ปัจจุบัน รัฐมนตรี ส.ส. ข้าราชการระดับสูง ที่รัฐธรรมนูญให้ ส.ว.ตรวจสอบ ถอดถอน ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินไทยขณะนี้ ไม่มีคนใดพิการทางสายตา แขนขาใดๆ ไม่รู้ว่าจะไปตรวจสอบกันอย่างไร และมองไม่ออกว่า จะไปช่วยเหลือคนพิการอย่างไร เพราะมิใช่หน้าที่ ส.ว. (อีกนั่นแหละ)

ในขณะที่ผู้บริโภคไทยกว่า 64 ล้านคน มีองค์กรที่ทำหน้าที่ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคกว่า 10 องค์กร แต่ละองค์กรทำงานด้านนี้มากมายกว่าห้าปี หรือสิบปี ได้เสนอตัวเข้าคัดสรร แต่กลับถูกละเลยไม่ได้รับเลือกแม้แต่คนเดียว คณะผู้สรรหากลับไปให้น้ำหนักองค์กร/บุคคลที่ยกตัวอย่างข้างต้น หรือแม้แต่บุคคลซึ่งสมัครเข้าสรรหาซ้ำซ้อนองค์กรถึงอย่างน้อย 2 องค์กร (ซึ่งผิดกติกาแต่เบื้องต้น) ยังได้รับการคัดเลือกเอาเปรียบบุคคล/องค์กรอื่นๆ เช่น นายชลิต แก้วจินดา องค์กรที่เสนอคือ สมาคมชาวไร่อ้อยลูกพระยาพิชัย และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ หรือกรณีนายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ เสนอชื่อโดยหอการค้าจังหวัดชลบุรี และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี เป็นต้น

นอกจากนี้ องค์กรที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ได้มี หรือแม้มีกิจกรรม แต่อาจห่างไกลที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ หรือไม่สอดคล้องใกล้เคียงงานในคณะกรรมาธิการต่างๆ ของวุฒิสภาแม้แต่น้อย

จึงพูดได้ว่า มีโอกาสเลือกกลับไม่เลือก ดันไปเลือกสิ่งไกลตัว ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่จะไปทำหน้าที่ เขาให้เลือกนักร้องดันแอบไปเลือกนักมวย แล้วจะไม่ให้ "ยี้" ได้อย่างไรครับ

7 อรหันต์สรรหา (ที่ผู้คนคาดหวังไว้มาก) คงต้องตอบสังคมเรื่องดังกล่าวนี้ให้ได้เพื่อความชัดเจน และความเชื่อถือและศรัทธามากขึ้น

หน้า 6

ประสบการณ์ในรัฐสภามากว่า 20 ปี
http://chu21.exteen.com/20080305/entry

บทความ: ความคิดอัปมงคลจาก วิทย์ มงคล | งานของชูพงค์ ตรีวัฒน์สุวรรณ

ประสบการณ์ในรัฐสภามากว่า 20 ปี
http://www.tddf.or.th/tddf/webboard/feedback.php?ID=3327&READNUM=89&refpage=1

ทำไมคนตาบอดต้องเข้ามาเป็น สว.!!!!
-มีข่าวมาฝาก...ให้ช่วยกันวิเคราะห์ค่ะ

-ใส่ไว้ในห้องการเมืองและห้องรัฐธรรมนูญตั้งแต่เมื่อวานนี้

-ยังไม่มีใครช่วยแสดงความเห็นว่า ...จะทำอย่างไรดีค่ะ

-เมื่อมีคนบอกว่า

"ขอยกอีกตัวอย่าง ผู้เขียนต้องขออภัยท่านผู้พิการทั้งหลายว่า ไม่มีเจตนาจะบิดเบือนหรือดูถูกเป็นอย่างอื่น เพียงยกตัวอย่างความชัดเจนของการทำหน้าที่ของ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญให้ไว้เท่านั้น คือไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้สรรหาจึงไปมอบภาระที่ใหญ่หลวงให้ผู้แทนคนพิการตาบอดเข้ามาทำหน้าที่ ส.ว.อันหนักอึ้งด้วย (แม้รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้แต่ก็มีองค์กรพิการอื่นๆ มากมายที่เสนอตัวมาให้เลือก ที่ไม่เป็นอุปสรรคในการหน้าที่มากนัก) หากเลือกให้ไปบริหารราชการแผ่นดิน จะไม่ขุ่นข้องใจเท่าใดนัก อย่างน้อยก็มีองค์ประกอบเครื่องมือมากมาย มีข้าราชการคอยช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก แถมยังสามารถสั่งการช่วยเหลือดูแลสังคมคนพิการได้บ้าง

แต่หน้าที่ของ ส.ว.หาเป็นเช่นนั้นไม่?"

-ลองอ่านรายละเอียดนะคะ

ควันหลง สรรหาส.ว.ที่ไม่ได้สรรหา

โดย วิทย์ มงคล Cwit999@hotmail.com

มติชนออนไน วันที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2551

ผู้เขียนมีประสบการณ์ในรัฐสภามากว่า 20 ปี (ปฏิบัติจริงในฐานะผู้ชำนาญการ ที่ปรึกษา เลขานุการ และกรรมาธิการวิสามัญต่างๆ ในรัฐสภา) มุมมองต่อไปนี้ถูกผิดฝากท่านผู้อ่านประชาชนคนไทยใช้ดุลพินิจพิจารณา

คณะกรรมการสรรหา 7 คน ได้ประกาศ ส.ว.ผ่านไปแล้วเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ตามที่ทราบกันทั่วไป แววว่ามีเสียงตอบรับค่อนข้างพอใจ สอบผ่าน แบบว่าไม่มีเสียง "ยี้"

แต่ผู้เขียนอยากจะชวนท่านผู้อ่านประชาชนคนไทยได้ติดตามเหตุและผลพร้อมตั้งคำถามถึง 7 อรหันต์ และคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ทั้ง 5 คณะ ว่าแต่ละคณะเขามีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดสรร ส.ว. ตามที่รัฐธรรมนูญ 2550 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. 2550 กันอย่างไร

ดังนี้

หลายคนทราบว่า ส.ว.มีหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบ แต่งตั้ง (บุคคลจากองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ) และถอดถอนคนขี้โกง 4 หลักใหญ่ๆ และอื่นๆ อีกตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินแต่อย่างใด แม้แต่จะเสนอร่างกฎหมายซักฉบับด้วยตัวเองยังทำไม่ได้ อย่างที่บางคน หรือแม้แต่คณะกรรมการสรรหาเข้าใจกัน

เมื่อตรวจสอบองค์กรและชื่อบุคคลที่ได้รับการสรรหาให้เป็น ส.ว.แล้ว มีข้อกังขาเกี่ยวกับการสรรหาเป็นที่น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า 7 อรหันต์ และอนุกรรมการกลั่นกรองฯ 5 คณะ น่าจะพลาด ละเลยหน้าที่ ไม่รอบคอบ ขาดการตรวจสอบเชื่อมโยงข้อมูล และขาดหลักการด้านวิชาการ หลักเกณฑ์ วิธีการกำหนด รวมถึงองค์ประกอบความสัมพันธ์กันระหว่างองค์กรกับบุคคลผู้สมัครสรรหา มีความสัมพันธ์กันหรือไม่อย่างไร ตามระเบียบกติกาได้บอกไว้ว่า ต้องสัมพันธ์กันอย่างน้อยสามปีติดต่อเนื่องกัน

มีหลายมาตราในรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ให้มีองค์กรอิสระภาคประชาสังคมเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินจากฝ่ายรัฐบาล หรือแม้แต่ข้อบังคับการประชุม ส.ว. ให้มีคณะกรรมาธิการสามัญต่างๆ อย่างน้อย 21 คณะ เช่น คณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น ที่ถูก 7 อรหันต์ได้ละเลยไม่ให้ความสำคัญ ทั้งที่มีองค์กรที่ทำงานด้านนี้สมัครสรรหาไม่น้อยกว่า 10 องค์ ไม่มีองค์กรได้รับคัดเลือกเลย เป็นต้น ขณะเดียวกัน ดันไปเลือกผู้แทนองค์กรมูลนิธิเพื่อนช้าง ซึ่งห่างไกลเกี่ยวข้องกับคนไปเป็น 1 ใน 74 ส.ว.สรรหาเสียนี่ พูดง่ายๆ คือ ให้ความสำคัญเพื่อนช้างมากกว่าผู้บริโภคไทย 64 ล้านคน คงไม่ผิดนัก

ผู้เขียนไม่ได้คัดค้าน คิดไม่ดี อิจฉาตาร้อนบุคคลและองค์กรที่ได้ถูกสรรหาไปแล้ว แต่อยากจะยกเป็นอุทาหรณ์ต่อไปว่า เมื่อมีโอกาสได้คัดเลือกคนเข้าไปทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญให้ไว้ (Put the right man to the right job) น่าจะใช้โอกาสที่มีอยู่นี้ แสวงหาข้อมูล ความชัดเจน ดูองค์ประกอบโครงสร้างที่กำหนดไว้เป็นหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดสรร เพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรฐาน และความเชื่อถือต่อไป

