พิมพ์หน้านี้
|
ผมได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งทางหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ฉบับประมาณเดือน 1.หากดูจากพระราชบัญญัติบัญชี พ.ศ.2543 กุมภาพันธ์ 2551 เรื่อง ซื้อขายหุ้นถือเป็นทรัพย์สินหรือสินค้าด้วยความไม่ สบายใจ เนื่องจากคิดเห็นไม่ตรงกับบทความชิ้นนั้นเท่าไหร่นัก ด้วยคิดว่า เป็นบทความที่เขียนแล้วจะทำให้ใครบางคนได้ประโยชน์ ความเคารพต่อเจ้าของบทความต้องขออภัยที่แสดงความเห็นขัดแย้งใน รูปแบบของบทความชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวบทความชิ้นนี้เขียนขึ้น ด้วยเข้าใจว่าอ.ผู้เขียนบทความนั้นเป็นการเขียนด้วยมุมมองด้านภาษีเป็นหลัก เพราะหัวเรื่องจ่าไว้ว่า TAX KNOWLEDGE จึงไม่ได้มองถึงมุมมองด้านบัญชี หรือด้านอื่น ประกอบด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านบทความจะเกิดความเข้าใจผิด ในสาระสำคัญในเรื่องดังกล่าว กอร์ปกับข้อมูลที่ใช้อ้างอิงค่อนข้างเก่า จะมีการ เปลี่ยนแปลงวิธีการคิดการตีความของกรมสรรพากรหรือไม่ยังไม่แน่นอน กรมสรรพากรยุคใหม่มีการพัฒนาไปเยอะมากในหลายด้าน ทั้งระบบ บุคคลากร ระเบียบวิธีปฎิบัติ การตีความตามกฎหมาย (ถ้าไม่มีการเมืองแทรก) ถ้าจะถามว่า การซื้อขายหุ้นเป็นสินค้าหรือทรัพย์สิน ถ้าเป็นนักบัญชีกว่าร้อยละ 90 จะตอบได้ โดยไม่ต้องคิดมากคือ เป็นทรัพย์สินมีคำถามทันทีว่าทำไม ยิ่งผู้ที่ได้อ่านบทความ ในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น จะยิ่งสงสัยใหญ่ เหตุผลหรือครับจะอธิบายได้ดังนี้ี้ ข้อกฎหมาย/ระเบียบที่เกี่ยวข้อง มาตรา 4 ในพระราชบัญญตินี้ ........ " มาตรฐานการบัญชี " หมายความว่า หลักการบัญชีและวิธีปฎิบัติทางการบัญชีที่รับรองทั่วไป หรือมาตรฐานการบัญชี ที่กำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ........ มาตรา 12 ระบุว่า ในการจัดทำบัญชี ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องส่งมอบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ถูกต้อง ครบถ้วน เพื่อให้บัญชีที่จัดทำขึ้นสามารถแสดงผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน หรือ การเปลึ่ยนแปลงฐานะการเงินที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงและ ตามมาตรฐาน การบัญชี ในบทเฉพาะกาล มาตรา 43 ระหว่างที่ยังไม่มีมาตรฐานการบัญชีที่กฎหมายกำหนด ให้ถือว่า มาตรฐานการบัญชีที่กำหนดโดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาต แห่งประเทศไทย(ในขณะนั้น) ซึ่งคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพ สอบบัญชีได้มีมติให้ประกาศใช้แล้ว เป็นมาตรฐานการบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ นั้นเท่ากับว่าการพิจารณาการบันทึกบัญชีและเงื่อนไขทางภาษีอากรต้องดูตาม พระราชบัญญัติการบัญชีประกอบด้วย (น่าจะเรียกว่าเป็นหลักและดู ประมวลรัษฎากรประกอบมากกว่า เหตุผลจะว่ากันในตอนท้าย) เหตุเนื่องจาก กระทรวงพาณิชย์ได้มีการออกประกาศ ก.บช.ฉบับที่ 42 (พ.ศ.2543) เรื่องมาตรฐานการบัญชี ในประกาศฉบับนั้นมีมาตรฐานที่ประกาศให้ใช้รวม 33 ฉบับ ซึ่งลงนามโดย นายเกริกไกร จีรแพทย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น ในนั้นมีฉบับหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ตรงๆคือ ฉบับที่40 เรื่องการบัญชีสำหรับ เงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน ซึ่งหมายความว่า มาตราฐานฉบับนี้ มีกฎหมายรองรับให้บังคับใช้ กอร์ปกับกรมทะเบียนการค้าได้มีประกาศ เรื่องกำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ.2544 กำหนดให้การ ทำบัญชีต้องมีการแสดงรายการย่อในรายการย่อได้มีการออกเป็นคำชี้แจงเพิ่มเติม ในคำอธิบายได้มีการอธิบายรายการย่อของรายการทางบัญชีดังนี้ ......... 1.2.เงินลงทุนชั่วคราว หมายถึง เงินลงทุนชั่วคราวตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชี เงินลงทุนดังกล่าวให้แสดงมูลค่าสุทธิหลังจากหักค่าเผื่อการปรับปรุงมูลค่า เงินลงทุนและค่าเผื่อการด้อยค่าเงินลงทุน ......... 1.6 สินค้าคงเหลือ หมายถึง สินค้าสำเร็จรูป งานหรือสินค้าระหว่างทำ วัตถุดิบและวัสดุที่ใข้ในการผลิตเพื่อขายหรือให้บริการตามปกติของบริษัท ความเห็น มองคร่าวๆก็พอจะอนุมานได้ว่า 2 รายการมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างคำว่าเงินลงทุน กับสินค้าคงเหลือ ดังนั้นในแง่ของบัญชีก็คงต้องชัดเจนว่าถือเป็นเงินลงทุน บทความนี้มี 8 ข้อ รอเดี่ยวจะลงต่อ....ไม่นาน |