| A BIG HAPPY FAMILY | ||
FUN IN THE SUN! |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||
พิมพ์หน้านี้
|
"คุณแม่ต้องพาลูกไปพบจิตแพทย์แล้วนะ" แพทย์ที่รักษาลูกชายในขณะนั้นบอกดิฉันวันหนึ่ง หลังการรักษาทางกายติดต่อกันมานาน 2 เดือน ที่ลูกอาเจียนและมีอาการปวดศรีษะมาก แต่ก็หาสาเหตุทางกายไม่พบ เมื่อได้ยินคำว่า "จิตแพทย์" ก็ทำไห้ดิฉันเกิดอาการช็อคขึ้นมาทันที หลายสิ่งหลายอย่างประดังประเดเข้ามาในความคิดจนสับสนวุ่ยวายไปหมด ความที่ตนเองเป็นคนไทยที่ยังไม่ชินกับคำนี้ ถึงแม้จะทำงานกับฝรั่งมาเกือบ 20 ปี เห็นฝรั่งจำนวนมากต้องพาลูกกับตัวเองเข้าพบจิตแพทย์จนน่าจะเคยชิน แต่ดิฉันก็ยังไม่ชินกับคำๆนี้ คำว่าจิตแพทย์ แล้วหันมานั่งทบทวนหลายๆอย่างมากมาย คิดโทษตนเองสารพัด คิดโทษตนเองตลอดว่าเราเลี้ยงลูกแบบไหนทำไมเราต้องพึ่งจิตแพทย์ จิตวิทยาพัฒนาการและสารพัดจิตวิทยาก็เรียนมาแล้ว ทำไมเรานำสิ่งที่เรียนมาใช้กับลูกไม่ได้เลยหรือ ความคิดเหล่านี้วกวนมาในสมองอยู่นานเป็นอาทิตย์ จนกระทั่งเจ้านายสังเกตุเห็น จึงถูกเรียกไปคุยซึ่งตอนนั้นเจ้านายรู้แล้วว่าลูกถูกนำส่งเข้าโรงพยาบาลตลอดเวลาสองเดือนที่ผ่านมา เมื่อเจ้านายรู้ว่าดิฉันเครียดเพราะเรื่องนี้เจ้านายเลยบอกว่า "งั้นเอาแบบนี้ก็แล้วกัน ที่ทำงานของเรามีนักจิตวิทยาอยู่ 2 คน เธอไปคุยและเล่าเรื่องของลูกไห้เขาฟังก่อน เล่าไปไห้หมดแล้วดูว่าเขาจะแนะนำอะไรได้บ้าง เธอหายเครียดแล้วค่อยมาว่าเรื่องลูก แต่อย่าปล่อยไห้นาน เพราะเรื่องลูกปล่อยนานไม่ได้นะ แต่ยังไงฉันก็มีความเห็นตรงกับแพทย์ที่บอกว่าลูกของเธอต้องการจิตแพทย์" หลังจากคุยกับนักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่ทำงาน 2 ครั้ง เล่าเรื่องทุกอย่างไห้เขาฟังเขาก็บอกว่า ลูกชายน่าจะมีอาการสมาธิสั้นนะ แต่นี่เป็นการสันนิษฐานเบื้องต้น จริงๆแล้วต้องใช้แบบสอบถาม และต้องได้คุยกับเด็กเองถึงจะสามารถบอกได้ว่าเด็กมีอาการสมาธิสั้นจริงหรือไม่ นักจิตวิทยาคนนี้ต้องการจะช่วยโดยตรงแต่แบบสอบถามของที่ทำงานไม่มีภาษาไทยเลย แล้วคนที่ต้องทำแบบสอบถามก็คือครูที่สอนวิชาหลักของลูกซึ่งเป็นคนไทยล้วน ถ้าจะไห้เอาไปแปลก็เสียเวลาอีก ทุกคนจึงแนะนำว่าพาลูกไปพบจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลจะดีกว่า ตอนนี้ความรู้สึกของดิฉันผ่อนคลายไปบ้างแล้ว แต่ก็ไม่มากนัก ยังไงก็กังวลอยู่ ดิฉันรู้สึกกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายไปด้วยเหมือนกัน เพราะหันไปดูค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลตลอดสองเดือนนั้น เป็นตัวเลข 6 หลักไปแล้ว แต่ตัวนั้นช่างมันเถอะเพราะเราทำประกันสุขภาพไห้กับลูกไว้ที่ทำงาน แต่เราเริ่มเปรียบเทียบแล้วว่า ถ้าพบจิตแพทย์นี่เราต้องจ่ายเองทั้งหมดและต้องพบแพทย์ต่อเนื่องเป็นปี หรือเป็นหลายๆปี เราคนเดียวเราจะรับภาระไหวหรือ มาถึงตรงนี้ก็เครียดอีกแล้ว ความรู้สึกอยากจะร้องไห้มาก แต่ก็ทำไม่ได้ ร้องไห้ที่ทำงานก็ไม่ได้ กลับไปร้องไห้ที่บ้านก็ไม่ได้ กลัวลูกเห็น เราต้องทำตัวเป็นทั้งพ่อและแม่ไห้ลูก ดังนั้นลูกจะเห็นความอ่อนแอของเราไม่ได้ เจ้านายคงยังสังเกตุเห็นว่าเรายังไม่ผ่อนคลายเสียทีเดียวจึงแนะนำไห้เราได้คุยกับหลาย ๆคนที่มีลูกมีอาการสมาธิสั้นเหมือนกัน และพวกเขาเหล่านั้นก็แนะนำเราหลายอย่าง มันทำไห้เรามีความรู้สึกผ่อนคลายไปบ้าง หลังจากนั้นเราจึงตัดสินใจโทรไปที่โรงพยาบาลเพื่อนัดคุยกับจิตแพทย์ และก็ถามทางโรงพยาบาลไปว่าขอด่วนที่สุดได้เมื่อไหร่ (อายุรแพทย์ที่รักษาลูกชายไห้พบจิตแพทย์ที่ทำงานวันอาทิตย์เพราะเป็นจิตแพทย์เด็กโดยตรง) เขาบอกว่าเร็วที่สุดคือวันเสาร์ (ขณะนั้นวันพุธ) เพราะจิตแพทย์ที่นี่มีเฉพาะเสาร์กับอาทิตย์เท่านั้น จันทร์-ศุกร์เขาทำงานที่โรงพยาบาลอื่น ดิฉันเลือกวันเสาร์เพราะเร็วสุด ถ้าหากรอวันอาทิตย์ต้องรอไปอีก 27 วันเพราะจิตแพทย์คนนั้นคนไข้เยอะมากและพักร้อนอีก 1 อาทิตย์ ดิฉันอยากไห้ลูกได้พบแพทย์เร็วๆ จึงต้องเลือกวันเสาร์ เพราะลูกยังทรมาณกับอาการปวดศรีษะไม่หาย ตอนนั้นคิดว่า ช่างเถอะจะเป็นคนใหนก็จิตแพทย์เหมือนกัน ผลสรุปหลังจากคุยกับจิตแพทย์วัแรก ลูกชายไอคิวเกือบ 120 แต่น่าจะมีอาการสมาธิสั้นจริง จากการพูดคุยและไห้เด็กวาดภาพ เด็กเก็บรายละเอียดบางอย่างได้ไม่ครบสมกับวัย นี่คือคำพูดของจิตแพทย์ ดังนั้นคุณแม่ต้องเอาแบบสอบถามไปไห้คุณครูที่สอนวิชาหลัก คือ ภาษาไทย อังกฤษ คณิตศาสตร์ สังคมและวิทยาศาตร์ รวมทั้งผู้ที่ใกล้ชิดกับลูกที่สุดในบ้านทำก่อน ดิฉันก็ต้องรอไปอีก 1 อาทิตย์เพื่อรอแบบสอบถามจากทางโรงเรียนแล้วนำไปไห้คุณหมอ ......... เขียนมาถึงตรงนี้เริ่มเครียดแล้วค่ะ ติดตามตอนต่อไปครั้งหน้านะคะ
|