มีหลายบุคคล องค์กรที่ถูกเลือกคัดสรรมาทับซ้อนกัน เช่น แพทย์ พยาบาล ข้าราชการทหาร ตำรวจ นักกฎหมาย ทนายความ สื่อมวลชน มากเกินเหตุจนไปลักลั่นโควต้าอื่นๆ ที่น่าสังเกตไปหยิบเอาองค์กร สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) มากถึง 8 คน เป็นการเอาใจกันมากเกิน

มีหลายองค์กรที่กิจกรรมน่าจะไม่ค่อยข้องแวะกับหน้าที่ ส.ว.เท่าใดนัก อาทิ สมาคมนักเรียนเก่าต่างๆ มูลนิธิศิษย์เก่าต่างๆ สมาคมอัสสัมชัญ สมาคมต่อเรือฯ นิติบุคคลอาคารชุดเซ็นจูรี่ปาร์ค เป็นต้น ที่น่าสงสัยและกังขามากที่สุดคือ หอการค้าไทย-นอร์เวย์ มีอะไรดี เหมาะสมกว่าอีกกว่าพันคน พันองค์กร แบบไทยแท้มากน้อยเพียงใด

คำถามนี้เข้าใจว่าผู้คนสังคมไทยอยากได้คำตอบที่ชัดเจน

อย่างที่เข้าใจตามกล่าวข้างต้น ส.ว.ไปทำหน้าที่อะไร คนขององค์กรที่ได้ถูกคัดเลือกจะต้องมีองค์ความรู้เพียบพร้อม มีประสิทธิภาพ ศักยภาพมากพอควร จึงจะสามารถไปตรวจสอบตามหน้าที่ ส.ว.กับฝ่ายบริหารราชการแผ่นดิน ส.ส. รัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูงได้อย่างเท่าเทียมทันได้ หาไม่แล้วก็จะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เลย เสียดายเงินภาษีชาวบ้านที่จะเสียไปเดือนละเป็นแสนๆ ต่อ ส.ว.หนึ่งคน ลำพังจะไปอาศัยข้าราชการผู้น้อยระดับ 4, 5 และ 6 ของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาคงไม่ได้

ขอยกอีกตัวอย่าง ผู้เขียนต้องขออภัยท่านผู้พิการทั้งหลายว่า ไม่มีเจตนาจะบิดเบือนหรือดูถูกเป็นอย่างอื่น เพียงยกตัวอย่างความชัดเจนของการทำหน้าที่ของ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญให้ไว้เท่านั้น คือไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้สรรหาจึงไปมอบภาระที่ใหญ่หลวงให้ผู้แทนคนพิการตาบอดเข้ามาทำหน้าที่ ส.ว.อันหนักอึ้งด้วย (แม้รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้แต่ก็มีองค์กรพิการอื่นๆ มากมายที่เสนอตัวมาให้เลือก ที่ไม่เป็นอุปสรรคในการหน้าที่มากนัก) หากเลือกให้ไปบริหารราชการแผ่นดิน จะไม่ขุ่นข้องใจเท่าใดนัก อย่างน้อยก็มีองค์ประกอบเครื่องมือมากมาย มีข้าราชการคอยช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก แถมยังสามารถสั่งการช่วยเหลือดูแลสังคมคนพิการได้บ้าง

แต่หน้าที่ของ ส.ว.หาเป็นเช่นนั้นไม่?

ปัจจุบัน รัฐมนตรี ส.ส. ข้าราชการระดับสูง ที่รัฐธรรมนูญให้ ส.ว.ตรวจสอบ ถอดถอน ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินไทยขณะนี้ ไม่มีคนใดพิการทางสายตา แขนขาใดๆ ไม่รู้ว่าจะไปตรวจสอบกันอย่างไร และมองไม่ออกว่า จะไปช่วยเหลือคนพิการอย่างไร เพราะมิใช่หน้าที่ ส.ว. (อีกนั่นแหละ)

ในขณะที่ผู้บริโภคไทยกว่า 64 ล้านคน มีองค์กรที่ทำหน้าที่ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคกว่า 10 องค์กร แต่ละองค์กรทำงานด้านนี้มากมายกว่าห้าปี หรือสิบปี ได้เสนอตัวเข้าคัดสรร แต่กลับถูกละเลยไม่ได้รับเลือกแม้แต่คนเดียว คณะผู้สรรหากลับไปให้น้ำหนักองค์กร/บุคคลที่ยกตัวอย่างข้างต้น หรือแม้แต่บุคคลซึ่งสมัครเข้าสรรหาซ้ำซ้อนองค์กรถึงอย่างน้อย 2 องค์กร (ซึ่งผิดกติกาแต่เบื้องต้น) ยังได้รับการคัดเลือกเอาเปรียบบุคคล/องค์กรอื่นๆ เช่น นายชลิต แก้วจินดา องค์กรที่เสนอคือ สมาคมชาวไร่อ้อยลูกพระยาพิชัย และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ หรือกรณีนายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ เสนอชื่อโดยหอการค้าจังหวัดชลบุรี และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี เป็นต้น

นอกจากนี้ องค์กรที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ได้มี หรือแม้มีกิจกรรม แต่อาจห่างไกลที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ หรือไม่สอดคล้องใกล้เคียงงานในคณะกรรมาธิการต่างๆ ของวุฒิสภาแม้แต่น้อย

จึงพูดได้ว่า มีโอกาสเลือกกลับไม่เลือก ดันไปเลือกสิ่งไกลตัว ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่จะไปทำหน้าที่ เขาให้เลือกนักร้องดันแอบไปเลือกนักมวย แล้วจะไม่ให้ "ยี้" ได้อย่างไรครับ

7 อรหันต์สรรหา (ที่ผู้คนคาดหวังไว้มาก) คงต้องตอบสังคมเรื่องดังกล่าวนี้ให้ได้เพื่อความชัดเจน และความเชื่อถือและศรัทธามากขึ้น

จากคุณ พวงแก้ว กิจธรรม เมื่อ 5 มี.ค. 51 เวลา 11:16:03 IP: 125.24.68.xxx

   

แสดงความคิดเห็น
คำตอบที่ 1
ผู้สนับสนุนให้คนพิการเป็นวุฒิฯ น่าจะช่วย 7 อรหันต์สรรหา ด้วยนะ     

จากคุณ 5hq เมื่อ 5 มี.ค. 51 เวลา 11:42:35 IP: 61.7.147.xxx 

คำตอบที่ 2
ได้อ่านข้อเขียนของ คุณวิทย์ มงคล แล้วทำให้รู้สึกหดหู่จริงๆ ตามเนื้อหาผู้เขียนบอกว่ามีประสบการณ์ในรัฐสภามากกว่า 20 ปี และมีหน้าที่สำคัญๆมากมาย ผมแปลกใจมากที่ผู้เขียนมีทัศนะแบบนี้ไม่สมกับเป็นผู้มีประสบการณ์ตามที่ได้บอกไว้ เหตุใดคุณวิทย์ไม่มีความเข้าใจในคนพิการเลย ทั้งๆที่ในขณะนี้คนพิการได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องและปฎิบัติการต่างๆเพื่อสร้างความเข้าใจให้สังคมรับรู้และเข้าใจความเป็นไป

จากข้อเขียนของคุณวิทย์ ผมเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในหลายกรณีซึ่งไม่แปลกอะไรเพราะเป็นเรื่องความคิดเห็นของแต่ละคนที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่เรื่องที่ผมแปลกใจมากก็คือทัศนะของคุณวิทย์ในเรื่องตำแหน่ง สว. คัดสรรที่มีคนพิการตาบอดได้รับการคัดเลือก ตามที่คุณวิทย์ได้บอกไว้ว่า สว. มีหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบ แต่งตั้ง และถอดถอน ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของ สว. ผมแปลกใจว่าแล้วคนพิการไม่มีสิทธิ์หรือที่จะไปควบคุมเรื่องนี้หรือ อย่าว่าแต่คนพิการเลยครับ แม้กระทั่งชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากให้ได้รับการคัดเลือกด้วย ในความคิดเห็นของผมผู้ที่เหมาะสมกับหน้าที่ สว. จะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนมีความเชี่ยวชาญ เพื่อเข้าไปรับรู้ ให้คำปรึกษาแนะนำและท้วงติงการทำงานต่างๆของรัฐฯคำว่าวุฒินี้ไม่ได้หมายถึงทางวิชาการอย่างเดียว ต้องรวมไปถึงประสบการณ์ซึ่งผมคิดว่าสำคัญกว่าวิชาการเสียอีก ( โดยเฉพาะวิชาการที่ไร้ประสบการณ์ ) และถ้าหากวุฒิสภาในสมัยนี้ขาดคนพิการไปแล้วความเข้าใจในเรื่องคนพิการในระดับผู้บริหารประเทศจะเป็นไปอย่างไร

ในสังคมประเทศที่เจริญแล้วคนพิการมีสิทธิต่างๆเสมอกันกับบุคคลทั่วไป ได้รับสวัสดิการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆจากสังคม ในขณะที่รัฐธรรมนูญของไทยได้รับรองสิทธิและความเท่าเทียมของคนพิการไว้แล้ว เหตุใดตำแหน่ง สว. คนพิการถึงเป็นไม่ได้ ผมงงกับความคิดเห็นของคุณวิทย์เรื่องนี้มาก ประสบการณ์ 20 กว่าปีของท่านไปอยู่เสียที่ไหน จากทัศนะของคุณวิทย์ตามข้อเขียนที่ได้แสดงไว้ มันสะท้อนให้คิดต่อไปว่า คนที่มีประสบการณ์และได้ทำงานกับรัฐสภามายาวนาน ยังมีความคิดเช่นนี้ แล้วชาวบ้านทั่วไปจะมีความคิดเห็นอย่างไร

ผมอยากเรียกร้องให้ตัวแทนคนพิการต่างๆออกมาตอบโต้ และชี้แจงความเป็นจริงกับบทความนี้ แล้วควรแก้ความเข้าใจผิดทั้งตัวคุณวิทย์ และ นสพ.มติชน ด้วย หากเราเพิกเฉยเสียมันก็เท่ากับเรายอมรับความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ แล้วอนาคตคนพิการจะเป็นไปอย่างไร ความพยายามในการเรียกร้องสิทธิต่างๆจะเป็นอย่างไร ปัจจุบันมีแต่ลมปากเป็นส่วนใหญ่ อาจมีของตัวอย่างบ้างเล็กๆน้อยๆ

ผมไม่ได้รู้จักกับคุณวิทย์ มงคล โดยส่วนตัว และไม่ได้มีเจตนาโจมตีข้อเขียนใดๆ ดีใจเสียอีกที่มีคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคนพิการ เพื่อที่คนพิการจะได้รับรู้ว่า คนอื่นๆคิดอย่างไร เราจะได้ออกมาแก้ไขสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคมต่อไป ผมคิดว่าเวลานี้ต้องรีบทำแล้วครับ

จากคุณ ประภาส เมื่อ 6 มี.ค. 51 เวลา 16:40:43 IP: 221.128.82.xxx 

คำตอบที่ 3
ผมคิดว่าพอจะเข้าใจบางอย่างว่าทำไมคุณ ประภาส และพี่น้องผองเพื่อนคนพิการและไม่พิการหลายคนผิดหวัง หดหู่จริงๆ กับข้าราชการ นักการเมือง ประชาชน อาจจะรวมคนพิการอย่างผมเข้าไปด้วยอีกคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยด้วย?

ผมเห็นความกล้าหาญของคุณวิทย์ มงคล ที่ตั้งคำถามในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ไม่เข้าใจมาถามในสื่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา(ไม่เหมือนบางคนที่ไม่รู้แล้วอวดรู้) "คือไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้สรรหาจึงไปมอบภาระที่ใหญ่หลวงให้ผู้แทนคนพิการตาบอดเข้ามาทำหน้าที่ ส.ว.อันหนักอึ้งด้วย (แม้รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้แต่ก็มีองค์กรพิการอื่นๆ มากมายที่เสนอตัวมาให้เลือก ที่ไม่เป็นอุปสรรคในการหน้าที่มากนัก) หากเลือกให้ไปบริหารราชการแผ่นดิน จะไม่ขุ่นข้องใจเท่าใดนัก อย่างน้อยก็มีองค์ประกอบเครื่องมือมากมาย มีข้าราชการคอยช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก แถมยังสามารถสั่งการช่วยเหลือดูแลสังคมคนพิการได้บ้าง

แต่หน้าที่ของ ส.ว.หาเป็นเช่นนั้นไม่?

ปัจจุบัน รัฐมนตรี ส.ส. ข้าราชการระดับสูง ที่รัฐธรรมนูญให้ ส.ว.ตรวจสอบ ถอดถอน ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินไทยขณะนี้ ไม่มีคนใดพิการทางสายตา แขนขาใดๆ ไม่รู้ว่าจะไปตรวจสอบกันอย่างไร และมองไม่ออกว่า จะไปช่วยเหลือคนพิการอย่างไร เพราะมิใช่หน้าที่ ส.ว. (อีกนั่นแหละ)"

ผมเชื่อว่าท่านึกไม่ออกจริงๆ เพราะงานที่ทำในรัฐสภามากว่า 20 ปี นั้นงานเยอะมากจริงนะครับ ผมเห็นใจท่านในประเด็นนี้

ผมอาจคล้ายคุณวิทย์ มงคล ในแง่ที่ว่าทำงานในโรงพยาบาลต่อเนื่องรัฐสภามากว่า 20 ปี ทำงานด้านคนพิการมากกว่า 10 ปี แต่ไม่ทราบจริงว่าคนตาบอด คนหูหนวก สามารถสื่อสารกับคนที่ไม่ตาบอดหูหนวกอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร? สิ่งที่สื่อสารออกมามีความถูกต้องน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไรในกรณีที่พูดข้ามความพิการข้ามสภาพความพิการที่มีความหลากหลาย?

ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่ามีข้อความ "(แม้รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้แต่ก็มีองค์กรพิการอื่นๆ มากมายที่เสนอตัวมาให้เลือก ที่ไม่เป็นอุปสรรคในการหน้าที่มากนัก)" ซึ่งการแปลความหมายของผมหมายความอย่านี้ไหมว่า "รัฐธรรมนูญเปิดองค์กรโอกาสพิการอื่นๆ มากมายที่เสนอตัวมาให้เลือก(ที่ไม่ใช่คนพิการทางสายตา/การมองเห็น) นั้น ผมเห็นว่ามีความหมายที่เฉพาะแคบลงไปที่"คนตาบอด" มิได้มีความหมายรวมถึงคนพิการประเภทอื่นๆ ที่เสนอตัวมาให้เลือก"  นี่เป็นประเด็นที่คนพิการอย่างผมจับประเด็นนี้ได้(แต่อาจจับบางประเด็นไม่ได้)

การที่คุณวิทย์ มงคล มีคำถามเอามาถามอย่างนี้ ผมถือว่าเป็นโอกาสดี

ดีที่ที่คนพิการ-องค์กรคนพิการ-และผู้เกียวข้องโดยตรง จะได้ทำความเข้าใจกับคุณวิทย์ ประชาชน สื่อมวลชน คนใกล้ชิดสนิทสนม ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผมก็พลอยจะได้มีความรู้เพิ่มขึ้นด้วย เพราะยากที่คนที่คิดว่าเขาไม่ได้พิการจะเข้าใจคนพิการครอบคลุมและลงลึกทั้งหมดนั้นมีความเป็นไปได้น้อยด้วยกระมังครับ อย่างที่คนพิการบางคนอ้างว่า "ไม่มีใครรู้เรื่องคนพิการดีไปกว่าคนพิการ" ก็ดูจะสนับสนุนความเห็นที่ผมนำเสนอบ้างไม่มากก็น้อยกระมังครับ  อย่างนี้สมควรที่จะมีคนพิการหลากหลายประเภทความพิการหลายๆ คนที่รับราชการมีตำแหน่งหน้าที่คล้าย-เหมือนกับเจ้าของบทความนี้(คุณวิทย์ มงคล นะครับไม่ใช่ผม) เห็นด้วยไหมครับ 

ผมสังเกตดูจากหลายๆ กระทู้ หลายๆ บทความที่เกี่ยวกับคนพิการและคนไม่พิการนั้น ผมจะรู้สึกได้ว่า..คนพิการเราคาดหวังกับคนอื่นมากๆ ว่าควรจะ สมควร ต้องรู้ ต้องเข้าใจ คนพิการเป็นอย่างดี(แทบจะทุกแง่ทุกมุม) ซึ่งผมเองก็ยังไม่พบคุณสมบัติดังกล่าวในผู้นำคนพิการคนใดที่ยังมีชีวิตอยู่(เฉพาะที่ผมเคยพบเคยรู้จัก) ถ้ามีกรุณาบอกผมและพี่น้องผองเพื่อนชาวไทยด้วยจะขอบคุณยิ่ง ด้วยเหตุนี้กระมังจึงเป็นที่มาขององค์กรคนพิการ ดังเช่นเป็นที่มาของรัฐสภาด้วยกระมังครับ 

ในใจลึกๆ แล้วผมเชื่ออย่างไม่มีเหตุผลรองรับมากนักที่จะเชื่อว่าท่านวุฒิสมาชิกที่ตาบอด ท่านจะสามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี โดยความร่วมมือร่วมใจของคนพิการทุกประเภททุกสภาพความพิการ องค์กรคนพิการในทุกระดับในประเทศไทย องค์กรเพื่อคนพิการ และภาคีเครือข่ายผมฝัน(คาดหวัง)มากเกินไปหรือเปล่า? ไม่ค่อยแน่ใจเสียแล้วสิ 

ผมอยากเรียกร้องให้ตัวแทนคนพิการต่างๆออกมาชี้แจงความเป็นจริงกับบทความนี้(โดยไม่ถือว่าเป็นการตอบโต้) เพื่อความเข้าใจที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยความเป็นมิตร ไม่ใช่การเอาชนะคะคาน ชี้ถูก ชี้ผิด จนเกิดการต่อต้านในใจและแสดงอกแบบปกป้อง-ป้องกันตัวเอง ที่มิใช่การสื่อสารที่มีประสิทธิผล(แต่อาจมีประสิทธิภาพ?) ซึ่งประเด็นอย่างนี้ผมและผู้นำบางคนเคยผิดพลาดกันมาแล้วไม่มากก็น้อย กลายเป็นเปิดประเด็นใหม่ถกเถียง-ท้าทายกัน-เพิ่มคนที่ไม่เข้าใจ ทำให้พลาดสิ่งสำคัญที่ต้องการสื่อสาร

แทนที่จะได้พันธมิตรคนพิการเพิ่มอาจกลับกลายเป็นได้ผู้ต่อต้านคนพิการชนิดเอ่ยถึงคนพิการก็ต้องต่อต้านไว้ก่อนลายละเอียดดียังไงก็ไม่สนแล้ว ถ้าบังคับให้ทำสัญญาก็จำยอมทำแต่ไม่สั่งการให้ปฏิบัติ หรืออาจสั่งการให้ปฏิบัติแต่ผู้ปฏิบัติไม่รู้จะปฏิบัติยังไง หรือถ้ารู้ว่าจะปฏิบัติยังไงแต่ไม่อยากทำก็ไม่ทำ 

คนเราผิดพลาดกันได้ คนพิการขอโอกาส ทำงานก็ต้องการโอกาสและความรู้ความรู้สึกมีคุณค่าของตัวเอง(ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์)กันทุกคนมิใช่หรือ  ต้องการการให้อภัยกัน เพื่อที่จะร่วมกันสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่  หรือว่าต้องทำลายทิ้ง.. สมองพิการต้องทำลาย..  ร่างกายพิการต้องทำลาย... ราวกับผลิตภัณฑ์จากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานต้องนำไปทำลาย..อย่างนั้นหรือไม่  

ผมเองก็คล้ายคุณประภาส ที่ไม่ได้รู้จักคุณประภาส และคุณวิทย์ มงคล โดยส่วนตัวมาก่อน

มันเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับความผิดพลาดของตัวเองและอภัยให้ตัวเอง แต่ผมเห็นว่ามีความจำเป็นต้องนำความผิดพลาดบางประการบางเรื่องมาเป็นตัวอย่าง มิใช่เพื่อความเด่นดังใดๆ ทั้งสิ้น หรือบอกว่าที่ผมทำมาผิดลาดทั้งหมดก็หาไม่

ผมหวังเพียงว่าเรา...จะสร้างมิตรภาพและความเข้าใจกันและกันมากยิ่งขึ้นโดยไม่เสียการงานส่วนรวมไปด้วย นี่ไม่อาจเทียบได้กับบางโครงการที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่ในความเห็นของผม ณ ขณะนี้

ขอบคุณและขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ

ด้วยรักและไว้วางใจ  

ต้อย

จากคุณ เสริมกิจ สรวงวัฒนา เมื่อ 7 มี.ค. 51 เวลา 00:11:26 IP: 61.19.65.xxx 

คำตอบที่ 4
งั้นถ้ากระผมเข้าบ้างว่าท่านคุณวิทย์ มงคล ใช้ประสบการณ์กว่า 20 ปีในการปฏิบัติงานร้อยเรียงถ้อยคำที่สวยงามเฉพาะเป็นตัวหนังสืออยู่บนกระดาษ หรือที่เราคุนเคยกันว่าเป็นเสือกระดาษบ้างคงจะไม่ห้ามการแสดงความคิดของกระผมนะครับ สิ่งสะท้อนที่เห็นชัดก็คือ ผู้ใหญ่ที่บริหารบ้านเมืองที่มีความคิดไม่ต่างจากท่านก็คงจะมีมากพอสมควรคงจะเห็นไปในทิศทางใกล้เคียงกัน บ้านเมืองถึงเจริญได้แค่เท่าที่เห็นกันทุกวันนี้ ถ้าลดละเลิกอาการมั่วนั่งเทียนเขียนข่าว แล้วไปหาข้อมูลความจริงเพื่อปฏิบัติพัฒนาจริงน่าจะได้ประโยชน์กว่านี้มากเลยนะครับ

จากคุณ ยอดชาย วิริยะมานะสกุล เมื่อ 7 มี.ค. 51 เวลา 13:59:55 IP: 58.137.119.xxx 

คำตอบที่ 5
ผมเห็นด้วยกับคุณ ยอดชาย วิริยะมานะสกุล ไม่มีใครห้ามความคิดเห็นของใครได้จริงครับ

สิ่งที่เราบอกคนอื่นว่าควรทำอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น ไม่ควรทำอะไต่อมิอะไร ก็สะท้อนความคิดของคนบอกด้วยเพียงแต่คนนั้นจะรู้ตัวหรือไม่ว่าที่บอกคนอื่นนั้นกำลังบอกกำลังสอนตัวเองอยู่ด้วยทุกคำทุกกิริยาท่าทาง ด้วยหรือไม่ 

อย่างเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว การแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิมนุษยชนและมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว เพียงแต่ผู้ที่สื่อสารต้องการผลอย่างไรในการสื่อสาร

- เพื่อจับผิด การบังคับ ควบคุม

- การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น จากมุมองที่แตกต่างกันบ้าง สอดคล้องกันบ้าง เพื่อความรู้เข้าใจกันและกัน

- เพื่อการสร้างความสันติสุข โดยแต่ละคนเป็นส่วนประกอบของสังคม ของประเทศ คล้ายกับเราเป็นเซลล์หนึ่งของร่างกายแต่ละเซลล์สื่อสารกันได้หลายทิศทาง ผมไม่รู้ว่าจริงๆ ว่าร่างกายผมมีเซลล์ทั้งหมดอยู่จำนวนเท่าไร รู้เพียงว่าทั้งหมดที่มีอยู่ ณ ขณะเวลาหนึ่งๆ ทำให้ผมเป็นอย่างนั้นในสภาพแวดล้อมอย่างนั้นๆ

- คนนั้นสมบูรณ์แบบ และ.... เช่น...

.....สมบูรณ์แบบต้องมีคุณสมบัติ.....ดังต่อไปนี้ ที่สำคัญต้องไม่มีตำหนิใดๆ?

......ดีต้องมีคุณสมบัติ..... อาจมีตำหนิได้บ้าง... แต่ต้องไม่มีโทษสมบัติ?

......พอใช้ได้คุณสมบัติ..... มีโทษสมบัติ....ได้บ้าง?

บ้านเมืองถึงเจริญได้แค่เท่าที่เห็นกันทุกวันนี้ เพราะเหตุปัจจัยจาก คนพิการ นักการเมือง ข้าราชการ การศึกษา เศรษฐกิจ นักวิชาการ สื่อมวลชน จากทุกคนในประเทศไทย? จากทุกคนและทุกสรรพสิ่งในโลกนี้?

 คงมิอาจกล่าวว่าเป็นเพราะเหตุว่ามีคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้นกระมัง 

ประโยชน์ เป็นคำหนึ่งที่หมายถึงอะไรกันแน่?

ประโยชน์ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขอย่างไรหรือไม่  ความสุขมาจากอะไรได้บ้าง 

คนอื่นที่ไม่ทำตามใจเรา เราก็ว่าเขาทำเรื่องไม่มีประโยชน์หรือไม่ 

คนอื่นคิดต่างจากเรา ไม่เห็นด้วยกับความคิด-การกระทำของเรา เราก็ว่าเขาเป็นคนไม่ได้เรื่อง-ใช้ไม่ได้-ฉลาดน้อย-ไม่ดี-......ด้วยหรือเปล่า 

แล้วตัวเราเองล่ะสามารถคิด พูด เขียน ทำ ได้ถูกใจทุกคนได้อย่างไรหรือไม่  

หรือว่าที่แท้แล้วก็ทำที่ทำได้ ทำสิ่งที่เห็นว่าน่าจะดีส่วนผลออกมาอย่างไรก็เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยโดยรวม ของสภาวะนั้นๆ เวลานั้นๆ ที่เราไม่อาจรู้เหตุทั้งหมดด้วยข้อจำกัดของเราด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน..  ซึ่งมันไม่ได้ง่ายอย่างคณิตศาสตร์ หรือการวิทยาศาสตร์ที่เคยเรียนมา(เพราะมีการควบคุมตัวแปร)  

ในขณะที่สังคมนั้นมีตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา..ด้วยอย่างไรหรือไม่   ความจริงก็แปรฝันไปในแต่ละช่วงเวลาและสิ่งแวดล้อมด้วยหรืไม่    

ขอท่านผู้รู้ช่วยตอบ จะขอบคุณยิ่ง

 

จากคุณ เสริมกิจ สรวงวัฒนา เมื่อ 7 มี.ค. 51 เวลา 16:29:54 IP: 222.123.168.xxx 

คำตอบที่ 6
ขอบคุณ คุณเสริมกิจ และ คุณยอดชาย ที่ได้มาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม อยากให้คนพิการอื่นๆมาช่วยกันเสนอความคิดเห็นเรื่องนี้อีกครับ ผมยอมรับว่าในหมู่คนพิการที่แตกต่างกัน แต่ละคนก็ไม่สามารถเข้าใจในความพิการอื่นๆที่แตกต่างกัน อย่างที่คุณเสริมกิจได้บอกไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราคนพิการสามารถรับรู้ได้แน่นอนคือความยากลำบากในการใช้ชีวิตที่ต่างกับคนทั่วไป

ในทัศนะของผม ผมไม่ได้เน้นเรื่องประเภทความพิการในการเป็น สว. ผมเชื่อว่าคนพิการทุกประเภทหากได้สั่งสมความรู้ความเข้าใจต่างๆได้มากเพียงพอ ต่างสามารถเป็น สว. ได้ทุกคน และผมเชื่อว่าสามารถทำหน้าที่ได้ดีครับ อีกประการหนึ่งหน้าที่ สว. ที่คัดสรรจากคนหลากหลายอาชีพก็เพื่อต้องการให้มีคนในทุกกลุ่มของสังคมมาร่วมกันตัดสินใจเพื่อให้ได้มุมมองที่ครบถ้วน อย่างน้อยที่สุดจะได้มีการทักท้วงบ้างในเรื่องที่คนพิการควรได้รับประโยชน์ ควรได้รับความเข้าใจ ให้คนหันมาสนใจมากขึ้น

ผมไม่ได้มองว่าคนพิการเป็นคนกลุ่มเดียวที่ขาดโอกาส แต่ยังมีคนกลุ่มอื่นๆที่ยังขาดโอกาสเช่นเดียวกันซึ่งคนกลุ่มนั้นๆก็ต้องพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้โอกาสในการได้รับเลือกเป็น สว. คัดสรรเช่นกัน เราถึงจะได้วุฒิสภาที่เหมาะสมมาจากคนทั่วประเทศและหลากหลายอาชีพจริง

จากคุณ ประภาส เมื่อ 7 มี.ค. 51 เวลา 16:44:04 IP: 221.128.82.xxx 

ประสบการณ์ในรัฐสภามากว่า 20 ปี

http://www.tddf.or.th/tddf/political/readart.php?id=00179

ความคิดเห็นที่ 1
สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

85/1-2 ซ.บุญอยู่ ถ. ดินแดง

แขวงสามเสนใน เขตพญาไท

กรุงเทพฯ 10400

4 มีนาคม 2551

เรื่อง ขอชี้แจงกรณียกตัวอย่างในบทความ “ควันหลง สรรหา ส.ว. ที่ไม่ได้สรรหา”

เรียน บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์มติชน

สิ่งที่ส่งมาด้วย 1) ประวัติและผลงานนายมณเฑียร บุญตัน

http:www.tab.or.th/radio/news/mothian-history.doc

ตามที่หนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2551 ได้ตีพิมพ์บทความ “ควันหลง สรรหา ส.ว. ที่ไม่ได้สรรหา” ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงคนตาบอดที่ได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา หากแต่เป็นคำกล่าวที่แสดงถึงความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ทั้งในส่วนตัวของบุคคลและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

กระผมนายต่อพงศ์ เสลานนท์ (ประชาสัมพันธ์สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย) ขอชี้แจงกรณีการยกตัวอย่างในบทความ “ควันหลง สรรหา ส.ว. ที่ไม่ได้สรรหา” ดังกล่าวว่า สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยได้มีมติส่งนายมณเฑียร บุญตัน เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งปรากฏผลว่านายมณเฑียร บุญตัน ได้รับการคัดสรรเป็นส.ว. ด้วยคะแนนเต็ม 7 คะแนนตั้งแต่รอบแรก ด้วยประวัติและผลงาน ที่แสดงถึงความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ ของคณะกรรมการสรรหา แม้จะเข้าใจว่าผู้เขียนอาจไม่มีเจตนาร้ายหรือดูถูกเหยียดหยามต่อคนพิการ แต่เพื่อสร้างความเข้าใจมิให้ผู้เขียนตกอยู่ภายใต้กระแสแห่งเวทนานิยม โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้ระบุถึงความชอบธรรมที่สามารถมีสามาชิกวุฒิสภา เป็นคนตาบอดได้ ตามมาตรา 114 ว่า “...ให้คำนึงถึงองค์ประกอบจากบุคคลที่มีความรู้ในด้านต่างๆที่แตกต่างกัน ความเท่าเทียมกันทางเพศ รวมทั้งการให้โอกาสกับผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย”

ขอแสดงความนับถือ

( นายต่อพงศ์ เสลานนท์ )

ประชาสัมพันธ์สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

โดย ประชาสัมพันธ์สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย 5 มี.ค. 51 ,11:10:54, IP: 125.24.68.xxx

ประสบการณ์ในรัฐสภามากว่า 20 ปี

http://www.tddf.or.th/tddf/webboard/feedback.php?ID=3327&READNUM=157&refpage=1 

คำตอบที่ 3
ผมคิดว่าพอจะเข้าใจบางอย่างว่าทำไมคุณ ประภาส และพี่น้องผองเพื่อนคนพิการและไม่พิการหลายคนผิดหวัง หดหู่จริงๆ กับข้าราชการ นักการเมือง ประชาชน อาจจะรวมคนพิการอย่างผมเข้าไปด้วยอีกคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยด้วย?

ผมเห็นความกล้าหาญของคุณวิทย์ มงคล ที่ตั้งคำถามในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ไม่เข้าใจมาถามในสื่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา(ไม่เหมือนบางคนที่ไม่รู้แล้วอวดรู้) "คือไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้สรรหาจึงไปมอบภาระที่ใหญ่หลวงให้ผู้แทนคนพิการตาบอดเข้ามาทำหน้าที่ ส.ว.อันหนักอึ้งด้วย (แม้รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้แต่ก็มีองค์กรพิการอื่นๆ มากมายที่เสนอตัวมาให้เลือก ที่ไม่เป็นอุปสรรคในการหน้าที่มากนัก) หากเลือกให้ไปบริหารราชการแผ่นดิน จะไม่ขุ่นข้องใจเท่าใดนัก อย่างน้อยก็มีองค์ประกอบเครื่องมือมากมาย มีข้าราชการคอยช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก แถมยังสามารถสั่งการช่วยเหลือดูแลสังคมคนพิการได้บ้าง

แต่หน้าที่ของ ส.ว.หาเป็นเช่นนั้นไม่?

ปัจจุบัน รัฐมนตรี ส.ส. ข้าราชการระดับสูง ที่รัฐธรรมนูญให้ ส.ว.ตรวจสอบ ถอดถอน ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินไทยขณะนี้ ไม่มีคนใดพิการทางสายตา แขนขาใดๆ ไม่รู้ว่าจะไปตรวจสอบกันอย่างไร และมองไม่ออกว่า จะไปช่วยเหลือคนพิการอย่างไร เพราะมิใช่หน้าที่ ส.ว. (อีกนั่นแหละ)"

ผมเชื่อว่าท่านึกไม่ออกจริงๆ เพราะงานที่ทำในรัฐสภามากว่า 20 ปี นั้นงานเยอะมากจริงนะครับ ผมเห็นใจท่านในประเด็นนี้

ผมอาจคล้ายคุณวิทย์ มงคล ในแง่ที่ว่าทำงานในโรงพยาบาลต่อเนื่องรัฐสภามากว่า 20 ปี ทำงานด้านคนพิการมากกว่า 10 ปี แต่ไม่ทราบจริงว่าคนตาบอด คนหูหนวก สามารถสื่อสารกับคนที่ไม่ตาบอดหูหนวกอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร? สิ่งที่สื่อสารออกมามีความถูกต้องน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไรในกรณีที่พูดข้ามความพิการข้ามสภาพความพิการที่มีความหลากหลาย?

ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่ามีข้อความ "(แม้รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้แต่ก็มีองค์กรพิการอื่นๆ มากมายที่เสนอตัวมาให้เลือก ที่ไม่เป็นอุปสรรคในการหน้าที่มากนัก)" ซึ่งการแปลความหมายของผมหมายความอย่านี้ไหมว่า "รัฐธรรมนูญเปิดองค์กรโอกาสพิการอื่นๆ มากมายที่เสนอตัวมาให้เลือก(ที่ไม่ใช่คนพิการทางสายตา/การมองเห็น) นั้น ผมเห็นว่ามีความหมายที่เฉพาะแคบลงไปที่"คนตาบอด" มิได้มีความหมายรวมถึงคนพิการประเภทอื่นๆ ที่เสนอตัวมาให้เลือก"  นี่เป็นประเด็นที่คนพิการอย่างผมจับประเด็นนี้ได้(แต่อาจจับบางประเด็นไม่ได้)

การที่คุณวิทย์ มงคล มีคำถามเอามาถามอย่างนี้ ผมถือว่าเป็นโอกาสดี

ดีที่ที่คนพิการ-องค์กรคนพิการ-และผู้เกียวข้องโดยตรง จะได้ทำความเข้าใจกับคุณวิทย์ ประชาชน สื่อมวลชน คนใกล้ชิดสนิทสนม ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผมก็พลอยจะได้มีความรู้เพิ่มขึ้นด้วย เพราะยากที่คนที่คิดว่าเขาไม่ได้พิการจะเข้าใจคนพิการครอบคลุมและลงลึกทั้งหมดนั้นมีความเป็นไปได้น้อยด้วยกระมังครับ อย่างที่คนพิการบางคนอ้างว่า "ไม่มีใครรู้เรื่องคนพิการดีไปกว่าคนพิการ" ก็ดูจะสนับสนุนความเห็นที่ผมนำเสนอบ้างไม่มากก็น้อยกระมังครับ  อย่างนี้สมควรที่จะมีคนพิการหลากหลายประเภทความพิการหลายๆ คนที่รับราชการมีตำแหน่งหน้าที่คล้าย-เหมือนกับเจ้าของบทความนี้(คุณวิทย์ มงคล นะครับไม่ใช่ผม) เห็นด้วยไหมครับ 

ผมสังเกตดูจากหลายๆ กระทู้ หลายๆ บทความที่เกี่ยวกับคนพิการและคนไม่พิการนั้น ผมจะรู้สึกได้ว่า..คนพิการเราคาดหวังกับคนอื่นมากๆ ว่าควรจะ สมควร ต้องรู้ ต้องเข้าใจ คนพิการเป็นอย่างดี(แทบจะทุกแง่ทุกมุม) ซึ่งผมเองก็ยังไม่พบคุณสมบัติดังกล่าวในผู้นำคนพิการคนใดที่ยังมีชีวิตอยู่(เฉพาะที่ผมเคยพบเคยรู้จัก) ถ้ามีกรุณาบอกผมและพี่น้องผองเพื่อนชาวไทยด้วยจะขอบคุณยิ่ง ด้วยเหตุนี้กระมังจึงเป็นที่มาขององค์กรคนพิการ ดังเช่นเป็นที่มาของรัฐสภาด้วยกระมังครับ 

ในใจลึกๆ แล้วผมเชื่ออย่างไม่มีเหตุผลรองรับมากนักที่จะเชื่อว่าท่านวุฒิสมาชิกที่ตาบอด ท่านจะสามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี โดยความร่วมมือร่วมใจของคนพิการทุกประเภททุกสภาพความพิการ องค์กรคนพิการในทุกระดับในประเทศไทย องค์กรเพื่อคนพิการ และภาคีเครือข่ายผมฝัน(คาดหวัง)มากเกินไปหรือเปล่า? ไม่ค่อยแน่ใจเสียแล้วสิ 

ผมอยากเรียกร้องให้ตัวแทนคนพิการต่างๆออกมาชี้แจงความเป็นจริงกับบทความนี้(โดยไม่ถือว่าเป็นการตอบโต้) เพื่อความเข้าใจที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยความเป็นมิตร ไม่ใช่การเอาชนะคะคาน ชี้ถูก ชี้ผิด จนเกิดการต่อต้านในใจและแสดงอกแบบปกป้อง-ป้องกันตัวเอง ที่มิใช่การสื่อสารที่มีประสิทธิผล(แต่อาจมีประสิทธิภาพ?) ซึ่งประเด็นอย่างนี้ผมและผู้นำบางคนเคยผิดพลาดกันมาแล้วไม่มากก็น้อย กลายเป็นเปิดประเด็นใหม่ถกเถียง-ท้าทายกัน-เพิ่มคนที่ไม่เข้าใจ ทำให้พลาดสิ่งสำคัญที่ต้องการสื่อสาร

แทนที่จะได้พันธมิตรคนพิการเพิ่มอาจกลับกลายเป็นได้ผู้ต่อต้านคนพิการชนิดเอ่ยถึงคนพิการก็ต้องต่อต้านไว้ก่อนลายละเอียดดียังไงก็ไม่สนแล้ว ถ้าบังคับให้ทำสัญญาก็จำยอมทำแต่ไม่สั่งการให้ปฏิบัติ หรืออาจสั่งการให้ปฏิบัติแต่ผู้ปฏิบัติไม่รู้จะปฏิบัติยังไง หรือถ้ารู้ว่าจะปฏิบัติยังไงแต่ไม่อยากทำก็ไม่ทำ 

คนเราผิดพลาดกันได้ คนพิการขอโอกาส ทำงานก็ต้องการโอกาสและความรู้ความรู้สึกมีคุณค่าของตัวเอง(ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์)กันทุกคนมิใช่หรือ  ต้องการการให้อภัยกัน เพื่อที่จะร่วมกันสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่  หรือว่าต้องทำลายทิ้ง.. สมองพิการต้องทำลาย..  ร่างกายพิการต้องทำลาย... ราวกับผลิตภัณฑ์จากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานต้องนำไปทำลาย..อย่างนั้นหรือไม่  

ผมเองก็คล้ายคุณประภาส ที่ไม่ได้รู้จักคุณประภาส และคุณวิทย์ มงคล โดยส่วนตัวมาก่อน

มันเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับความผิดพลาดของตัวเองและอภัยให้ตัวเอง แต่ผมเห็นว่ามีความจำเป็นต้องนำความผิดพลาดบางประการบางเรื่องมาเป็นตัวอย่าง มิใช่เพื่อความเด่นดังใดๆ ทั้งสิ้น หรือบอกว่าที่ผมทำมาผิดลาดทั้งหมดก็หาไม่

ผมหวังเพียงว่าเรา...จะสร้างมิตรภาพและความเข้าใจกันและกันมากยิ่งขึ้นโดยไม่เสียการงานส่วนรวมไปด้วย นี่ไม่อาจเทียบได้กับบางโครงการที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่ในความเห็นของผม ณ ขณะนี้

ขอบคุณและขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ

ด้วยรักและไว้วางใจ  

ต้อย

จากคุณ เสริมกิจ สรวงวัฒนา เมื่อ 7 มี.ค. 51 เวลา 00:11:26 IP: 61.19.65.xxx 

คำตอบที่ 4
งั้นถ้ากระผมเข้าบ้างว่าท่านคุณวิทย์ มงคล ใช้ประสบการณ์กว่า 20 ปีในการปฏิบัติงานร้อยเรียงถ้อยคำที่สวยงามเฉพาะเป็นตัวหนังสืออยู่บนกระดาษ หรือที่เราคุนเคยกันว่าเป็นเสือกระดาษบ้างคงจะไม่ห้ามการแสดงความคิดของกระผมนะครับ สิ่งสะท้อนที่เห็นชัดก็คือ ผู้ใหญ่ที่บริหารบ้านเมืองที่มีความคิดไม่ต่างจากท่านก็คงจะมีมากพอสมควรคงจะเห็นไปในทิศทางใกล้เคียงกัน บ้านเมืองถึงเจริญได้แค่เท่าที่เห็นกันทุกวันนี้ ถ้าลดละเลิกอาการมั่วนั่งเทียนเขียนข่าว แล้วไปหาข้อมูลความจริงเพื่อปฏิบัติพัฒนาจริงน่าจะได้ประโยชน์กว่านี้มากเลยนะครับ

จากคุณ ยอดชาย วิริยะมานะสกุล เมื่อ 7 มี.ค. 51 เวลา 13:59:55 IP: 58.137.119.xxx 

คำตอบที่ 5
ผมเห็นด้วยกับคุณ ยอดชาย วิริยะมานะสกุล ไม่มีใครห้ามความคิดเห็นของใครได้จริงครับ

สิ่งที่เราบอกคนอื่นว่าควรทำอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น ไม่ควรทำอะไต่อมิอะไร ก็สะท้อนความคิดของคนบอกด้วยเพียงแต่คนนั้นจะรู้ตัวหรือไม่ว่าที่บอกคนอื่นนั้นกำลังบอกกำลังสอนตัวเองอยู่ด้วยทุกคำทุกกิริยาท่าทาง ด้วยหรือไม่ 

อย่างเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว การแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิมนุษยชนและมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว เพียงแต่ผู้ที่สื่อสารต้องการผลอย่างไรในการสื่อสาร

- เพื่อจับผิด การบังคับ ควบคุม

- การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น จากมุมองที่แตกต่างกันบ้าง สอดคล้องกันบ้าง เพื่อความรู้เข้าใจกันและกัน

- เพื่อการสร้างความสันติสุข โดยแต่ละคนเป็นส่วนประกอบของสังคม ของประเทศ คล้ายกับเราเป็นเซลล์หนึ่งของร่างกายแต่ละเซลล์สื่อสารกันได้หลายทิศทาง ผมไม่รู้ว่าจริงๆ ว่าร่างกายผมมีเซลล์ทั้งหมดอยู่จำนวนเท่าไร รู้เพียงว่าทั้งหมดที่มีอยู่ ณ ขณะเวลาหนึ่งๆ ทำให้ผมเป็นอย่างนั้นในสภาพแวดล้อมอย่างนั้นๆ

- คนนั้นสมบูรณ์แบบ และ.... เช่น...

.....สมบูรณ์แบบต้องมีคุณสมบัติ.....ดังต่อไปนี้ ที่สำคัญต้องไม่มีตำหนิใดๆ?

......ดีต้องมีคุณสมบัติ..... อาจมีตำหนิได้บ้าง... แต่ต้องไม่มีโทษสมบัติ?

......พอใช้ได้คุณสมบัติ..... มีโทษสมบัติ....ได้บ้าง?

บ้านเมืองถึงเจริญได้แค่เท่าที่เห็นกันทุกวันนี้ เพราะเหตุปัจจัยจาก คนพิการ นักการเมือง ข้าราชการ การศึกษา เศรษฐกิจ นักวิชาการ สื่อมวลชน จากทุกคนในประเทศไทย? จากทุกคนและทุกสรรพสิ่งในโลกนี้?

 คงมิอาจกล่าวว่าเป็นเพราะเหตุว่ามีคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้นกระมัง 

ประโยชน์ เป็นคำหนึ่งที่หมายถึงอะไรกันแน่?

ประโยชน์ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขอย่างไรหรือไม่  ความสุขมาจากอะไรได้บ้าง 

คนอื่นที่ไม่ทำตามใจเรา เราก็ว่าเขาทำเรื่องไม่มีประโยชน์หรือไม่ 

คนอื่นคิดต่างจากเรา ไม่เห็นด้วยกับความคิด-การกระทำของเรา เราก็ว่าเขาเป็นคนไม่ได้เรื่อง-ใช้ไม่ได้-ฉลาดน้อย-ไม่ดี-......ด้วยหรือเปล่า 

แล้วตัวเราเองล่ะสามารถคิด พูด เขียน ทำ ได้ถูกใจทุกคนได้อย่างไรหรือไม่  

หรือว่าที่แท้แล้วก็ทำที่ทำได้ ทำสิ่งที่เห็นว่าน่าจะดีส่วนผลออกมาอย่างไรก็เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยโดยรวม ของสภาวะนั้นๆ เวลานั้นๆ ที่เราไม่อาจรู้เหตุทั้งหมดด้วยข้อจำกัดของเราด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน..  ซึ่งมันไม่ได้ง่ายอย่างคณิตศาสตร์ หรือการวิทยาศาสตร์ที่เคยเรียนมา(เพราะมีการควบคุมตัวแปร)  

ในขณะที่สังคมนั้นมีตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา..ด้วยอย่างไรหรือไม่   ความจริงก็แปรฝันไปในแต่ละช่วงเวลาและสิ่งแวดล้อมด้วยหรืไม่    

ขอท่านผู้รู้ช่วยตอบ จะขอบคุณยิ่ง

 

จากคุณ เสริมกิจ สรวงวัฒนา เมื่อ 7 มี.ค. 51 เวลา 16:29:54 IP: 222.123.168.xxx 

คำตอบที่ 6
ขอบคุณ คุณเสริมกิจ และ คุณยอดชาย ที่ได้มาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม อยากให้คนพิการอื่นๆมาช่วยกันเสนอความคิดเห็นเรื่องนี้อีกครับ ผมยอมรับว่าในหมู่คนพิการที่แตกต่างกัน แต่ละคนก็ไม่สามารถเข้าใจในความพิการอื่นๆที่แตกต่างกัน อย่างที่คุณเสริมกิจได้บอกไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราคนพิการสามารถรับรู้ได้แน่นอนคือความยากลำบากในการใช้ชีวิตที่ต่างกับคนทั่วไป

ในทัศนะของผม ผมไม่ได้เน้นเรื่องประเภทความพิการในการเป็น สว. ผมเชื่อว่าคนพิการทุกประเภทหากได้สั่งสมความรู้ความเข้าใจต่างๆได้มากเพียงพอ ต่างสามารถเป็น สว. ได้ทุกคน และผมเชื่อว่าสามารถทำหน้าที่ได้ดีครับ อีกประการหนึ่งหน้าที่ สว. ที่คัดสรรจากคนหลากหลายอาชีพก็เพื่อต้องการให้มีคนในทุกกลุ่มของสังคมมาร่วมกันตัดสินใจเพื่อให้ได้มุมมองที่ครบถ้วน อย่างน้อยที่สุดจะได้มีการทักท้วงบ้างในเรื่องที่คนพิการควรได้รับประโยชน์ ควรได้รับความเข้าใจ ให้คนหันมาสนใจมากขึ้น

ผมไม่ได้มองว่าคนพิการเป็นคนกลุ่มเดียวที่ขาดโอกาส แต่ยังมีคนกลุ่มอื่นๆที่ยังขาดโอกาสเช่นเดียวกันซึ่งคนกลุ่มนั้นๆก็ต้องพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้โอกาสในการได้รับเลือกเป็น สว. คัดสรรเช่นกัน เราถึงจะได้วุฒิสภาที่เหมาะสมมาจากคนทั่วประเทศและหลากหลายอาชีพจริง

จากคุณ ประภาส เมื่อ 7 มี.ค. 51 เวลา 16:44:04 IP: 221.128.82.xxx 

คำตอบที่ 7
ผมชอบและเห็นด้วยกับคุณวิทย์มงคล เพราะ

1. ทั้ง 7 ท่านสรรหาเลือกเอากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไปและลืมอีกหลายกลุ่มที่สมควรเกี่ยวข้อง

2. คุณวิทย์มงคล ขอโทษก่อนที่จะพูดออกไปตามความคิดเห็นและประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมากว่า 20 ปี

3. คุณวิทย์ฯ จริงใจและกล้าที่จะพูดออกมาอย่างตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อมหรือแอบแฝง

4. ทำให้ผมได้รับรู้มุมมองจากคุณวิทย์ฯ ที่จะนำไปสู่โอกาสแห่งการสำรวจตัวเองและอธิบายตอบในเรื่องที่เรามีมุมมองที่ต่างกัน

***ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ชอบคุณวิทย์ฯ เพราะ

1. คุณวิทย์ฯได้ไปทำงานอยู่ในรัฐสภาฯ มากว่า 20 ปี ซึ่งทำให้โอกาสของคนพิการที่จะผ่านออกมาจากรัฐสภาฯถูกกดทับไว้กว่า 20 ปี ด้วยความคิด, จิตใจ, และประสบการณ์อันคับแคบของคุณวิทย์ฯ

2. คุณวิทย์ฯตัดสินเพื่อนมนุษย์ว่าด้อยกว่าด้วยภาพลักษณ์ มิใช่ด้วยความสามารถ อันเป็นเรื่องที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พศ.2540+2550 ที่ระบุว่าจะเลือกปฏิบัติหรือกีดกันด้วยสภาพแห่งสุขภาพหรือความพิการไม่ได้ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคุณวิทย์ฯ จะอยู่ใกล้รัฐธรรมนูญหรือทำงานอยู่ในรัฐสภาฯจริงๆ

3. คุณวิทย์กลัวว่าคนตาบอดจะปฏิบัติหน้าที่ 4 อย่าง ของสว.ไม่ได้ โดยที่ลืมไปแล้วหรือว่า คนที่เป็นดาวเด่นของสภาฯ เป็นข่าวไปทั่วประเทศทั้งทางหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ คือ รศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ คนตาบอดที่ไม่เคยขาดการประชุม, แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นสาธารณะประโยชน์ในทุก พรบ.โดยไม่ยึดติดความพิการ, เสนอกฎหมายเข้าพิจารณาทั้งเพื่อแก้ไขกฎหมายที่จำกัดสิทธิ์และกฎหมายเพื่อการพัฒนาใหม่ๆเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯมากกว่า 20 ฉบับ(มากกว่าทุกคนที่ตาดี)เมื่อชนะก็ไม่คุยโม้โอ้อวด เมื่อแพ้ก็ไม่โมโหโกรธาฟาดงวงฟาดงาเหมือนคนตาดีเขาทำกัน

4. กฎหมายที่นำเสนอโดย อ.วิริยะตาบอด และผ่านสภาฯออกมาได้ มี 2 ฉบับ คือ 1.พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และ 2. พรบ.การศึกษาสำหรับคนพิการ ถูกใจคนพิการมากและแสดงให้เห็นว่าคนพิการตาบอดช่วยคนพิการอื่นๆได้ด้วยตัวบทกฎหมายซึ่งจะส่งผลอย่างใหญ่หลวงมีอานิสงค์ไปทั่วประเทศเมื่อมีผลบังคับใช้

5. คุณวิทย์ฯทราบไหมว่าความสำเร็จของ อ.วิริยะ มีคนตาบอดชื่อนายมณเฑียร บุญตัน เป็นคณะทำงานอยู่เบื้องหลัง

6. คุณวิทย์ฯ รู้ไหมว่า เราเป็นคนที่ไม่อยากจะพิการ แต่เมื่อเราพิการเสียแล้ว เรากลายเป็นคนด้อยโอกาส และคนที่ทำให้เราด้อยโอกาสเพราะคนที่มีความคิดอย่างคุณวิทย์ฯนี่แหละ

7. คุณวิทย์เชื่อไหม? เรามีเครือข่ายคนพิการอยู่ทั่วประเทศ เรามีการเคลื่อนไหว ประชุม สัมมนากันดึกๆดื่นๆเพื่อหาข้อสรุปนำไปผลักดันให้ใครๆได้รับรู้ว่ามีพวกเราอยู่ในบ้านเมืองนี้ด้วย ซึ่งเครือข่ายมวลชนและข้อมูลเหล่านี้จะเป็นผู้หนุนเสริมและตรวจสอบให้ อ.มณเฑียร ได้ทำงานในรัฐสภาฯ ตามหน้าที่ 4 ประการได้อย่างสมบูรณ์

8. คุณวิทย์ฯครับ 20 ปี ในรัฐสภาฯของคุณจะ คิดเหมือนผมไหมว่า โอกาสที่คนพิการจะลงสมัคร สว.ตัวแทนจังหวัดแล้วได้รับการเลือกเข้ามานั้นไม่มีเลย จริงไหมครับ

ดังนั้น การที่พวกเราได้ผ่านการสรรหาเข้ามาได้หนึ่งคนพวกเราจึงดีใจมาก

9. ครั้งนี้เราได้คนตาบอดเป็นตัวแทน(ตามมติของสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยที่เสนอ อ.มณเฑียร คนเดียว) คุณวิทย์อย่ากังวลไปเลยนะครับ เพราะ อ.มณเฑียร จบปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา เป็นคนไทยคนเดียวผู้ไปล็อบบี้ให้องค์การสหประชาชาติลงมติ \"ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของคนพิการ\" มาแล้ว เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี(ทักษิณ)ด้านคนพิการมาแล้ว เป็นผู้นำคนพิการเกือบ 20 ปี มาแล้ว เป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ(ฉบับของคนพิการ)และกฎหมายหลายฉบับมาแล้ว เป็นผู้พูดและใช้ภาษาอังกฤษได้ดี มานานแล้ว คิดว่าคงน่าจะดีกว่าคุณและผมหรือแม้แต่ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ด้วยครับ

10. คุณวิทย์ฯ ครับ พวกเราจะไม่พิการถ้ามีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ, พวกเราจะไม่ด้อยโอกาสถ้าไม่ปิดกั้นโอกาสพวกเรา พวกเราจะไม่เป็นภาระ ถ้าพัฒนาพวกเราพวกเราจะเป็นกำลังเพิ่มผลผลิตช่วยประเทศชาติได้ถ้าสนับสนุนส่งเสริมให้พวกเราได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มกำลังความสามารถ เชื่อเถอะนะว่าเราคือผู้ชำนาญในความพิการของเรา ดังนั้นคุณวิทย์ต้องปรับเปลี่ยนความคิดเสียใหม่พร้อมทั้งต้องช่วยให้พวกเราได้มีจุดยืนอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี และขอให้เลิกดูถูกคนด้วยเหตุความพิการนับตั้งแต่บัดนี้

\"ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ค่าของงานอยู่ที่การกระทำ\" ผมยินดีให้คุณวิทย์ฯติดตามตรวจสอบการกระทำของ อ.มณเฑียร และตำหนิติเตียน หรือแนะนำผมได้ในฐานะปิยมิตรครับ     

จากคุณ อรรถพล ขาวแจ่ม เมื่อ 8 มี.ค. 51 เวลา 02:00:51 IP: 222.123.233.xxx 

คำตอบที่ 8
จริง ๆ มีหลายประเด็นที่คุณวิทย์เขียนแล้ว รู้สึกว่าเป็นการสบประมาทคนพิการ อย่างเช่น 1) คิดว่าคนตาบอดไม่สามารถรับภาระหนักได้ 2) คนพิการประเภทอื่น ๆ น่าจะทำงานได้ดีกว่าคนตาบอด 3) งานส.ว. ไม่เกี่ยวกับคนพิการ จึงควรให้คนอื่นที่เหมาะสมกว่าเป็น (เหมือนกับคนพิการมาแย่งตำแหน่งนี้ไป) ซึ่งถือว่าเป็นการใช้เหตุแห่งความพิการในการเลือกปฏิบัติหรือดูหมิ่นคนพิการ ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 30 ใช่ไหมครับ

คุณวิทย์คิดเอาเองว่า คนพิการตาบอดรับภาระหนักไม่ได้ เป็นการคาดเดา คุณวิทย์เองก็ไม่รู้จักอาจารญ์มณเฑียรมาก่อน แล้วรู้ได้อย่างไร ถ้ารู้จักกันเป็นการส่วนตัวก็ว่าไปอย่าง แล้วการที่คิดว่าคนพิการประเภทอื่น ๆ น่าจะทำงานได้ดีกว่าคนพิการตาบอดนั้นก็เป็นการคาดเดาเช่นกัน และที่บอกว่า งาน สว. ไม่เกี่ยวกับคนพิการนั้นไม่จริง ๆ คนพิการควรต้องมีส่วนร่วมในทางการเมืองด้วย เพราะการเมืองส่งผลกระทบต่อทุกคน รวมทั้งคนพิการ จะว่าไม่เกี่ยวกับคนพิการก็ไม่ใช่ และไม่จำเป็นที่คนพิการต้องทำงานด้านคนพิการอย่างเดียว ทำอย่างอื่นก็ได้ ถ้าเขามีความสามารถทำได้ ทำไมจะต้องมาจำกัดให้ทำแต่งานคนพิการด้วย ผมก็พิการ ผมก็สนใจเรื่องอื่น ๆ เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องสนใจแต่เรื่องคนพิการ จริงไหมครับ 

จากคุณ สว่าง ศรีสม เมื่อ 9 มี.ค. 51 เวลา 09:14:53 IP: 124.121.107.xxx 

คำตอบที่ 9
ถ้าเป็นไปได้ ขอให้ทุกท่านทำหนังสือถึงมติชน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบส่วนรวมจริง ๆ สื่อสามารถชี้นำความคิดซึ่งส่วนใหญ่เป็นความคิดที่คิดแทนเสียด้วย เราใช้ความพยายามนำเสนอแนวคิดและภาพลักษณ์ที่ถูกต้องของคนพิการมาตลอดและใช้เวาลานานมากกว่าจะได้รับการยอมรับ ยกตัวอย่างเรื่องสตรีพิการ ดิฉันใช้เวลา ทั้ง ลอบบี้ ทั้ง พิทักษ์สิทธิ และเข้าร่วมกิจกรรมกับภาคประชาชนมากกว่า 3 ปี ตั้งแต่ทำงานอยู่ เอพีซีดี แต่สื่อใช้เวลาแค่ 1 วันกับข้อเขี่ยน 1 เรื่องที่ปราศจากข้อมูลอ้างอิง นำเสนอ ทำลาย ตอกย้ำโดยใช้ฐานความคิดเชิงการแพทย์ (Medical Model)

คุณเจ้าของนามปากาวิทย์ มงคง ต้องยอมรับความจริง คุณไม่รู้ ไม่เข้าใจเรื่องมิติความพิการ คุณคิดแทนไม่ได้

คุณต้องยอมรับความหลากหลายของสังคม หลักการปกครองบอกเอาไว้อย่างชัดเจนว่า การแก้ปัญหาต้องเริ่มต้นจากเจ้าของปัญหาซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มคนทุกกลุ่มในสังคม ไม่ใช้กลุ่มใหญ่กลุ่มเดียว ทุกกิจกรรมสังคม กระทบและมีผลกับประชาชนซึ่งหนึ่งในนั้นรวมคนพิการด้วย หรือจะบอกว่าคนพิการไม่ใช่ประชาชนคนหนึ่งของประเทศ

เรื่องความสามารถ ทำได้ทำไม่ได้ เอาอะไรมาวัดหรือเป็นบรรทัดฐาน โดยเฉพาะหน้าที่สว มั่นใจได้อย่างไรว่าคนไม่พิการหรือสว ทุกคนทำงานในหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบตามมาตราฐาน

จากที่เจ้าของนามปากกา เขียนว่าขอยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ แสดงว่า ถ้ายกตัวอย่างสว สรรหาคนอื่น คนอ่านจะมองไม่เห็นภาพว่า คณะสรรหา ( 7 อรหันต์) เลือกคนไม่ถูกกับงานและเลือกคนไม่มีคุณภาพซึ่งบ่งบอกให้เห็นว่า

ผู้เขียน (วิทย์ มงคล) ตัดสินแล้วว่า สวพิการมีคุณภาพด้อยกว่าสวที่เหลือ

ทั้งหมดที่กล่าวมาปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสว ตาบอดไม่มีความสามารถ แต่ ประเด็นปัญหาทั้งหมดอยู่ที่เจ้าของนามปากกา ที่มีอคติ คิดเอง คิดแทน ไม่มีความรู้เกี่ยวกับคนพิการ ไม่ยอมรับความแตกต่างทางภาพลักษณ์ ซึ่งต้องขอขอบคุณ

ท่านเจ้าของนามปากกา ที่คุณสามารถเป็นตัวอย่างได้อย่างดี ว่าความคิด ทัศนคติแบบนี้แหละเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาและการเข้าไมส่วนร่วมอย่างเต็มที่และเสมอภาคของคนพิการ และเป็นตัวอย่าง อย่างดีว่าทำไมช่องว่างของความยากจนและโอกาสของคนไทยในเมืองและชนบทจึงมากมายนัก เพราะคนพิการสามารถเป็นตัวแทนของคนไทยที่ยากจน เข้าไม่ถึงสิทธิ ไม่มีโอกาสได้อย่างชัดเจน

จากคุณ เสาวลักษณ์ ทองก้วย เมื่อ 10 มี.ค. 51 เวลา 13:56:39 IP: 125.24.79.xxx 

 
 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
ฟ้าใสที่ปลายฟ้า วันที่ : 07/03/2008 เวลา : 19.06 น.
http://www.oknation.net/blog/feasai
พรากมีวันพบ จากมีวันเจอ จากกันยามเป็นได้เห็นน้ำใจ จากกันยามตายได้เห็นน้ำตา

แจ้งข่าวการจากไปของบล็อคเกอร์น้องเดือนค่ะ เชิญที่บ้านฟ้าใสนะคะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31