• bij0u
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : bij0u_h@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-10
  • จำนวนเรื่อง : 3
  • จำนวนผู้ชม : 693
  • จำนวนผู้โหวต : 0
  • ส่ง msg :
more
อนุสรณ์สถาน14 ตุลา
นำเสนอสาระความรู้เกี่ยวกับอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา
Permalink : http://www.oknation.net/blog/14oct
วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม 2551
ประวัติความเป็นมา
Posted by bij0u , ผู้อ่าน : 112 , 00:29:25 น.  
พิมพ์หน้านี้


อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2544 หรือ 28 ปีภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา เริ่มจากในปี 2517 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) และรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เห็นพ้องต้องกันว่า เหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเหตุการณ์บ้านเมือง ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็น “เจ้าของ” เหตุการณ์นั้น หากเป็นเรื่องของส่วนรวม ดังนั้น การสร้างอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (เดิมใช้ชื่อว่า อนุสาวรีย์วีรชน 14 ตุลา) จึงควรเป็นเรื่องของรัฐร่วมกับประชาชน และสถานที่ตั้งของอนุสรณ์สถานก็ควรจะอยู่ในบริเวณถนนราชดำเนินอันเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์ 14-16 ตุลาคม 2516 นอกจากนี้ ศนท. ก็ยังมีแนวคิดว่า ไม่ต้องการสร้างแต่อนุสาวรีย์เพียงเพื่อรำลึกเหตุการณ์ในอดีต แต่ต้องการสร้างอาคารอนุสรณ์สถานให้มีประโยชน์ใช้สอยด้วย

         

รัฐบาลรับหลักการสร้างอนุสาวรีย์วีรชน
    วันที่ 11 ธันวาคม 2517 คณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้มีการสร้างอนุสาวรีย์สำหรับผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 14-16 ตุลาคม 2516 และมอบให้ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นผู้ประสานงาน ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2518 รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ ปลัดทบวงฯ ผู้แทนสำนักงบประมาณ และผู้แทน ศนท. ได้ประชุมและเห็นควรให้ใช้สถานที่บริเวณสี่แยกคอกวัวเป็นสถานที่ก่อสร้าง

ถัดมาในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2518 คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องการสร้างอนุสาวรีย์สำหรับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 14-16 ตุลาคม 2516 โดยมีผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นเจ้าของเรื่อง มีผู้แทนทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ ผู้แทนสำนักงบประมาณ และผู้แทน ศนท. เป็นกรรมการ

สำหรับแบบอนุสาวรีย์ฯ ศนท. ได้จัดให้มีการประกวดแบบ ปรากฏว่านายเทอดเกียรติ ศักดิ์คำดวง เป็นผู้ชนะการประกวดในปี 2518 โดยในขณะนั้นใช้ชื่อว่า “อนุสาวรีย์วีรชน 14 ตุลา”
และได้มีการจัดพิธีวางศิลาฤกษ์ที่บริเวณสี่แยกคอกวัวเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2518 โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสังฆปรินายก เป็นประธานในพิธี ซึ่ง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นก็เข้าร่วมพิธีด้วย

     

14 เมษายน 2519 ภายหลังเมื่อคณะกรรมการพิจารณาเรื่องการสร้างอนุสาวรีย์ฯ ทำเรื่องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของรัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช รัฐมนตรีฯ ได้เห็นชอบที่จะให้กรมธนารักษ์ขอซื้อที่ดินบริเวณสี่แยกคอกวัวจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ในส่วนงบประมาณก่อสร้างอนุสาวรีย์ รัฐมนตรีฯ เสนอให้ประชาชนเป็นผู้บริจาคเงินค่าก่อสร้างด้วย ดังนั้นจึงได้มีหนังสือแจ้งกรมธนารักษ์ให้เชิญชวนประชาชนบริจาคเงินเพิ่มเติม สมทบการก่อสร้างอนุสาวรีย์สำหรับวีรชน หากเงินไม่เพียงพอจึงจะให้รัฐบาลรับภาระในส่วนที่ยังขาดอยู่

เมื่อถึงสมัยรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 มิถุนายน 2519 ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรียืนยันการตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องการสร้างอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเสนอรายละเอียดในการดำเนินงานตามที่คณะกรรมการฯ ได้เคยเสนอไว้ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่เห็นแย้งว่า ศนท. และรัฐบาลออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างคนละครึ่ง เพราะการที่จะให้ประชาชนมาร่วมออกค่าใช้จ่ายสมทบด้วยนั้นจะมีปัญหาและอุปสรรคมาก นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังได้มีหนังสือขอซื้อที่ดินบริเวณสี่แยกคอกวัวจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในราคา 4 ล้านบาท

 ยกเลิกโครงการ ยึดเงินบริจาคของประชาชน
    แต่แล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ขึ้น การเมืองไทยได้กลับเข้าสู่ยุคมืดอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 8 ธันวาคม 2519 คณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียรก็มีมติเห็นด้วยกับข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ให้ยกเลิกโครงการสร้างอนุสาวรีย์สำหรับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 14-16 ตุลาคม 2516
    ต่อมาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2519 คณะรัฐมนตรียังมีมติให้ยึดเงินที่ประชาชนบริจาคให้ ศนท. โดยให้กระทรวงการคลังรับไปพิจารณาดำเนินการ ซึ่งกระทรวงการคลังได้นำเงินดังกล่าวส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินเป็นจำนวน 4,023,106.60 บาท เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2521
 นักศึกษาประชาชนเรียกร้องต่อ
    กระทั่งถึงวันที่ 14 ตุลาคมของปี 2525 สโมสรนักศึกษา 18 สถาบันได้เรียกร้องให้รัฐบาลของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์คืนเงินบริจาคของประชาชน และให้รื้อฟื้นโครงการก่อสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นมาใหม่ พร้อมทั้งให้นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างด้วย
    เมื่อบรรยากาศทางการเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะมีนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งในปี 2531 เสียงเรียกร้องให้สร้างอนุสาวรีย์ก็ดังชัดยิ่งขึ้น กระทั่งเดือนมิถุนายน 2532 มีข่าวว่ารัฐบาลจะคืนทรัพย์สินให้จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นเหตุให้สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ออกมาคัดค้านถึงขั้นอดอาหารประท้วง จนรัฐบาลต้องยกเลิกแนวคิดไป ส่วนกระแสเรียกร้องให้มีการสร้างอนุสาวรีย์วีรชน 14 ตุลาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น ในวันที่ 20 ตุลาคม 2532 จึงมีการรวมตัวกันของนักศึกษา นักวิชาการ และตัวแทนองค์กรเอกชนเป็น “คณะกรรมการติดตามการสร้างอนุสรณ์สถานวีรชน 14 ตุลา” โดยมีศาสตราจารย์ระพี สาคริกเป็นประธาน

 
 คืนเงินบริจาค ตั้งคณะกรรมการจัดสร้างใหม่
    คณะกรรมการฯ ส่งตัวแทนเข้าพบ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 27 ตุลาคม 2532 เพื่อขอให้รัฐบาลคืนเงินบริจาคและช่วยประสานงานกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในเรื่องที่ดินสำหรับการก่อสร้าง ซึ่งมีผลให้คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2532 ให้คืนเงินบริจาคของประชาชนให้ทบวงมหาวิทยาลัย นำไปใช้ในการสร้างอนุสรณ์สถานเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยประสานงานกับนิสิตนักศึกษาต่อไป
    แม้จะประสบความสำเร็จในระยะแรก แต่คณะกรรมการติดตามการสร้างอนุสรณ์สถานฯ ก็ไม่สามารถดำเนินการรุดหน้าไปได้ เหตุผลที่สำคัญก็คือ ไม่สามารถขอเช่าที่ดินบริเวณสี่แยกคอกวัวจากสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้ วิธีการแก้ไขปัญหาก็คือ ยกระดับคณะกรรมการจากที่ตั้งขึ้นกันเอง มาเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2533 คณะรัฐมนตรีก็อนุมัติให้ทบวงมหาวิทยาลัยแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างอนุสรณ์สถานเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ขึ้น ซึ่งทบวงมหาวิทยาลัยก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2533 โดยมีศาสตราจารย์ระพี สาคริกเป็นประธาน และให้ทบวงมหาวิทยาลัยช่วยงานฝ่ายเลขานุการในตอนแรก ต่อมาก็ยกระดับความเป็นทางการขึ้นอีกโดยขอให้รัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัยเป็นประธานกรรมการ
    มาถึงสมัยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2534 คณะรัฐมนตรีก็มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างอนุสรณ์สถานเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 อีกครั้ง ซึ่งทบวงมหาวิทยาลัยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวในวันที่ 9 พฤษภาคม 2534 โดยมีศาสตราจารย์ระพี สาคริกเป็นประธาน
    ส่วนในเรื่องสถานที่ตั้งอนุสรณ์สถานฯ ความพยายามขอเช่าที่ดินจากสำนักงานทรัพย์สินฯ ในช่วงปี 2533-2534 ไม่ประสบผล เพราะเมื่อทบวงมหาวิทยาลัยติดต่อไปยังสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ได้รับคำตอบในหลักการว่า ขอให้ทบวงฯ เจรจากับผู้เช่าเดิมก่อน ซึ่งในขณะนั้นมีบริษัทเวทีราชดำเนินเป็นผู้เช่าอยู่และสมาคมการค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลใช้เป็นพื้นที่จำหน่ายสลากกินแบ่ง ถ้าทบวงฯ ตกลงกับบริษัทและสมาคมดังกล่าวได้แล้ว จึงค่อยเสนอให้สำนักงานทรัพย์สินฯ พิจารณา
 
 ก่อตั้งมูลนิธิ 14 ตุลา
    นอกจากนั้นได้มีความคิดที่จะก่อตั้ง “มูลนิธิ 14 ตุลา” ขึ้นมา เพื่อช่วยให้การก่อสร้างอนุสรณ์สถานฯ สามารถลุล่วงไปได้ดียิ่งขึ้น โดยในวันที่ 24 กรกฎาคม 2533 คณะรัฐมนตรีได้รับทราบข้อเสนอจากทบวงมหาวิทยาลัยที่เห็นควรให้จัดตั้งมูลนิธิ 14 ตุลาขึ้น เพื่อทำหน้าที่เสริมการดำเนินงานจัดสร้างอนุสรณ์สถานฯ ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยดูแลรับผิดชอบด้านการเงินและอนุสรณ์สถานฯ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว และทำหน้าที่ส่งเสริมเผยแพร่ให้การศึกษาเรื่องประชาธิปไตย รวมทั้งจะได้นำเงินบริจาคของประชาชนจำนวน 4,023,106.60 บาท มาไว้ที่มูลนิธิฯ สำหรับดำเนินการต่อไปด้วย
    การดำเนินการยื่นเรื่องขอจัดตั้งมูลนิธิ 14 ตุลา เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2533 และได้รับอนุญาตให้จัดตั้งในวันที่ 14 ธันวาคม ปีเดียวกันนั้นเอง
หลังเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม
    ภายหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 มีแนวคิดแทรกขึ้นมาว่า ควรจะสร้างอนุสรณ์สถานวีรชนประชาธิปไตย เพื่อรำลึกทั้งเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 และเดือนพฤษภาคม 2535 มารวมไว้ ณ บริเวณ “สวนสันติพร” ซึ่งมีโครงการจะสร้างขึ้น ณ บริเวณกรมประชาสัมพันธ์และกรมสรรพากรเดิมที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535
    เริ่มจากในวันที่ 25 สิงหาคม 2535 คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุนมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างอนุสรณ์สถานเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์วันที่ 17-20 พฤษภาคม 2535 ต่อมาทบวงมหาวิทยาลัยจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2535 โดยมีรัฐมนตรีว่าการทบวงฯ เป็นประธาน และเมื่อถึงสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย คณะรัฐมนตรีก็ยังคงมีมติยืนยันการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวต่อมา
    คณะกรรมการจัดสร้างอนุสรณ์สถานฯ ได้เร่งดำเนินการเจรจากับบริษัทเวทีราชดำเนินและสมาคมการค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลอีกครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ต่อมาในวันที่ 11 พฤษภาคม 2536 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้จัดสร้างอนุสรณ์สถานของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กับของเหตุการณ์วันที่ 17-20 พฤษภาคม 2535 รวมไว้ในบริเวณที่จะสร้างสวนสันติพร
    ในระยะต่อมาโครงการสวนสันติพรก็มีอันต้องเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีโครงการที่จะต้องใช้ที่ดินดังกล่าวแก้ไขปัญหาจราจร โดยในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2519 คณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา ได้มีมติให้กรุงเทพมหานครดำเนินการออกแบบสวนสันติพรใหม่ ส่งผลให้การก่อสร้างอนุสรณ์สถานเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2535 ต้องยืดเยื้อออกไปอีก
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2540 คณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างอนุสรณ์สถานวีรชนประชาธิปไตย โดยคราวนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และคณะกรรมการชุดนี้ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2540 ให้จัดสร้างอนุสรณ์สถานฯ แยกเป็น 2 พื้นที่ คือ ให้สร้างอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคม 2516 ณ บริเวณสี่แยกคอกวัว และให้สร้างอนุสรณ์สถาน 17-20 พฤษภาคม 2535 ณ บริเวณกรมประชาสัมพันธ์เดิม สืบเนื่องมาถึงรัฐบาลนายชวน หลีกภัย คณะรัฐมนตรีก็ยืนยันการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างอนุสรณ์สถานฯ ต่อ
 
