Sustainable Live
มนุษย์ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี
Permalink : http://www.oknation.net/blog/180408
วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน 2550
Posted by ลมหายใจเดียว , ผู้อ่าน : 1086 , 14:39:15 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บทเพลงประท้วง

เกริ่นนำ

ความตื่นรู้กับตื่นกลัวมักจะพัวพันอย่างแยกกันไม่ออกในยามที่สังคมเกิดวิกฤตขึ้นไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหน เมืองไหน หรือประเทศไหนบนโลกใบนี้ พลเมืองหรือประชาชนจะสับสนอลหม่านและเกิดความโกลาหล สิ่งที่บรรเทาเยียวยาส่วนหนึ่งก็คือศิลปะบันเทิง ในส่วนนั้นก็ย่อมมีดนตรีและบทเพลงประท้วงเกิดขึ้นมาเสมอเมื่อสังคมเกิดความกดดันและมีปัญหาจนถึงขั้นวิกฤตร้างไร้ทางออก

แน่นอน การพุ่งเป้าแรกของกรณีศึกษาบทเพลงประท้วงก็ย่อมหนีไม่พ้นไปจากสหรัฐอเมริกา เพราะถือเป็นประเทศที่ส่งออกทางวัฒนธรรมดนตรีอย่างจงใจและไม่จงใจจนมีอิทธิพลกระแสหลักเหมือนกันทั่วโลก เพราะฉะนั้นดนตรีและบทเพลงประท้วงจึงเริ่มต้นวางกระดูกสันหลังและโครงเรื่องหลักที่สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในยุคทศวรรษที่ 60 ซึ่งเป็นช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดของบทเพลงประท้วงในท่ามกลางกรุ่นกลิ่นความแหลกเหลวทางการเมือง สงครามเวียดนาม และสงครามเย็นระหว่างโลกเสรีกับโลกคอมมิวนิสต์

แม้แต่ประเทศไทยเองก็มีอิทธิพลของบทเพลงประท้วงจากอเมริกาเข้ามาโดยตรง ปฏิสธไม่ได้ว่า สุรชัย จันทิมาธร หรือหงา คาราวาน และพลพรรควงคาราวานต่างก็มีบทเพลงประท้วงอเมริกันของบ็อบ ดีแลน และศิลปินคนอื่นๆ เป็นต้นแบบ ผ่านกระบวนการคิดดัดแปลงประยุกต์และนำมาใช้ในสังคมไทยผ่านในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะและสถานการณ์ที่บีบรัดให้ต้องขับร้องกล่อมบทเพลงให้กับฝูงชนเรือนหมื่นเรือนแสนในยุค 14 ตุลาคม 2516

ประเทศต่างๆ ทั่วโลกในทุกทวีป ไม่ว่าโลกที่ 1, 2 , 3 ย่อมมีบทเพลงประท้วง ยิ่งประเทศที่ด้อยพัฒนาขาดความเจริญถูกปิดหูปิดตาปิดปากปิดจมูกย่อมที่จะเกิดความกดดันและมีศิลปะเชิงชั้นของดนตรีและบทเพลงประท้วงที่เข้มข้นจริงจัง แลกมาด้วยเลือด น้ำตา และชีวิตของผู้คน

ในอเมริกาเอง บทเพลงประท้วงกำลังเบ่งบานภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ที่นั่งในตำแหน่งมา 2 สมัย ศิลปินหลากหลายแนวดนตรีต่างผลิตบทเพลงประท้วงและเรียกร้องจิตสำนึกและความถูกต้องทางสังคมให้กับคนอเมริกันและชาวโลก ไม่จำกัดวงอยู่แค่ดนตรีโฟล์คอย่างในยุคทศวรรษที่ 60 อีกต่อไป

เมืองไทยในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาบทเพลงประท้วงก็กลับมาอีกครั้งท่ามกลางวิกฤตการการณ์ทางสังคมและการเมืองที่ยังไม่สิ้นสุด แต่น่าสงสัยอยู่คราครันเช่นกันที่บทเพลงประท้วงทั้งอเมริกันและของไทยต่างไม่สามารถขับเปล่งพลังอย่างเต็มที่เหมือนในยุคเก่าก่อน

หรือบทเพลงประท้วงตายแล้ว และคำตอบล่องลอยอยู่ในสายลมอย่างจริงๆ


ว่าด้วยประวัติศาสตร์และความเป็นมาบทเพลงประท้วงอเมริกัน

บทเพลงประท้วงโดยทั่วไปแล้วนั้นจะมีดนตรีโฟล์ค หรือดนตรีชาวบ้าน (ในที่นี้หมายถึงดนตรีโฟล์คแบบอเมริกันที่ใช้กีตาร์เป็นชิ้นดนตรีบรรเลงผสมในการเล่าเรื่องผ่านบทเพลง) เป็นแกนใหญ่ในการนำเสนอ แต่ในยุคสมัยปัจจุบันบทเพลงประท้วงได้เกิดขึ้นในทุกแนวดนตรีอย่างไม่มีจำกัด เช่นเดียวกันบทเพลงเหล่านี้จะขึ้นสู่กระแสความนิยมในห้วงระยะเวลาที่สังคมมีการเผชิญหน้าแบ่งกลุ่มแบ่งฝ่ายหรือมีความแตกแยกเกิดขึ้นในสังคม และระหว่างนั้นก็จะมีวงดนตรีที่มีเพลงประท้วงที่มีเนื้อหาเรื่องราวทางสังคมออกมาเป็นที่รู้จักในวงกว้างและอยู่ในกระแสนิยม

ในอดีตก็มี วูดี กูธรี (Woody Guthrie) และพีท ซีเกอร์ (Pete Seeger) ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 ตามมายุคกลางศตวรรษที่มีศิลปิน อย่าง ฟิล โอชส์ (Phil Ochs), บ็อบ ดีแลน (Bob Dylan) และโจแอน เบซ (Joan Baze)

ประวัติศาสตร์ของบทเพลงประท้วง โดยเฉพาะบทเพลงประท้วงที่เป็นสไตล์ดนตรีโฟล์คที่บังเกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นจนจวบปัจจุบันนี้ ซึ่งจากการสืบค้นบทเพลงประท้วงที่เก่าแก่ที่สุดที่มีการบันทึกว่าเก่าแก่ที่สุดคือ ‘The Cutty Wren’ จากการปฏิวัติของชาวไร่ชาวนาในปี 1381 ที่ต่อต้านการกดขี่บีบบังคับจากระบบฟิวดัลหรือศักดินาที่ดิน ส่วนในสงครามปฏิวัติอเมริกาและขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเลิกทาสในศตวรรษที่ 19 ก็มีบทเพลงเกิดขึ้นมากมายในครั้งนั้น ในระหว่างสงครามการเมืองอเมริกา บทเพลงเทรดิชั่นหรอืประเพณีนิยม อย่างเช่น ‘We Shall Overcome’ ได้ถูกนำมาใช้เป็นบทเพลงประท้วง สำหรับรูปแบบปกติของบทเพลงประท้วงที่พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดตามอุณหภูมิของสังคมในยุคทศวรรษที่ 60 ในระหว่างเวลานั้น ล้วนเล่นดนตรีด้วยกีตาร์อะคูสติค และเป่าฮาร์โมนิกาหรือเมาธ์ออร์แกน

ในยุคศตวรรษที่ 20 การเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานต่างๆ, ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก, สงครามเวียดนาม และล่าสุดสงครามในอิรัก ที่ได้ก่อกำเนิดและขยายตัวของบทเพลงประท้วง บทเพลงของศิลปินที่โดดเด่นเป็นจำหลักของยุคสมัย อยู่ในความทรงจำของผู้คน อาทิ ‘This Land Is Your Land’ ในปี1940 (2483) ของวูดี กูธรี (Woody Guthrie), ‘The Times They Are A-Changin’ ในปี 1964 (2507) ของบ็อบ ดีแลน (Bob Dylan) หรือแม้กระทั่งยุคปัจจุบันก็มีบทเพลง อย่าง ‘Toxicity’ ของซิสเท็ม ออฟ อะ ดาวน์ (System of a Down)

บทเพลงประท้วงคือบทเพลงที่หมายถึงความตั้งใจที่จะประท้วงสิ่งที่เกิดจากการรับรู้ถึงปัญหาทางสังคมที่ไม่เป็นธรรม, การล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน, การแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและศาสนา, สงคราม, โลกาภิวัตน์, การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติในโลกทุนนิยมและเสรีนิยมใหม่, ความไม่เสมอภาคกันทางในสังคม

ประวัติศาสตร์ดนตรีมีมากมายในความธรรมดาสามัญ แต่ก็มียุคของการโต้เถียงและขัดแย้ง ดนตรีประท้วงและวัฒนธรรมบทเพลงประท้วงในอเมริกาคือเป็นธรรมเนียมประเพณีที่ขยายยาวนานต่อเนื่องนับย้อนกลับไปสู่ถึงยุคปฏิวัติอเมริกาได้

บทเพลงประท้วงเขียนขึ้นด้วยความรู้สึกโต้ตอบของศิลปินที่มีเฉพาะเจาะจงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจะเป็นประวัติศาสตร์หรือสถานการณ์ใดหนึ่งที่มีรายละเอียดเฉพาะ โดยทั่วไปก็เขียนเกี่ยวกับบุคคลธรรมดา

ในระหว่างเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ นักดนตรีได้เคลื่อนย้ายและเดินทางเตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมายจากเมืองหนึ่งสู่เมืองหนึ่งโดยผูกโชคชะตาในการขับขี่บนถนน พวกเขาสังเกตการณ์เห็นได้ถึงความอดกลั้นอดทน ความอยุติธรรม และการกระทำทารุณกรรมของคนที่อับโชคในสังคมอเมริกัน นักดนตรีเหล่านั้นได้รวบรวมประสบการณ์เหล่านั้นมาผ่องถ่ายแปรผ่านเข้าสู่เสียงดนตรี

ในปลายยุคทศวรรษที่ 30 รูปแบบของบทเพลงพ็อพพิวลาร์หรือยอดนิยมนั้นอยู่ที่สไตล์ดนตรีโฟล์ค โดยมีศิลปิน 2 คนที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนในวงกว้างมากกว่าใครๆ เป็นผู้มีส่วนในการสถาปนาดนตรีโฟล์คในตอนต้นของรุ่นแรกๆ ของดนตรีโฟล์คคือ วูดี กูธรี (Woody Guthries) และพีท ซีเกอร์ (Pete Seeger) ในขณะที่นักดนตรีโฟล์คทั้งหมดโน้มเอียงทัศนะไปในทางการเมืองและความยุติธรรมในสังคมผ่านจากวัฒนธรรมและเทคนิคการใช้สัญลักษณ์ ซึ่งในบางเวลามันก็ยากที่จะทำให้ชัดเจน เพราะดนตรีโฟล์คคือการนำเสนอความเป็นจริงอย่างจริงใจและถูกต้องแม่นยำ เมื่อนักข่าวมีคำถามถึงประเด็นนี้ พีท ซีเกอร์ตอบว่า “If folks sing them, they’re folksongs”

ดนตรีโฟล์คเติมเต็มช่องว่างให้กับเหล่านักศึกษาในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในระหว่างปลายทศวรรษที่ 50 เพราะดนตรีแจ๊ซได้กลายเป็นดนตรีที่เป็นการทดลองและยากมากกว่าคนหนุ่มสาวจะมสนุกสนานไปกับมัน และก็มีข้อยกเว้นสำหรับประเภทดนตรีร็อคที่มีมาอย่างกระจัดกระจายกับบทเพลงฮิตเพียงเพลงเดียวและดูโง่เง่ากว่า เป็นบทเพลงที่ว่างเปล่า แต่สำหรับดนตรีโฟล์คมีเสน่ห์ตรงที่ความลึกของถ้อยคำและเนื้อหาของตัวเพลง และความหมายที่มีให้ค้นหาสำหรับสังคมอเมริกันที่ขาดหายสิ่งนี้ไปในช่วงทศวรรษที่ 50

เช่นเดียวกันสังคมอเมริกาก็หันหน้าไปในทิศทางของความสับสนวุ่นวายโกลาหลอลหม่านของยุคทศวรรษที่ 60 ดนตรีโฟล์คได้นำมาซึ่งศิลปินเพื่อการเปลี่ยนแปลง ในยุคนี้ศิลปินโฟล์คมีวัตถุดิบและการใช้ชีวิตประสบการณ์ตรงที่ได้มาแบบเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวในการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ดี ศิลปินผิวดำในภาคใต้ก็มีผลอย่างมากในการออกมาแสดงความคิดเห็น

บทเพลง ‘We Shall Overcome’ ได้กลายเป็นฐานรากที่สำคัญของบทเพลงในการเคลื่อนไหวทางด้านสิทธิมนุษยชน และดนตรีก็มีส่วนอย่างมากในการเรียกร้องทางด้านสิทธิมนุษยชนโดยผ่านทางบทเพลงเทรดิชั่นหรือประเพณีนิยมของทางภาคใต้ในอเมริกาผ่านทางบทเพลงกอสเปล ขึ้นมาทางด้านเหนือ นักดนตรีโฟล์คอย่าง บ็อบ ดีแลน (Bob Dylan) และฟิล โอชส์ (Phil Ochs) ก็ได้เล่นและบันทึกเสียงบทเพลงประท้วงของพวกเขาเองเพื่อต่อต้านอย่างมีการจำแนกแยกแยะด้วยความเข้าใจ ส่วนศิลปินหญิงที่ร้องเพลงประท้วงก็มี ‘3J’ คือ จูดี คอลลินส์ (Judy Collins), โจแอน เบซ (Joan Baez) และโจนี มิทเชลล์ (Joni Mitchell) ที่ขยายขอบข่ายออกสู่จำนวนผู้ฟังที่ใหญ่มากขึ้นกว่าอดีตที่ผ่านมา และแล้วดนตรีโฟล์คก็ก้าวหน้าสู่ความนิยมในวงกว้างทั่วอเมริกาและทั่วโลก

ในปี 1965 (2508) จำนวนของศิลปินดนตรีโฟล์คและบทเพลงประท้วงมีจำนวนมากเกินกว่าความจำเป็นและได้ทำให้ตัวมันเองลดทอนอ่อนกำลังลงไป เป็นการเริ่มต้นของความสูญเสียความหมายที่เปี่ยมด้วยพลังให้หมดลงไป บ็อบ ดีแลน (Bob Dylan) ได้สำนึกและยอมรับต่อสถานการณ์เหล่านั้นและนำตัวเองออกมาสู่ความร่วมสมัย เขาเริ่มผสมดนตรีโฟล์คเข้ากับดนตรีร็อคเพื่อสร้างเสียงที่เปี่ยมด้วยพลังอีกครั้งหนึ่ง มีผู้คนมากมายที่ขุ่นเคืองและไม่พอใจถึงการแปรเปลี่ยนจากดนตรีโฟล์คมาใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้าบรรเลงเพลงร็อคของบ็อบ ดีแลน แต่สุ้มเสียงใหม่ของเขาได้ส่งผลให้เกิดกระบวนการสร้างสรรค์ดนตรีแบบพันทางสำหรับนักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวสายร็อคแอนด์โรล อิทธิพลของดีแลนมีต่อศิลปินใหม่ๆ และสถาปนาเขาให้เป็นคนดนตรีที่ยอดเยี่ยม

บ็อบ ดีแลน

ในปี 1965 (2508) นั้น วงเดอะ บีเทิลส์ (the Beatles) วงขวัญใจที่เป็นวงพ็อพวงแรกของโลก ตอนนั้นได้มีการเล่นบทเพลงของพวกเขาเป็นล้านๆ ครั้ง และถือเป็นบทเพลงในดวงใจของวัยรุ่นทั่วโลก ซึ่งเดอะ บีเทิลส์ก็ออกอัลบั้ม ‘Rubber Soul’ ที่ถูกยกย่องให้เป็นอัลบั้มที่บันทึกเสียงดนตรีคลาสสิคโฟล์คร็อค โดยพัฒนาจากความรู้สึกและเนื้อหาความรักของวัยรุ่นเข้ามาสู่เรื่องการเมืองและประเด็นทางสังคมที่เคร่งเครียดมากกว่าเดิมอย่างเทียบกันไม่ติด ตลอดระยะเวลาในยุคทศวรรษที่ 60 และ 70 เดอะ บีเทิลส์ และจอห์น เลนนอน (John Lennon) ได้สร้างความโดดเด่นในมิติทางสังคมและการเมืองขึ้นมาเป็นพิเศษ และมีการผลักดันอย่างต่อเนื่องผ่านบทเพลงที่ห่อหุ้มด้วยเรื่องราวทางสังคมทั้งในบทเพลง ‘Revolution’ และ ‘Imagine’

ยาเสพติด และลัทธิ hedonism ซึ่งเชื่อว่าความสุขสบายหรือความเพลิดเพลินเป็นยอดปรารถนาที่สุด ได้ทำให้เกิดการปฏิวัติในดนตรีโฟล์คอย่างน่าหดหู่ใจ ดนตรีไซเคเดลิค ร็อค และดนตรีบลูส์อันหนักหน่วงมืดดำได้เข้ามาแทนที่มากกว่าเสียงที่เป็นอคูสติคในแบบดั้งเดิมในช่วงตอนกลางยุคทศวรราที่ 60 ซึ่งเป็นการเบิกแผ้วทางไปสู่กระบวนการขับเคลื่อนไปข้างหน้าของดนตรีฮาร์ดร็อคและเฮฟวี่เมทัล แม้ว่าสไตล์และระดับเสียงที่มีความดังเปลี่ยนแปลงไป บทเพลงประท้วงก็เจริญเติบโตก้าวหน้าและงอกงามไปสู่รูปแบบที่ใหม่กว่าตามยุคสมัยในสังคมอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งในบริบทของบทเพลงประท้วงของอเมริกันที่ผูกโยงกับสหราชอาณาจักรอีกฟากของมหาสมุทรแอตแลนติคในยุโรปอย่างช่วยไม่ได้

บทเพลงประท้วงยังมีเรื่องราวอีกมากมายให้เรียนรู้ว่า เมื่อสังคมเกิดวิกฤตดนตรีและบทเพลงประท้วงคือ กระบอกเสียงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
โฟล์คเหน่อ วันที่ : 12/06/2007 เวลา : 14.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/folkner
..เขียนเพลง เขียนกวี ชีวิตนักดนตรีบ้านนอก..

ชอบ บ๊อบ ดีแล่น.....ครับ
ไม่มีเพลงให้ฟังเลย...แง... แง....

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แมนบางไทร วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 15.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/558855

บ็อบ ดีแลน........ หงา คาราวาน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ราษีไศล วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 15.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/motorcyrubjang
ณ บ้านดวนน้อย ราษีไศล ศรีสะเกษ twitter : @motorcyrubjang / facebook.com/motorcyrubjang  

เอามอไซค์มารับไปชมปราสาทหินครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน