พิมพ์หน้านี้
|
ทุกวันนี้ บรรยากาศของโลกกำลังทวีความร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิโดยเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นประมาณ .5 ถึง .7 องศาเซลเซียส ซึ่งดูผิวเผินแล้วเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่จริงๆเป็นเรื่องใหญ่มาก อุณหภูมิที่ต่างกันเพียงหนึ่งองศาก็อาจมีผลทำให้น้ำแข็งหรือไม่แข็งได้ ฝนตกหรือไม่ตก เกิดลูกเห็บหรือไม่ ก็อาจเป็นไปได้ อึกนัยหนึ่งก็คือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านอุณหภูมิของโลกย่อมมีผลกระทบต่อระบบดิน ฟ้า อากาศ และฤดูกาล แม้แต่สายลมที่อาจเปลี่ยนทิศหรือทวีความรุนแรงขี้นมากกว่าเดิม สาเหตุสำคัญที่ทำให้โลกร้อนขึ้น อยู่ที่การเพิ่มพูนของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งมีการคำนวณกันมาแล้วว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นมากถึง 25% ในรอบศตวรรษที่ผ่านมา คาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซที่กักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้สูง เมื่อมีคาร์บอนไดออกไซด์มาก ความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ถูกเก็บไว้มาก ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขี้น เขาเรียกกระบวนการนี้ว่า "GREEN HOUSE EFFECT" เพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คอยกักความร้อนไว้เหมือนเรือนกระจกที่เราใช้เป็นเรือนเพาะต้นไม้นั่นเอง โดยปกติแล้ว คาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซที่สามารถสูญสลายไปได้ หากเรารักษาดุลทางธรรมชาติไว้ให้เหมาะพอดี แต่ปัญหาของมนุษย์โลก ก็คือ ขาดความพอดี ทุกวันนี้โรงงานอุตสาหกรรมและยวดยานพาหนะสมียใหม่ ช่วยกันปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศปีละมากกว่า 5 พันล้านตัน ในขณะที่คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาตินั้นมีอย่างมหาศาลอยู่แล้ว เช่น การผุสลายของอินทรีย์สารในผืนดิน ทำให้เกิดคาร์บอนฯปีละ 5 หมื่นล้านตัน ป่าไม้ทั่วโลกที่คายคาร์บอนออกมาปีละ 5 หมื่นล้านดัน รวมแล้วเป็น 1 แสนล้านตัน อย่างไรก็ตามต้นไม้ทั้งหมดในโลกได้ช่วยโลกดูดคาร์บอนไดออกไซด์ 1 แสนล้านตันนั้นมาใช้ในการปรุงอาหาร ฉะนั้นเท่ากับหักลบกันจนหมดไป ปัญหามันมีอยู่ว่าสภาพเท่าทุนแบบนี้จะดำรงอยู่ได้นานเพียงใด ป่าไม้นั้นสามารถกลืนคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าที่ปล่อยออกไปถึงหนึ่งเท่าตัว ฉะนั้นจึงช่วยรับภาระหนี้ ที่ผืนดินที่เอาแต่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แต่ไม่สามารถรับคืนได้ ส่วนมหาสมุทรนั้นปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปีละราวๆ 1 แสนล้านตัน และรับคืน 1 แสน 4 พันล้านตัน จึงพอมีกำไรเหลืออยู่ 4 พันล้านตัน แต่ก็ยังไม่พอที่จะช่วยแบกภาระที่อุตสาหรรมได้ทำไว้ จากสภาพเช่นนี้ เห็นได้ว่าความสมดุลของบรรยากาศโลกเรากำลังถูกคุกคามอย่างหนัก ถ้าปริมาณของอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นและขนาดของป่าไม้ซึ่งช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินอยู่จะต้องลดลงไปอีก ฉะนั้นการทำลายป่าจึงเท่ากับเป็นการทำลายจุดที่มนุษย์เป็นฝ่ายได้เปรียบธรรมชาติในการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กันในชั้นบรรยากาศโลก และเท่ากับเป็นการเพิ่มพื้นที่โล่งในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นอีกด้วย หากทุกสิ่งทุกอย่างยังดำเนอนไปอยู่อย่างนี้ อีกไม่นานก็จะเกิดภัยพิบัติมหาศาล เพราะคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ จะกักเก็บความร้อนไว้มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งสามารถละลายน้ำแข็งที่ปกคลุมทั่วโลกได้ เมื่อน้ำแข็งละลายบรรดาเมืองชายฝั่งนับหมื่นแสนเมืองก็จะจมอยู่ใต้น้ำทะเลหมด แล้ว...มนุษย์..อย่างเรา..จะเป็นอย่างไร? บรรณานุกรม เสกสรร ประเสริฐกุล.2549. โลกเปลี่ยนต้องเปลี่ยนโลก/โลกร้อน น.110. กรุงเทพฯ: สามัญชน |
| wellcome | ||
wellcome |
||
|
View All |
||