| สืบสานงานศิลป์ | ||
ผลงานคุณโสภณ ยุติมิตร |
||
|
View All |
||
| Bakery ส่งต่อความรัก-Piano Version | ||
เพลงรักสำหรับทุกคน |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
พิมพ์หน้านี้
|
. มีเรื่องราวมากมายที่ปรากฏทางสื่อที่เป็นเรื่องเสื่อมเสียของพระภิกษุ ใครที่ชมเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ย่อมเกิดความไม่สบายใจแน่นอน มีข่าวประพฤติไม่เหมาะสมเกือบทุกสัปดาห์ หลายคนมีคำถามว่าเราจะมีทางออกของปัญหาจากเรื่องอย่างนี้อย่างไร ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าพระภิกษุนั้นอยู่ภายไต้กฎข้อบังคับอะไรบ้าง 1.พระภิกษุอยู่ภายไต้กฎหมายบ้านเมือง คือพระก็ต้องอยู่ไต้กฎหมายเหมือนประชาชนทั่วไป ไม่ได้เป็นบุคคลที่อยู่เหนือกฎหมาย แต่โดยมากถ้าเป็นกฎหมายที่ไม่ได้มีความผิดร้ายแรงพระก็มักจะได้รับการอนุโลมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ อันนี้คงไม่ใช่เรื่องที่ก่อให้เกิดความเสียหายอะไร ยกตัวอย่างเช่นการคาดเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์เป็นต้น แต่โดยปรกติแล้วถ้าเป็นเรื่องที่มีความผิดมากไปกว่านั้นที่เป็นเรื่องของการทำผิดกฎหมายและเป็นการกระทำที่เป็นโลกวัชชะ คือเป็นสิ่งที่ชาวบ้านติเตียนและผิดกฎหมาย ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าเป็นพระภิกษุจริง เจ้าหน้าที่จะนำตัวไปให้พระผู้เป็นพระฝ่ายปกครองที่เรียกว่าพระสังฆาธิการ(มีตำแหน่งตั้งแต่รองเจ้าอาวาสขึ้นไป)เป็นผู้สึกให้ก่อนแล้วจึงดำเนินคดีตามกฎหมาย 2.พระภิกษุอยู่ภายไต้กฎมหาเถระสมาคม กฎมหาเถระสมาคมนอกจากจะเกี่ยวกับเรื่องของการปกครองคณะสงฆ์แล้วยังมีกฎข้อบังคับที่เกิดขึ้นจากการประพฤติไม่เหมาะสมของพระภิกษุที่ไม่มีบทบัญญัติทางพระวินัย คือเป็นความประพฤติไม่ดีแต่พระวินัยไม่สามารถเอาผิดได้ก็มีกฎมหาเถระสมาคมเกิดขึ้น เพื่อควบคุมความประพฤติอันไม่เหมาะสมของพระภิกษุ 3.พระภิกษุอยู่ภายไต้พระวินัย ศีล 227 สามเณร ศีล 10 และเสขิยวัตร 75
. ซึ่งถ้าดูตามข้อเท็จจริงเรื่องกฎระเบียบต่างๆของพระภิกษุแล้ว พระภิกษุต้องอยู่ภายไต้กฎ 3 อย่าง คือ กฎหมาย กฎมหาเถระสมาคม และพระวินัย คิดดูแล้วกันว่ามากขนาดไหน แต่อย่างไรก็ตามสำหรับพระที่บวชเข้ามาแล้ว ก็หมายความว่ายอมรับซึ่งการอยู่ภายไต้กฎระเบียบเหล่านี้ แต่จะขอตั้งข้อสังเกตว่า พระส่วนใหญ่ที่ประพฤติผิดอย่างไม่มีความละอาย เป็นพระที่ไม่ได้ตั้งใจที่จะบวชจริงๆ เพียงอาศัยผ้าเหลืองเพื่อเลี้ยงชีวิต เอาผ้าเหลืองมาห่มเพื่อทำมาหากินถือเป็นมิจฉาชีพชนิดหนึ่ง สาเหตุของปัญหาประการหนึ่งที่สำคัญเกิดจาก การเห็นแก่วัตถุเป็นเรื่องใหญ่คือ วัดต่างๆให้ความสำคัญกับศาสนวัตถุศาสนสถานมากกว่าศาสนธรรม การแต่งตั้งพระสังฆาธิการ การเลื่อนสมณะศักดิ์ ส่วนหนึ่งเอาเรื่องของผลงานในเรื่องของการก่อสร้างมาเป็นเงื่อนไข พระยึดติดชื่อเสียงเงินทองยศถาบรรดาศักดิ์ทำให้ศาสนาเสื่อมถอย ยกตัวอย่างเช่นพระอุปัชชาที่บวชโดยไม่เลือกเพียงต้องการจำนวนผู้บวช ต้องการให้มีพระภิกษุประจำที่วัดจำนวนมาก หรือในบางกรณีแม้ผู้ที่จะบวชจะเป็นบุคคลต้องห้ามก็ยังบวชให้เป็นเพราะเกรงใจพ่อแม่ของเจ้านาค เนื่องจากพ่อแม่เจ้านาคเป็นคนที่ทำบุญบริจาคทรัพย์เป็นจำนวนมากให้แก่วัดเป็นต้น สังคมความเจริญทางวัตถุทำให้ศาสนาเสื่อมถอย จะเห็นได้ว่าในยุคปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมที่ก้าวย่างสู่ยุคการค้าเสรี คือเป็นยุคทองของการค้าขาย การทำกำไร การแข่งขันในการทำกำไร ในยุคของการเกษตรนั้นสังคมอยู่ด้วยน้ำใจความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน คนมีความรักใคร่สมัครสมานสามัคคีมีน้ำใจช่วยเหลือแบ่งปันกัน แต่พอมาถึงยุคอุตสาหกรรม สังคมถูกผลักดันให้กลายเป็นสังคมแห่งการแข่งขัน แข่งกันเรียน แข่งกันทำงาน แข่งกันหาเงินเพื่อยกระดับฐานะทางสังคม จนกระทั่งคนในสังคมซึมซับซึ่งความเห็นแก่ตัว ศีลธรรมถูกละเลยมานานจนถึงขั้นวิกฤต การเสพสื่อของคนที่เปลี่ยนไป คนในยุคก่อนดูลิเก หมอลำ หนังตะลุง มโนรา ศิลปะพื้นบ้านต่างๆ ฯลฯ เรื่องของศีลธรรมจะถูกถ่ายทอดจากสื่อเหล่านี้ แต่พอมาดูในยุคปัจจุบันที่มีโรงภาพยนตร์ มีคาแฟ่ มีอาบอบนวด มีห้างสรรพสินค้า สิ่งต่างๆที่ให้ความเพลิดเพลิน ฯลฯ ป้ายโฆษณาที่พบเห็นส่วนใหญ่เป็นเรื่องมอมเมา คนเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน พระก็เปลี่ยน ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าพระภิกษุก็คือลูกชาวบ้านที่เข้ามาบวช ซึ่งอยู่ภายไต้กระเสสังคม นี่ไม่ใช่การโยนความผิดไปยังสังคม แต่เป็นความจริงที่ปรากฏ ระดับศีลธรรมของคนในสังคมทุกวงการ ไม่ว่าในวงการใดองกรใดก็อยู่ภายไต้กระเสสังคม พฤติกรรมของคนในสังคมปัจจุบันเป็นไปตามกระเสของสื่อ แม้ในอดีตก็เช่นกัน แต่ความครอบคลุมต่างกันมาก คนในยุคอดีตถูกหล่อหลอมด้วยสื่อคือศิลปวัฒนธรรมจารีตประเพณี คนส่วนใหญ่ได้รับการอบรมทางศีลธรรมอย่างดีเยี่ยม พระมหากษัตย์ซึ่งเป็นบุคคลคนชนชั้นปกครองสูงสุดได้รับการศึกษาในทางธรรมอย่างดีเยี่ยม ยกตัวอย่างเช่นในหลวงรัชกาลที่ ๔ ทรงจบเปรียญธรรม ๕ ประโยค เมื่อทรงครองราชย์ก็ทรงถือศีลอุโปสถทุกวันธรรมสวนะ(วันแห่งการฟังธรรม) มาจนถึงยุคปัจจุบันแม้แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงประกอบด้วยทศพิธราชธรรม แต่ถามว่า นักการเมืองในปัจจุบันวันพระวันฟังธรรมอยู่ที่ไหน อันนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาธิปไตยไม่ดีแต่ชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เปลี่ยนไป วิธีแก้ที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับสังคมโดยรวมคือ การใช้สื่อทุกช่องทางที่เรามีเพี่อแก้วิกฤตของสังคม บล็อกนี่ก็ถือเป็นสื่ออย่างหนึ่งแม้จะมีผู้เข้าชมไม่มากก็ตาม แต่ก็คงจะดีกว่าการเดินออกไปบอกคนทีละคนแน่นอน แต่แม้แต่สื่อเองก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน เพราะสื่อที่เป็นสาระข้อมูลมักจะได้รับความนิยมน้อยกว่าสื่อที่มุ่งความบันเทิงอย่างเดียว ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่ท้าทายสำหรับสื่อสารมวลชนในการนำศีลธรรมกลับมา เพราะนอกจากจะต้องนำเสนอข่าวสารข้อมูลที่เป็นสาระแล้ว ยังต้องทำให้น่าดูน่าชมน่าติดตามด้วย การทำสิ่งมีสาระให้น่าเพลิดเพลินติดตามไม่ง่ายเลย แต่ก็จะเป็นบทพิสูจน์ในความสามารถสื่อในการนำพาสังคมไปยังทิศทางที่ถูกต้อง หมายเหตุ ขอขอบคุณภาพจากเนต |