 ครบรอบ 25 ปี 14 ตุลา
    กระทั่งถึง พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 25 ปีของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 คณะกรรมการดำเนินการจัดงาน 25 ปี 14 ตุลา ร่วมกับบุคคลหลายฝ่าย สามารถเจรจาขอเช่าที่ดินบริเวณสี่แยกคอกวัวจากสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้เป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 โดยให้มูลนิธิ 14 ตุลาเป็นผู้เช่า โดย ศ. นิคม จันทรวิทุร ประธานมูลนิธิในขณะนั้น ได้ลงนามสัญญาเช่าที่ดินเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2541
    พร้อมกันนั้นมูลนิธิ 14 ตุลา ได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ในวันที่ 28 สิงหาคม 2541โดยมีนายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้วเป็นประธาน ภายหลังคณะกรรมการชุดนี้ก็ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อพิจารณาและดำเนินการย้ายผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลบริเวณสี่แยกคอกวัว พร้อมทั้งจัดหาสถานที่ทดแทนให้กับผู้ค้าที่ถูกย้ายด้วย ซึ่งการขนย้ายผู้ค้าสลากนั้นสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2542
    นอกจากนี้ก็มีการบริจาคเงินสมทบการก่อสร้างอนุสรณ์สถานฯ โดยคณะกรรมการดำเนินงานจัดงาน 25 ปี 14 ตุลา บริจาคเงินที่ได้จากการจัดงานเป็นจำนวน 1,122,107.30 บาท ส่วนสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลบริจาคให้อีก 10,000,000 บาท และบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด ได้บริจาควัสดุก่อสร้างมูลค่า 436,820 บาท 

 เฉลิมฉลองอนุสรณ์สถานวีรชนประชาธิปไตย
    มาถึงสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร คณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างอนุสรณ์สถานวีรชนประชาธิปไตยอีกครั้ง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544
    ต่อมามูลนิธิ 14 ตุลา ก็เห็นควรให้มีการสร้างสถูปรำลึกวีรชน 14 ตุลา ตั้งไว้ในบริเวณอนุสรณ์สถานฯ โดยมีการจารึกชื่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันที่ 14-16 ตุลาคม 2516 ลงบนแผ่นอิฐดินเผา ประดับไว้บริเวณฐานสถูป
    วันที่ 31 สิงหาคม 2544 คณะกรรมการจัดสร้างอนุสรณ์สถานฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการเฉลิมฉลองเปิดอนุสรณ์สถานวีรชนประชาธิปไตยขึ้นมา
    ในที่สุดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาก็ก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยมีการจัดพิธีสมโภชสถูปวีรชน 14 ตุลา และพิธีเฉลิมฉลองอนุสรณ์สถานฯ พร้อมกันในวันที่ 14 ตุลาคม 2544


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31