พิมพ์หน้านี้
|
150 กิโลกับ 3 ชั่วโมง
หลายต่อหลายคนเตือนผมผ่านประสบการณ์การเดินทางว่า การเดินทางจากปอยเปต (ด่านตลาดโรงเกลือ) สู่เมืองเสียมเรียบ จะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดที่คุณจะได้ทำการจัดระเบียบอวัยวะภายในทั้งหมด เราอาจจะมี โอกาสได้รับรู้ความรู้สึกของการเคลื่อนที่ของลำไส้เล็กขยับขึ้นมาพันปอด หรือกระเพาะอาหารอาจกระโดดขึ้นมาทับหัวใจ อะไรประมาณนี้ซึ่งเราก็ทำใจไว้เอาไว้แล้วว ฮ่ะฮ้า
ถนนทั้งเส้น เป็นทางดินฝุ่นสีแดงคลุมทุกสิ่งทุกอย่างข้างทางไม่ว่าจะเป็น หลังคา ฝาบ้านเรือน ต้นไม้ ทุกอย่างถูกฝุ่นของถนน ตกแต่งให้เป็นสีแดงทั้งหมด แต่ภาพที่ผมเห็นทีไรต้องเหลียวมองทุกครั้ง เห็นจะเป็นภาพของเด็กๆ ในชุดนักเรียน ปั่นจักรยาน ลุยฝุ่นจนหัวแดงเป็นฝรั่ง หรือ รถกระบะที่ไม่น่าเชื่อว่าจะบรรทุกคนได้มากขนาดนี้ หรือแม้แต่รถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งกันขวักไขว่ ทั้งที่ฝุ่นคลุ้งจนมองแทบไม่เห็นทาง และยิ่งเห็นรถมอเตอร์ไซค์เป็นที่นิยมของคนเขมรมากเท่าไหร่ ยิ่งอดคิดไม่ได้ว่า จะมีซักกี่คันน้อ ที่นำเข้าจากบ้านเราโดยที่เจ้าของต้องนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่ง ระวังนะครับ เท่าที่ทราบมา ตอนนี้ คนที่นี่กำลังฮิต ฟีโน่ เลยล่ะ จงรักษารถท่านให้ดีเน้อ
เพิ่งจะบ่าย เด็กนักเรียนเลิกกันแล้วเหรอพี่ ผมเริ่มหาเรื่องคุยเมื่อเห็นว่าทุกคนเงียบกันมาตั้งแต่ รถออก เด็กเขากลับไปกินข้าวที่บ้าน หนะ แล้วมาเรียนต่อ พี่เซาเหมาโชเฟอร์ของเราตอบพร้อมกับถอนหายใจอีกเฮือกแล้วเริ่มเล่าต่อ คนที่นี่ยากจนครับ โรงเรียนก็ไม่มีอาหารกลางวันให้เด็กกิน พักกลางวัน ก็ต้องรีบปั่นจักรยานกลับ รีบกิน แล้วรีบมาเรียน พี่เซาเหมาเล่าน้ำเสียงเศร้าๆ
โป๊ก!!! โอ้ยยยย ผมแหกปากลั่นเมื่อรถเริ่มตกหลุม และจั๊มเนินดินจนหัวผมชนกระจก 5 ปีก่อน ทางลำบากกว่านี้เยอะ พี่เซาเหมาพูดไปหัวเราะไป หลังจากผมหัวโขกกระจก แต่พอเห็นผมเงียบเขาก็เล่าต่อ
รู้มั้ย บางทีถึงขั้นต้องนอนค้างกลางทางเลยก็มี พูดจบได้ไม่ถึง 2 นาที พี่เซาเหมาก็จอดรถชิดข้างทาง ดึงเบรกมือ แล้วเปิดประตูลงจากรถ ไปยืนคุยกับกลุ่มชาวเขมรด้วยกันที่จอดรถข้างทาง ไทย 2 ฝรั่ง 2 เริ่มกระสับกระส่าย มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ความหวาดระแวงเริ่มคืบคลานเข้ามาเกาะหัวใจ เราเริ่มมองหาอาวุธที่จะนำมาป้องกันตัว รวมถึงหาคำเจรจาต่อรอง และไม่นานคนขับรถของเราก็เปิดประตู เข้ามานั่ง ปลดเบรกมือ และขับไปต่อ
ผมถามไปปาดเหงื่อไป ทั้งๆ ที่ในรถก็เปิดแอร์ มีอะไรเหรอพี่ รถเสีย ผมลงไปถามดูว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า โอ้วววว มนุษย์ผู้มีน้ำใจ จิตใจช่างงดงามเกินเอ่ย เราเข้าใจเขาผิดไปแล้ว
คิดแล้วก็น่าเห็นใจทั้งคนขับ และผู้โดยสารครับ เพราะถนนทั้งเส้น ตลอดสองข้างทางที่ผ่านมา มีแต่ทุ่งนากว้างสุดลูกหูลูกตา และมันจะเป็นเช่นนี้ไปจนกว่าจะถึงเสียมเรียบ สำหรับใครที่ไม่เคยมาแล้วกลัวว่าจะหลงทาง หรือกลัวว่าแท็กซี่จะพาเราไปหลอกฆ่าทิ้ง สังเกตได้ง่ายๆ คือ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา รถจะไม่เลี้ยวไปไหนเลย เราวิ่งเป็นเส้นตรงตลอด ตั้งแต่ปอยเปตถึงเสียมเรียบเลยครับ ไม่มีหลงแน่นอน
เราทั้ง 4 นั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นมาได้ 2 ชั่วโมงกับฝุ่นที่คลุ้งตลอดทาง ยิ่งใกล้จุดหมายปายทางเท่าไหร่ใจยิ่งเต้นรัว สองชั่วโมงช่างยาวนานเหลือเกิน นี่แหละการเดินทางโดยไม่รู้จุดหมาย มีแต่การรอคอย และนับเวลา ระหว่างทางผมลองคิดเล่นๆว่า นี่ขนาดเรามากันหน้าร้อน ทางยังลำบากขนาดนี้ ถ้าหน้าฝน ทั้งหลุมทั้งโคลน คงต้องค้างกันกลางทางอย่างที่พี่เซาเหมาว่าแหงๆ คิดแล้วสยองน่าดู บรึ๋ยยย
1 ชั่วโมงสุดท้ายแต่ด้วยความรู้สึกตอนนี้ มันช่างนานกว่า 2 ชั่วโมงที่ผ่านมาอย่างไม่น่าเชื่อ รถเริ่มวิ่งได้อย่างนิ่มนวล ถนนเริ่มเรียบ สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่ให้เราเห็นหนาตาขี้น เข้าเขตเมืองเสียมเรียบแล้วใช้มั้ยพี่ ผมถามด้วยน้ำเสียงดีใจสุดๆ อีกครั้งหนึ่งในชีวิต ครับ อีกนิดเดียว ข้างหน้านี่ก็เป็นสนามบินแล้ว
คำตอบนี่เป็นคำตอบที่ฟังแล้วรื่นหูเป็นบ้า อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเท่าน้านนนนนนนนนนนน |
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |