พิมพ์หน้านี้
|
4.มุมมองทางด้านภาษีอากรตามบทความ พออนุมานได้ว่าบทความดังกล่าวได้ตีความไปตามหนังสือตอบคำหารือเก่าๆ (ซึ่งตอนนี้มีผลของการออกหนังสือตอบคำหารือไว้ชัดเจนว่าการออกหนังสือ ตอบคำหารือเป็นความรับผิดชอบของผู้ออก เพียงแต่ถ้าไม่มีปัญหาก็ไม่มีอะไร แต่ถ้ามีก็ต้องรับผิดชอบตามสภาพ) และหนังสือตอบคำหารือเก่าๆในปี 2542 ทั้งหมดก่อนการออกพระราชบัญญัติบัญชี พ.ศ.2543 ทั้งสิ้น บทความดังกล่าวได้อิงหนังสือตอบคำหารือของกรมสรรพากรที่บอกว่าการซื้อหุ้น มาเพื่อขายเป็นสินค้าไม่ใช่ทรัพย์สิน (ทั้ง 2 ฉบับอยู่ในเวปไซต์ของกรมสรรพากร) ( อ้างอิง เลขที่หนังสือ : กค 0811/02504 วันที่ : 19 มีนาคม 2542 เรื่อง : ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีผลขาดทุนกรณีหลักทรัพย์มีมูลค่าลดลง ( ผู้หารือ ป็นธนาคาร มิใช่บริษัททั่วไป ) http://www.rd.go.th/publish/23471.0.html เลขที่หนังสือ: กค 0811/12651 วันที่ : 16 ธันวาคม 2542 เรื่อง : ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีนำผลเสียหายจากการลดทุนโดยลดจำนวนหุ้นมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ กำไรสุทธิ http://www.rd.go.th/publish/23792.0.html ) ความเห็น ต้องเข้าใจว่าการจัดทำงบการเงินนั้นในส่วนของงบกำไรขาดทุนนั้นจะมีกำไร ขาดทุน 2 ชุด คือ กำไรสุทธิตามบัญชีและกำไรสุทธิตามภาษี (ไม่ใช่กำไรชุดที่หลบภาษีกับชุดที่ไม่หลบภาษีอย่างที่นักธุรกิจทั่วไปที่ได้พบปะหน้า กันมักถามตามที่เข้าใจกัน) ดังนั้นในด้านภาษีอากรจึงต้องปรับกำไรสุทธิทางบัญชีที่ได้ออกงบการเงินไว้และ แสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชี ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปีจะต้องปรับยอดกำไรสุทธิทางบัญชี ให้เป็นยอดกำไรสุทธิทางภาษีตามที่ยกเว้นไว้ตาม ม. 65ทวิ , 65 ตรี แห่ง ประมวลรัษฎากร (กรมสรรพากรไม่เคยสั่งให้แก้ไขให้ทำบัญชี และออกงบการเงิน ตามประมวลรัษฎากรเลย) ดังนั้นหนังสือตอบคำหารือก็เป็นเพียงแนวทาง ในการตีความของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรใช้ปฎิบัติเท่านั้น แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น กรณีนี้เป็น หนังสือตอบคำหารือข้อกฎหมายที่เกิดก่อนพระราชบัญญัติบัญชี พ.ศ.2543 ดังที่ได้กล่าวไว้ตอนต้นว่า การพิจารณาการบันทึกบัญชีและเงื่อนไขทางภาษีอากร น่าจะเรียกว่า ต้องดูตามพระราชบัญญัติการบัญชีเป็นหลักและดูประมวลรัษฎากรประกอบมากกว่า เพราะ ศักดิ์ทางกฎหมายระหว่างประมวลรัษฎากรกับ พระราชบัญญัติการบัญชี นั้นศักดิ์เท่ากัน ถ้าอะไร specific กว่ามักจะใช้ตามนั้น ซึ่งกรมสรรพากรระยะหลังก็เข้าใจและยึดหลักเดียวกัน โดยดูได้จากส่วนที่เกี่ยวพันกับกรมสรรพากรที่เจ้าหน้าที่สรรพากรต้องใช้ปฎิบัติด้วย ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. ๑๒๒/๒๕๔๕ ได้กล่าวไว้ในข้อ ๒.๑.๓ ว่าการปฎิบัติงานตรวจสอบและรับรองบัญชี ให้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร เน้นการ ทดสอบความถูกต้องของงบการเงินและบัญชีว่าถูกต้องเป็นจริงตามควรตรงตาม เอกสารประกอบการลงบัญชี และบันทึกบัญชีตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป หรือไม่ .....รวมถึงการตรวจสอบความถูกต้องในส่วนที่เป็นสาระสำคัญทางด้าน ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร..." การออกคำสั่งของกรมสรรพากรดังกล่าว เท่ากับว่าเป็นการกำหนดให้กิจการจัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี โดยหากมีการระบุไว้เป็นเงื่อนไขตามประมวลรัษฎากรตามมาตรา ๖๕ ทวิ , ๖๕ตรี ให้ทำการปรับปรุงเพื่อเสียภาษีอากรเมื่อจะทำการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี อ่านตามนี้แล้วผมเข้าใจว่ากรมสรรพากรดูถ้าจะเข้าใจการปฎิบัติตามมาตรฐานการ บัญชี และประมวลรัษฎากร (เขาพัฒนาแล้ว) ดีกว่านักบัญชีบางคนซะแล้ว |