พิมพ์หน้านี้
|
5.ส่วนในแง่ของคำพิพากษาศาลฎีกา เนื้อหานี้ก็อยู่ในเวปไซต์กรมสรรพากรเหมือนกัน ลองอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาดูดีกว่าว่า ศาลท่านตีความอย่างไร คำพิพากษาฎีกาที่ 1850/2531 เรื่อง หุ้นมิใช่สินค้าคงเหลือ ราคาหุ้นโจทก์จึงต้องถือตามราคาที่พึงซื้อทรัพย์สิน ได้ตามปกติ ( http://www.rd.go.th/publish/17612.0.html ) ความเห็น ดังนั้นในด้านภาษีอากรที่ต้องใช้อ้างอิงต้องพิจารณาว่าจะใช้ตามอะไร อะไรมีผล บังคับมากกว่าระหว่างหนังสือตอบคำหารือของกรมสรรพากรกับคำพิิพากษา ศาลฎีกา เพราะฉะนั้นทั้งหมดทั้งปวงคงต้องยึดถือตาม พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 เป็นหลักซึ่งไม่ต้องตีความอะไรมาก คงจะมาตีความเอาตามใจชอบ ไม่ได้ (ยิ่งบริษัทมหาชนไม่ต้องพูดถึงใช่ตามมาตรฐานการบัญชีเป็นหลัก และ มากกว่าบริษัทจำกัดธรรมดาเสียอีก) และถ้าดูที่มาที่ไปของมาตรฐานการบัญชี ที่ออกโดยสมาคมหรือสภานักบัญชีแล้ว การจัดทำมาตรฐานส่วนใหญ่อิงกับ มาตรฐานการบัญชีของ IAS (International Accounting Standard) เท่ากับ มีความเป็นสากลอยู่แล้ว ถ้าเรายังใช้การตีความตามประมวลรัษฎากรแบบเก่าๆอยู่ คิดหรือว่าสากลจะยอมรับมาตรฐานการบัญชีและภาษีอากรของไทย ดูเหมือนไม่มีอะไรไม่จำเป็นต้องตามฝรั่งมันทุกเรื่องก็ได้ แต่ถ้าคิดเช่นนั้นจริง เราก็ไม่ควรออกมาดิ้นกันพราดๆกันมากนักตอนไปดูการพิจารณาให้คะแนน ความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศแล้วตำแหน่งของความสามารถ การแข่งขันเรามีแต่เตี้ยลงเตี้ยลง เราควรต้องรู้เองว่าเราจะใช้ตามสิ่งที่เห็น กันแบบจะๆ ไม่ต้องตีความหรือยังอยากจะโบราณตีความตามเดิมอยู่ (ผมไม่แน่ใจว่ากรมสรรพากรยังอยากตีความอยู่ด้วยหรือไม่) 6.ถ้าเป็นสินค้าคงเหลือกับเงินลงทุนต่างกันอย่างไร กฎหมายที่เกี่ยวข้อง - ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้และภาษีการค้า (ฉบับที่ 1) เรื่อง กำหนดให้ผู้ประกอบการค้าที่ต้องเสียภาษีการค้าหรือแม้ไม่ต้องเสีย ภาษีการค้าแต่ต้องเสียภาษีเงินได้ ปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายรับ เป็นประจำวันและกำหนดแบบบัญชีคุมสินค้า อาศัยอำนาจตามความมาตรา 17 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2524 มาตรา 83 และมาตรา 83 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504 อธิบดีกรมสรรพากรโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำหนดให้บุคคลมีหน้าที่ทำบัญชีแสดงรายได้และรายรับ และกำหนดแบบบัญชีดังกล่าวรวมทั้งกำหนดแบบบัญชีคุมสินค้า ดังต่อไปนี้ (1) ให้ผู้ประกอบการค้าที่ต้องเสียภาษีการค้าหรือแม้ไม่ต้องเสียภาษีการค้า แต่ต้องเสียภาษีเงินได้มีหน้าที่ทำบัญชีแสดงรายได้หรือรายรับเป็นประจำวัน บุคคลดังต่อไปนี้ไม่รวมถึง (ก) ผู้ซึ่งมีหน้าที่ต้องทำบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีอยู่แล้ว (ข) ผู้ประกอบการค้าของโรงงานยาสูบ ซึ่งโรงงานยาสูบได้ชำระภาษีเงินได้แทนให้แล้ว (ค) ผู้ประกอบการค้าสุรา ซึ่งผู้ผลิตหรือผู้ผูกขาดการขายส่งได้ชำระภาษีเงินได้แทนให้แล้ว .... - ประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่องกำหนดชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ ข้อความและรายการที่ต้องมี ในบัญชี ระยะเวลา ที่ต้องลงรายการในบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี พ.ศ.2544 http://www.dbd.go.th/thai/law/acc2543_annouce_b07.pdf ความเห็น ถ้าบอกว่าไม่ต่างคงไม่ได้ เพราะการเป็นเงินลงทุนโดยตัวของรายการก็ไม่ได้กระทบอะไรกับงบกำไรขาดทุน ยกเว้นเรื่องของการตีราคาทรัพย์สินตาม ม.65 ทวิ(3) ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีที่ต้องให้แสดงด้วยมูลค่ายุติธรรม แต่ถ้าเป็นสินค้าคงเหลือก็จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับงบกำไรขาดทุน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากต้องมีสินค้าต้นงวด/ปลายงวด นี่จะไปกันใหญ่ เพราะการเป็นสินค้าคงเหลือจะต้องมีรายการที่ต้องทำเพิ่มเติมตาม ประกาศกรมทะเบียนการค้า (ออกตาม พ.ร.บ.การบัญชี 2543) และประมวลรัษฎากร คือ บัญชีคุมสินค้า จะบอกว่าไม่ต้องทำก็ไม่ได้เพราะหากหุ้น เป็นสินค้าคงเหลือ ก็ต้องทำตามกฎหมาย ไม่ได้มีข้อยกเว้นอะไร เพราะกรมสรรพากรให้ทำตาม กฎหมายว่าด้วยการบัญชี (ประกาศอธิบดีฉบับนี้ออกเมื่อ พ.ศ.2505 แต่วิสัยทัศน์ทำให้ใช้ได้จน 2551 แค่ระบุว่า " ตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชี " ดังนั้นไม่ว่ากฎหมายว่า ด้วยการบัญชี จะเปลี่ยนไปแค่ไหน ประกาศอธิบดี กรมสรรพากรก็ไม่เคยล้าสมัย) จะอ้างว่าใช้รายการที่ทำตามตลาดหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ก็คงไม่ได้เพราะเขากำหนดให้กิจการทำ (ดูอย่างบัญชีไม้ ของกิจการขายไม้ หรือบัญชีควบคุมการซื้อทองรูปพรรณของร้านทอง ก็ต้อง ทำเองแต่บัญชีคุมเหล่านั้นสามารถใช้เป็นบัญชีพิเศษได้ ถ้ามีข้อมูลเป็นอย่างน้อยตามที่กฎหมายกำหนด) |