พิมพ์หน้านี้
|
พนมบาแค็ง แสงสุดท้ายของวัน เซาเหมามาช้าไป 15 นาที พร้อมกับยิ้มแหยๆ ผมมาช้า เซาเหมาพูดพร้อมทำตาแดงๆ เหมือนจะร้องไห้ จริงๆแล้วเพิ่งตื่นแหงมๆ จุดหมายปลายทางของเราในเย็นนี้คือการขึ้นไปดูพระอาทิตย์ลับฟ้าที่พนมบาแค็ง ร่วมกับเพื่อนแปลกหน้า แปลกภาษาที่ไม่มีการนัดกันล่วงหน้า แต่มีใจเดียวกันนับร้อยๆ ชีวิต เราเตรียมยุทโธปกรณ์เต็มอัตตราศึก ทั้งกล้อง แบต และพลังใจ (อันนี้เตรียมมาตั้งแต่อยู่ประเทศไทยแล้วจ้า) เซาเหมาพาเราซื้อบัตรเข้าชมปราสาทซึ่งมีหลายราคาให้เราได้เลือกแล้วแต่ตารางที่วาดไว้ของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น ตั๋วหนึ่งวัน 20 ดอล แลกกับการรีบดู รีบดู และรีบดู แต่สำหรับผู้ชายหยาบๆ อย่างเราสองคน สามวันก็เกินพอแล้วหละ ทันทีที่รถจอด บริเวณจุดจำหน่ายตั๋วเข้าชม เราก็ถูกทักทายด้วยภาษาไทย ทั้งๆ ที่ เรายังไม่ได้พูดอะไรซักนิด สวัสดีขับ ซือตั๋วทางนี้เลย พนักงานหนุ่มเดินมาต้อนรับเราซึ่งขณะนี้นาฬีกาข้อมือบอกเวลาเกือบ 5 โมงแล้ว
นักท่องเที่ยวทยอยขึ้นพนมบาแค็งก่อนที่จะหมดแสง พนักงานคนเดิมพาเรามายืนหน้าตู้จำหน่ายบัตร ให้เรายืนมองกล้องเพื่อถ่ายรูปลงบัตร( ยิ้มได้นะคับ เค้าไม่ลากไปยิงทิ้งแน่นอน เพียงแต่เวลาถูกตรวจบัตร อย่าลืมยิ้มให้เหมือนเดิมด้วยหละ ผมยิ้มซะหน้าบานเลย) และจ่ายเงิน อีกคนละ 40 ดอล เป็นอันเสร็จพิธี บั๊ด หนี่ ใช้ได้สามวัน นะ ขับ วันหนี้ ยัง ไหม่หนับ เข้าดูปาสาท ได ตั้งแต่ตี 5 ถึง 6 โมงเย็น เจ้าหน้าที่คนเดิมอธิบายวิธีใช้งานก่อนที่เราจะลุกลี้ลุกรน ขอบคุณเพื่อเป็นการตัดบทเพราะอยากไปเต็มแก่
บริเวณทางเข้ามีนักดนตรีซึ่งส่วนใหญ่พิการบันเลงเพลงให้ฟัง ทางไปพนมบาแค็งเราจะต้องผ่านหน้าปราสาทนครวัดอันเลื่องชื่อ แว๊บแรกที่เห็น ก็ทำเอาเราขนลุก(ไม่ได้ปวดอึนา) หัวใจเต้นแรงจนแทบกระโดนออกมานอกอก และได้แต่พูดว่า พรุ่งนี้ เจอกันนะจ๊ะ นครวัด
สูงเหมือนกันนะครับ เล่นเอาหอบเลย ผมรอตรงนี้นะ เซาเหมาพูดพร้อมชี้มือไปยังจุดนัดพบ
บันไดแคบและชันมาก ผมดูเบื่อแล้วคับ เออจิงด้วย เค้าคงเบื่อจริงๆ ทางขึ้นเดิมของพนมบาแค็งถูกปิดด้วยเชือกและป้าย เนื่องจากบันไดเกาทรุดโทรมมากก็แหม มีคนเดินขึ้นวันละกี่พันคนหละคิดดู มันจึงเป็นการเสี่ยงเกินไป ที่จะให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นทางเก่า ดังนั้น เจ้าหน้าที่ จึงถางป่าทำทางเดินให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นแทนทางเดิม ซึ่งมันก็ไกลไม่แพ้กัน เฮ้ย ทำไม่มีแต่คนเดินลงวะ พี่ป๊อปหันมาถามไปด้วย วิ่งไปด้วย และหอบแดกไปด้วย เออ ผมตอบได้แค่นี้ เพราะเริ่มหายใจไม่ออก และ หอบแดกยิ่งกว่า ตลอดเวลาที่เราวิ่งบ้างเดินบ้างเพื่อทำเวลาขึ้นไปให้ทันกับดวงอาทิตย์ที่กำลังลง ก็ยังคงมีนักท่องเที่ยวเดินสวนลงมาอีกมากโข จะเราเริ่มกลัวว่าเราจะเสียเวลาปล่าว อีกนิดเดียวเท่านั้น อีกนิดเดียว
จับจองที่นั่งเหมาะๆ เพื่อดูอาทิตย์ลับฟ้า และไม่เกินความตั้งใจ เราเดินกันแค่พอเสื้อเปียก หอบแฮกๆ และขาเริ่มเป๋ เราก็มาถึงยอดพนมบาแค็ง จนได้ นั่นไงข้างหน้าเป็นปราสาทแล้ว
บรรดานักท่องเที่ยวนับร้อยชีวิต ต่างจับจองที่นั่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด สวยที่สุด และโรแมนติกที่สุด บางคนกำลังสาระวนกับการเตรียมอุปกรณ์เก็บภาพอันสวยงามตรงหน้า ในขณะที่หลายคนกำลังมีความสุขกับการนั่งจู๋จี๋กัน ท่ามกลางบรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติก แล้วผมก็ต้องวกกลับมาคิดจนได้ว่า ทำไมตรูต้องมาเจอบรรยากาศโรแมนติกกับมัน (พี่ป๊อป) ทุกที
บันไดขึ้นปราสาทอยู่ตรงหน้าเรา ผมต้องยืนทำใจพักใหญ่ เพราะหลังจากที่มองนักท่องเที่ยวคนอื่น ตะเกียกตะกาย (ต้องใช้คำนี้ครับ ตะเกียกตะกายจริงๆ) เพื่อที่จะขึ้นไปบนปราสาท ที่เป็นจุดชมวิว ด้วยความกว้างของบันไดที่ไม่ถึงคืบ ไม่ใช่อุปสรรคที่จะมาหยุดความอยากของเราได้ เพราะพอรู้ข้อมูลมาบ้างแล้วว่าบันไดขึ้นของแต่ละปราสาทกว้างไม่ถึงคืบ แต่ผมสงสัยว่า ทำไมหนอ? ปราสาทออกจะใหญ่โตมโหฬาร ยังสร้างได้ ก๊ะอีแค่บันไดขึ้นกว้างๆ เนี่ย มันจะเสียเวลาทำแค่ไหนกันเชียวน้อ โอ้ย กลัววว...อย่าผลักกรู
จุดชมวิวอยู่แค่เอื้อม ผมกับเพื่อนหันมามองหน้ากันก่อนจะเริ่มปืนบันไดอายุกว่าพันปี จากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสาม ผมกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ บางขั้นแคบ บางขั้นสูง บางขั้น ทั้งแคบและสูงแถมเอียงอีกต่างหาก ระวังไว้ ระวัง ยังไม่อยากตายที่นี่ ผมปีนไป ท่องไป ขาสั่นไป
ความกลัวไม่ใช่อุปสรรคหากเรามีความอยากเป็นที่ตั้ง และเราก็ทำได้ (ภูมิใจ๊...ภูมิใจ) ผมได้มายืนในที่ที่ผมเคยเห็น และรับรู้ จากภาพถ่ายของคนอื่น บรรยากาศที่เขาเล่าให้ฟังผ่านเวบไซต์ ความรู้สึกมันช่างต่างกันลิบลับ เอาหละได้เวลาทำงานซะที ผมกับเพื่อนควักกล้องออกมาคนละตัว ลั่นชัตเตอร์อย่างเมามัน ทุกมุม ทุกภาพล้วนน่าเก็บน่าจดจำไปซะหมด ดูสิดู มุมโน้นเกาหลีข๊าวขาว โน่นก็ญี่ปุ่นส๊วยสวย สาวจีนก็ใช่ย่อย อืมมม งดงาม เยี่ยม ไร้ที่ติ รกหูรกตาไปหมด โอ้ยย น้ำลายจะไหล ขอเวลาส่วนตัวจมอยู่กับความงดงามรอบข้างสักครู่นะครับ อืมมมม....
พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนเห็นเป็นดวงสีส้มกลมโต เสียงพูดเสียงหัวเราะ ระคนอยู่รอบตัว ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ไม่ใช่ปัญหา มันช่างเป็นบรรยากาศแห่งความสุขเหลือบรรยาย อยากเห็นเหลือเกิน ในวันที่มหานครแห่งนี้ รุ่งเรือง ภาพในวันนั้นจะน่ามองและเป็นสุขสักเพียงใด ตะวันลับฟ้าในเวลานั้น คงงดงามและน่ามองกว่าตะวันลับฟ้าในเวลานี้นับร้อย นับพันเท่ากระมัง
แล้วสิ่งที่ทุกคนรอก็มาถึง แสงสุดท้ายของวันกำลังจะหายไปพร้อมกับดาวฤกษ์สีส้มดวงโตตรงหน้าที่เคลื่อนต่ำลง ต่ำลง ช่างน่าดูเหลือเกิน คำว่าสวยคงยังไม่พอ คำว่าเยี่ยมก็ดูเหมือนจะน้อยไป คำว่างามเหรอ? มันต้องมากกว่านี้ ง้ามมมมมม..........งามมมมมมมม
อาทิตย์สิ้นแสง พระจันทร์ก็ทำงานแทน |
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |