• สุวิริโย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wat.thahin@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 280
  • จำนวนผู้ชม : 50673
  • จำนวนผู้โหวต : 189
  • ส่ง msg :
Bakery ส่งต่อความรัก-Piano Version

เพลงรักสำหรับทุกคน

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



คุณรู้สึกอย่างไร ? ต่องานของคุณ โสภณ ยุติมิตร
ชื่นชอบ
22 คน
แปลกดี
3 คน
เฉยๆ
2 คน
ไม่ออกความเห็น
1 คน

  โหวต 28 คน
วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม 2551
~(๑)~ คนเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน พระก็เปลี่ยน ~(๙)~
Posted by สุวิริโย , ผู้อ่าน : 310 , 03:54:05 น.   | หมวดหมู่ : ศาสนา  
พิมพ์หน้านี้


.

มีเรื่องราวมากมายที่ปรากฏทางสื่อที่เป็นเรื่องเสื่อมเสียของพระภิกษุ ใครที่ชมเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ย่อมเกิดความไม่สบายใจแน่นอน มีข่าวประพฤติไม่เหมาะสมเกือบทุกสัปดาห์ หลายคนมีคำถามว่าเราจะมีทางออกของปัญหาจากเรื่องอย่างนี้อย่างไร

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าพระภิกษุนั้นอยู่ภายไต้กฎข้อบังคับอะไรบ้าง

1.พระภิกษุอยู่ภายไต้กฎหมายบ้านเมือง คือพระก็ต้องอยู่ไต้กฎหมายเหมือนประชาชนทั่วไป ไม่ได้เป็นบุคคลที่อยู่เหนือกฎหมาย แต่โดยมากถ้าเป็นกฎหมายที่ไม่ได้มีความผิดร้ายแรงพระก็มักจะได้รับการอนุโลมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ อันนี้คงไม่ใช่เรื่องที่ก่อให้เกิดความเสียหายอะไร ยกตัวอย่างเช่นการคาดเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์เป็นต้น แต่โดยปรกติแล้วถ้าเป็นเรื่องที่มีความผิดมากไปกว่านั้นที่เป็นเรื่องของการทำผิดกฎหมายและเป็นการกระทำที่เป็นโลกวัชชะ คือเป็นสิ่งที่ชาวบ้านติเตียนและผิดกฎหมาย ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าเป็นพระภิกษุจริง เจ้าหน้าที่จะนำตัวไปให้พระผู้เป็นพระฝ่ายปกครองที่เรียกว่าพระสังฆาธิการ(มีตำแหน่งตั้งแต่รองเจ้าอาวาสขึ้นไป)เป็นผู้สึกให้ก่อนแล้วจึงดำเนินคดีตามกฎหมาย

2.พระภิกษุอยู่ภายไต้กฎมหาเถระสมาคม กฎมหาเถระสมาคมนอกจากจะเกี่ยวกับเรื่องของการปกครองคณะสงฆ์แล้วยังมีกฎข้อบังคับที่เกิดขึ้นจากการประพฤติไม่เหมาะสมของพระภิกษุที่ไม่มีบทบัญญัติทางพระวินัย คือเป็นความประพฤติไม่ดีแต่พระวินัยไม่สามารถเอาผิดได้ก็มีกฎมหาเถระสมาคมเกิดขึ้น เพื่อควบคุมความประพฤติอันไม่เหมาะสมของพระภิกษุ

3.พระภิกษุอยู่ภายไต้พระวินัย ศีล 227 สามเณร ศีล 10 และเสขิยวัตร 75

.

ซึ่งถ้าดูตามข้อเท็จจริงเรื่องกฎระเบียบต่างๆของพระภิกษุแล้ว พระภิกษุต้องอยู่ภายไต้กฎ 3 อย่าง คือ กฎหมาย กฎมหาเถระสมาคม และพระวินัย คิดดูแล้วกันว่ามากขนาดไหน แต่อย่างไรก็ตามสำหรับพระที่บวชเข้ามาแล้ว ก็หมายความว่ายอมรับซึ่งการอยู่ภายไต้กฎระเบียบเหล่านี้

แต่จะขอตั้งข้อสังเกตว่า พระส่วนใหญ่ที่ประพฤติผิดอย่างไม่มีความละอาย เป็นพระที่ไม่ได้ตั้งใจที่จะบวชจริงๆ เพียงอาศัยผ้าเหลืองเพื่อเลี้ยงชีวิต เอาผ้าเหลืองมาห่มเพื่อทำมาหากินถือเป็นมิจฉาชีพชนิดหนึ่ง

