พิมพ์หน้านี้
|
7.บทกำหนดโทษถ้าไม่ทำตาม ข้อ 6. อันนี้ขอสรุปแล้วกันว่าใครจะซวย บริษัท / ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท และ ปรับรายวันอีกวันละไม่เกิน 1,000 บาท จนกว่าจะปฎิบัติถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติการบัญชี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร แถมถ้าซวยหนักโดนตาม มาตรา 71 ประมวลรัษฎากรจะยิ่งไปกันใหญ่ 8.มุมมองด้านการจัดการ ผมคิดว่าสมมุติถ้าผมเป็นนักธุรกิจแล้วต้องถามใครสักคนเรื่องเกี่ยวกับ รายการ ที่เกิดขึ้น ในการดำเนินงานของบริษัท ผมไม่คิดว่าคำถามแรกที่ผมต้องการคำตอบ จะถามกับผู้รู้ ว่ารายการที่เกิดขึ้นในบริษัทผมและผมอยากรู้จะเป็นรายการทางภาษี แต่ผมคงอยากจะรู้ว่ารายการที่เกิดขึ้นในบริษัทผมจะเกี่ยวพันในการดำเนินธุรกิจ หมายถึงงบการเงินทางบัญชีมากกว่าการอยากรู้ว่าต้องเสียภาษีอย่างไร เท่าไหร่ ก็เพราะธุรกิจจะเดินไปได้หรือไม่ จะขึ้นกับข้อมูลหรือกำไรทางบัญชีมากกว่า กำไรที่มีการปรับปรุงตามเงื่อนไขทางภาษี และการเสียภาษีแค่ปีละ 2 ครั้ง ถ้าเราจะวิเคราะห์งบการเงินเราคงต้องใช้งบการเงินที่มีการจัดทำตามหลักการ บัญชี
ที่รับรองทั่วไปตามมาตรฐานการบัญชีมากกว่า เพราะรายการทางบัญชี เป็นรายการ
ที่เกิดขึ้นจริงทางธุรกิจ
ถ้าผมจะใช้งบการเงินที่มีการจัดทำโดย วัตถุประสงค์
หลักที่จัดทำเพื่อภาษีแล้ว ผมคงเห็นบริษัทผมเหมือน
SMEทั่วไปที่ส่งบัญชีไปให้ สำนักงานบัญชีบางสำนักงาน ยำ ออกงบการเงิน เพื่อนำส่งให้กับกรมสรรพากร
แล้วอย่าคิดว่าทางกรมสรรพากรอยากได้งบแบบนี้ เพราะส่วนใหญ่มากกว่า 95 %
มักยื่นรายได้ไม่ครบ
แล้วจะเอางบการเงินเช่นนี้ มาดูสถานะกิจการก็รอวันเจ๊งเท่านั้น ผมคิดว่า
การที่มีพ.ร.บ.การบัญชี 2543 ออกมาคือเจตนาในการยกระดับ
การทำบัญชีของประเทศไทย เหมือนกับครั้งหนึ่งเมื่อปี 2535 กรมสรรพากรได้มี
การปรับระบบการจัดเก็บภาษีจากภาษีการค้ามาเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม
วิธีการทำบัญชี แบบมั่วเขียนบิลตามนึกน่าจะหมดไปแล้ว แต่ด้วยความสัตย์จริง
2-3 วันก่อน ผมได้คุยกับกิจการบ้านเพื่อน ยังทำบัญชีเหมือนก่อน ปี 2535
ไม่มีผิด จนต้องรื้อ ทำให้ใหม่ทั้งหมด มันเหมือนอย่างไรหรือ
ก็สำนักงานบัญชีเก็บเงินค่าทำบัญชี เก็บเงินค่า VAT ทุกเดือน
แต่ไม่ทำอะไรเลย เป็น 10 ปี ไม่ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษีเงินได้ประจำปี
ไม่ส่งงบการเงินกรมพัฒนาธุรกิจ ไม่เคยส่งสมุดบัญชี หรือเอกสารให้กับบริษัท
เจ้าของก็ดีเหลือแสนไม่ขอไม่รับรู้ใดๆ เกี่ยวกับบัญชี
ของตัวเองเลยเหตุผลง่ายๆสั้นๆคือ ผมไม่รู้เรื่องขายของอย่างเดียว
แต่เมื่อมีปัญหา
ให้เจ้าของกิจการเข้าไปรับผิดชอบสำนักงานบัญชีหายหัวไม่มาติดต่อ สำนักงาน
นี้เท่าที่สอบถามเป็นสำนักงานทนายความทำงานกฎหมายเป็นหลัก ส่งงานบัญชี
ให้ภายนอก สำนักงานนั้นกินหัวคิว มีลูกค้าบัญชีเป็นร้อย ชื่อสำนักงานผมฟัง
แล้วนึกว่าร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใสของดาราชายคนหนึ่งที่ขาย francise
เสียอีก
ใครอ่านแล้วรู้ว่าชื่อเหมือนกับสำนักงานที่ให้บริการทำบัญชีให้บริษัทตัวเอง
ก็รู้แล้วกันว่า คุณกำลังจะเป็น NIC (Narok Is Coming) กิจการบ้าน
เพื่อนผม โดนปรับภาษีถึงปี 2549 หลายแสน
ยังไม่รู้ชะตากรรมกับกรมพัฒนาธุรกิจ และ งบการเงิน ปี2550 เรื่องค้างมา 2
ปียังไม่จบ บัญชียังไม่ได้ทำอะไร ผมว่าเจ้าของ กิจการลักษณะนี้มีมาก
ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรกับบัญชีกิจการตัวเอง (ผมว่าเอาไว้ จะเขึยนเรื่อง
วิธีการเลือกสำนักงาน และที่ปรึกษาทางบัญชี ซักครั้ง เพราะคิดว่ามี
คนหลายคนที่ไม่รู้ว่า
ควรจะเลือกอย่างไร.....คิดเอาเองน่ะไม่รู้ว่าอยากรู้กัน หรือเปล่า) ดังนั้นก็เป็นหน้าที่ของนักบัญชีพอสมควรในการเข้าช่วยปรับขบวนคิดของพ่อค้า เหล่านี้ให้เป็นนักธุรกิจที่สนใจในตัวเลขของกิจการตัวเอง สอนให้รู้ว่ากิจการ ควรต้องมีอะไรและใช้อย่างไร สอนวิธีการทำบัญชีอย่างไรให้ถูก และใช้งบการเงิน ให้เป็น มากกว่าที่จะสอนให้รู้ว่าทำบัญชีอย่างไรให้สรรพากรยอมรับ (ไม่ใช่แดก แต่ดันครับ เพราะต้องดันให้นักบัญชีมีส่วนในการพัฒนาวิชาชีพตัวเอง และ พัฒนา วิธีคิดของเจ้าของกิจการที่ยังโบราณให้มากขึ้น อีกทั้งหัวข้อสัมมนานี้ผมเป็น คนออก IDEA ตั้งเองตั้งแต่ประมาณปี 2529 สมัยทำงานอยู่สำนักงานสอบบัญชี แห่งหนึ่ง ...ที่เขียนเพราะอยากให้รู้ว่ามันนานมามากแล้ว ) ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าสรรพากร ตอนนี้จะยอมรับจริงหรือเปล่า เพราะอะไรต่ออะไรก็เปลี่ยนไปเยอะแล้ว ทั้ง กฎหมายบัญชี กฎหมายภาษี แนวคิดทางบัญชี แนวคิดทางการบริหาร รวมถึง แนวคิดการจัดเก็บภาษี ของกรมสรรพากร จะยังคงก็แต่นักบัญชีอีกหลายคน ที่ยังไม่เปลี่ยน วิธีคิดวิธีการทำงาน ของตัวเอง แต่ถ้าอยากทำบัญชีให้สรรพากร ยอมรับมันก็ไม่ยาก ก็ทำให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงทางธุรกิจ ไม่ใช่ ซิกแซกไปซิกแซกมา...มันก็เท่านั้น จบล่ะ |