สาเหตุของปัญหาประการหนึ่งที่สำคัญเกิดจาก การเห็นแก่วัตถุเป็นเรื่องใหญ่คือ “วัดต่างๆให้ความสำคัญกับศาสนวัตถุศาสนสถานมากกว่าศาสนธรรม” การแต่งตั้งพระสังฆาธิการ การเลื่อนสมณะศักดิ์ ส่วนหนึ่งเอาเรื่องของผลงานในเรื่องของการก่อสร้างมาเป็นเงื่อนไข

“พระยึดติดชื่อเสียงเงินทองยศถาบรรดาศักดิ์ทำให้ศาสนาเสื่อมถอย” ยกตัวอย่างเช่นพระอุปัชชาที่บวชโดยไม่เลือกเพียงต้องการจำนวนผู้บวช ต้องการให้มีพระภิกษุประจำที่วัดจำนวนมาก หรือในบางกรณีแม้ผู้ที่จะบวชจะเป็นบุคคลต้องห้ามก็ยังบวชให้เป็นเพราะเกรงใจพ่อแม่ของเจ้านาค เนื่องจากพ่อแม่เจ้านาคเป็นคนที่ทำบุญบริจาคทรัพย์เป็นจำนวนมากให้แก่วัดเป็นต้น

“สังคมความเจริญทางวัตถุทำให้ศาสนาเสื่อมถอย” จะเห็นได้ว่าในยุคปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมที่ก้าวย่างสู่ยุคการค้าเสรี คือเป็นยุคทองของการค้าขาย การทำกำไร การแข่งขันในการทำกำไร

ในยุคของการเกษตรนั้นสังคมอยู่ด้วยน้ำใจความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน คนมีความรักใคร่สมัครสมานสามัคคีมีน้ำใจช่วยเหลือแบ่งปันกัน แต่พอมาถึงยุคอุตสาหกรรม สังคมถูกผลักดันให้กลายเป็นสังคมแห่งการแข่งขัน แข่งกันเรียน แข่งกันทำงาน แข่งกันหาเงินเพื่อยกระดับฐานะทางสังคม จนกระทั่งคนในสังคมซึมซับซึ่งความเห็นแก่ตัว ศีลธรรมถูกละเลยมานานจนถึงขั้นวิกฤต

“การเสพสื่อของคนที่เปลี่ยนไป” คนในยุคก่อนดูลิเก หมอลำ หนังตะลุง มโนรา ศิลปะพื้นบ้านต่างๆ ฯลฯ เรื่องของศีลธรรมจะถูกถ่ายทอดจากสื่อเหล่านี้ แต่พอมาดูในยุคปัจจุบันที่มีโรงภาพยนตร์ มีคาแฟ่ มีอาบอบนวด มีห้างสรรพสินค้า สิ่งต่างๆที่ให้ความเพลิดเพลิน ฯลฯ ป้ายโฆษณาที่พบเห็นส่วนใหญ่เป็นเรื่องมอมเมา

“คนเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน พระก็เปลี่ยน” ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น “ก็เพราะว่าพระภิกษุก็คือลูกชาวบ้านที่เข้ามาบวช” ซึ่งอยู่ภายไต้กระเสสังคม นี่ไม่ใช่การโยนความผิดไปยังสังคม แต่เป็นความจริงที่ปรากฏ ระดับศีลธรรมของคนในสังคมทุกวงการ ไม่ว่าในวงการใดองกรใดก็อยู่ภายไต้กระเสสังคม

“พฤติกรรมของคนในสังคมปัจจุบันเป็นไปตามกระเสของสื่อ” แม้ในอดีตก็เช่นกัน แต่ความครอบคลุมต่างกันมาก คนในยุคอดีตถูกหล่อหลอมด้วยสื่อคือศิลปวัฒนธรรมจารีตประเพณี คนส่วนใหญ่ได้รับการอบรมทางศีลธรรมอย่างดีเยี่ยม พระมหากษัตย์ซึ่งเป็นบุคคลคนชนชั้นปกครองสูงสุดได้รับการศึกษาในทางธรรมอย่างดีเยี่ยม ยกตัวอย่างเช่นในหลวงรัชกาลที่ ๔ ทรงจบเปรียญธรรม ๕ ประโยค เมื่อทรงครองราชย์ก็ทรงถือศีลอุโปสถทุกวันธรรมสวนะ(วันแห่งการฟังธรรม) มาจนถึงยุคปัจจุบันแม้แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงประกอบด้วยทศพิธราชธรรม แต่ถามว่า “นักการเมืองในปัจจุบันวันพระวันฟังธรรมอยู่ที่ไหน” อันนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาธิปไตยไม่ดีแต่ชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เปลี่ยนไป

วิธีแก้ที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับสังคมโดยรวมคือ “การใช้สื่อทุกช่องทางที่เรามีเพี่อแก้วิกฤตของสังคม” บล็อกนี่ก็ถือเป็นสื่ออย่างหนึ่งแม้จะมีผู้เข้าชมไม่มากก็ตาม แต่ก็คงจะดีกว่าการเดินออกไปบอกคนทีละคนแน่นอน แต่แม้แต่สื่อเองก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน “เพราะสื่อที่เป็นสาระข้อมูลมักจะได้รับความนิยมน้อยกว่าสื่อที่มุ่งความบันเทิงอย่างเดียว” 

ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่ท้าทายสำหรับสื่อสารมวลชนในการนำศีลธรรมกลับมา เพราะนอกจากจะต้องนำเสนอข่าวสารข้อมูลที่เป็นสาระแล้ว ยังต้องทำให้น่าดูน่าชมน่าติดตามด้วย การทำสิ่งมีสาระให้น่าเพลิดเพลินติดตามไม่ง่ายเลย แต่ก็จะเป็นบทพิสูจน์ในความสามารถสื่อในการนำพาสังคมไปยังทิศทางที่ถูกต้อง

หมายเหตุ ขอขอบคุณภาพจากเนต


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10
ญาใจ วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 13.29 น.
http://www.oknation.net/blog/yahyy
@...ก็แค่อยากร้องไห้บ้างในบางครั้ง...@

เมื่อวานก็ได้ชมข่าว
พระลงเล่นน้ำจีวรกระเจิง
โอ๊ย...
อุบาทว์
ความคิดเห็นที่ 9
คนกุลา วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 13.03 น.
http://www.oknation.net/blog/konkula

สาระโลก กับ สาระธรรม การเปลี่ยนแปลง อย่างไม่จบสิ้น

และเป็นนิรันดร์แห่งไตรลักษณ์

หากสนิม นั้น จะเกิดก็เพราะเนื้อในตน อยู่ตลอดเวลา

ขอจงยังประโยชน์ โดยไม่ประมาท เถิด สาธุชน

นมัสการ ครับ ท่านอาจารย์

ปลาเป็นก็ต้องว่ายทวนกระแสน้ำ ด้วยกัน

ปล่อยให้ปลาตาย ลอยไปตามกระแสน้ำเถิด

ขออนุโมทนา ในความเพียรพยายาม ครับท่าน...สุวิริโย

ความคิดเห็นที่ 8
monotone วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 12.57 น.
http://www.oknation.net/blog/normalcode
เราจะเห็นคุณค่าของน้ำ  เมื่อน้ำแห้งขอดบ่อ

ดูรายการคุณสรยุทธ เอารูปพระไปเที่ยวน้ำตกกับเด็กหนุ่มๆ มีรูปจับมือจับแขน กอดเอว ออกอากาศตอนเดียวกันกับที่สัมภาษณ์พระพยอม

เดี๋ยวนี้มีเยอะขึ้นทุกวัน
ความคิดเห็นที่ 7
ลานเทวา วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 12.00 น.
http://www.oknation.net/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

ตามกาลเวลา ตามยุคสมัย ตามใจที่ไม่รู้พอ
ก่อเหตุ สร้างปัญหาไม่รู้จบ
นั่นแล้วโลก
ความคิดเห็นที่ 6
รณบุตร วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 08.30 น.
http://www.oknation.net/blog/wayuboot2499
รณบุตร จุดไฟฝัน แบ่งปันฮัก ปฏิปักษ์คนกังฉิน กินบ้านเมือง 

คนเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน พระเปลี่ยน..

..ที่ไม่เคยเปลี่ยน คือ นักการเมืองเห็นแก่ตัว..
ความคิดเห็นที่ 5
โม้งหัวครก วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 07.17 น.
http://www.oknation.net/blog/think49

นมัสการ ขอรับ

พระสงฆ์หลายรูป ก็เป็นผู้นำทางความคิด คือ ยึดแต่คำว่าถูกต้อง ดีงาม และพยายามสั่งสอนให้สังคมตระหนัก

ซึ่งไม่แสดงออกว่า จะฝักใฝ่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง เหมือนพระบางรูป เช่น พระนักเทศน์ (ท่าน ว.ฯ) พระธรรมโกศาจารย์ หลวงพ่อวัดอ้อน้อย ฯลฯ และอีกหลาย ๆ ท่าน

ส่วนพระสงฆ์บางท่าน ก็เลือกข้าง ซึ่งการเลือกข้าง กระผมว่า ไม่เสียหาย แต่เลือกข้างที่ไม่ดี ตรงนี้เสียหายขอรับ

และอนาคต ก็จะเป็นเครื่องตัดสิน ว่าแนวทางอะไรดี อะไรไม่ดี

สาธุ สธุ สาธุ
ความคิดเห็นที่ 4
สุวิริโย วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 06.59 น.
http://www.oknation.net/blog/19

เรื่องที่พระพยอมไปเชียร์พวกนอมินี อันนี้ไม่เคยทราบข้อมูลเลย แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็เห็นว่าคงไม่เหมาะครับ...
แต่พระระดับที่มีชื่อเสียงอย่างพระพยอมไม่น่าจะยอมเป็นหัวคะแนน ผมมองว่าน่าจะเป็นพวกนักการเมืองเอาท่านไปหาเสียงมากกว่า...
ขอเจริญพร
ความคิดเห็นที่ 3
โม้งหัวครก วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 06.46 น.
http://www.oknation.net/blog/think49

นมัสการยามเช้า...ขอรับหลวงพี่

ง่ายนิดเดียวครับ ว่าดูพระดีอย่างไร

ก็ดูตรงที่ ท่านทำอะไร ที่ให้แก่ศาสนา แก่สังคม

จากนั้น ดูให้แน่ ว่าที่ท่านให้นั้น....ใช่แน่หรือเปล่า

อันนี้ต้องดูนาน ๆ(สำหรับภาพที่ดูเหมือนพระข้างบนนี้ คงไม่ต้องดูนานครับ คงบวชอาศัยผ้าเหลืองจริง ๆ)

และก็ยังดีกว่า ที่ดูกันแบบไม่นาน เพราะดูนานนาน ประโยชน์เกิดแก่ส่วนรวมมากกว่า

อย่างกรณี ตัวกระผมเอง เมื่อก่อนเคยศรัทธา พระพยอม มากเลย (ความคิดส่วนบุคคล)

แต่ปัจจุบัน หลังจากที่เห็นว่า บางทีเหมือนพยายามบอกว่า เชียร์พวกที่คนเขาบอกว่าโกง รัฐบาลที่เขาบอกว่าเลว
ผมเลยหมดศรัทธา (มีหลายเรื่องที่ค้างคาใจ)

เช่นเรื่องที่เคยไปวัดในต่างจังหวัด เห็นหนังสือวารสารสมาคมพุทธฯ ที่ส่งมาจากวัดสวนแก้ว ในเนื้อหาก็เชียร์ พวกนอมินี พาดหัวข่าวเชียร์สุดตัว เหมือนกับสื่อบางพวก นักวิชาการบางคน ที่รับเศษเงิน แล้วก็เชียร์พวกคนเลว สังคมก็เชื่อตาม แม้ว่าไม่เชื่อทั้งหมด แต่ส่งผลให้เกิดความแตกแยก เพราะว่าเชื่อคน .... แต่ไม่เชื่อความดี

สาธุ สาธุ สาธุ
ความคิดเห็นที่ 2
ทุยลุยกรุง วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 06.09 น.
http://www.oknation.net/blog/tuyluykung

โอวๆๆๆ.รูปนี้ท่านได้แต่ใดมา น่าอิจฉาไอ้หมอนี่จัง
จ๊าก..เสร็จแหม่มซะแล้วนะท่านนะ

ครับสังคมเปลี่ยน คนเปลี่ยน พระก็เปลี่ยนตาม
ดนในชาติทะเลาะกัน พระในวัดก็ทะเลาะกัน แตกแยกกัน
อย่างที่เห็นในวัดมงกุฎเป็นตัวอย่างครับ
ความคิดเห็นที่ 1
ting วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 05.09 น.
http://www.oknation.net/blog/Germany

รูปผู้ชายคนนี้น่าจับมาประจาน
ทำให้พระดีๆเสียหมด
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น: