| A BIG HAPPY FAMILY | ||
FUN IN THE SUN! |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||
พิมพ์หน้านี้
|
และแล้วแบบสอบถามจากทางโรงเรียนและทางบ้านก็ถูกนำไปไห้จิตแพทย์ เมื่ออ่านข้อมูลแล้วท่านก็บอกว่าลูกชายมีอาการสมาธิสั้นเหมือนกับที่สันนิษฐานตั้งแต่ต้น คุณหมอขอคุยกับลูกชายเป็นการส่วนตัวอีก ครั้งนี้ลูกชายมีอาการผ่อนคลายมากขึ้น คุยกันนานมากน่าจะเกือบ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นพยาบาลพาลูกออกไปเล่นจุดที่เป็นของเล่นแล้วดิฉันก็ถูกเรียกตัวเข้าไปคุยแทนลูกชาย ครั้งที่แล้วที่พบคุณหมอดิฉันเล่าถึงสาเหตุที่ทำไห้ลูกมีอาการเช่นไปนี้แล้วคือ หนึ่ง ลูกถูกรุ่นพี่ในรถโรงเรียนข่มขู่ไม่ไห้ไปเล่นกับเพื่อนกลุ่มอื่น ต้องเล่นกับกลุ่มนี้เท่านั้น ซึ่งลูกไม่ชอบวิธีการนี้ สอง เพื่อนรุ่นพี่ในรถเสียงดังมากและบังคับไห้เขาพูดคุยขณะอยู่ในรถแต่เขาอยากพักหลังจากเล่นฟุตบอลเหนื่อยหลังเลิกเรียนทุกวัน และสาม ลูกถูกครูตีและดุโดยไม่ถามสาเหตุก่อนซึ่งทำไห้ลูกไม่ชอบวิธีการแบบนี้อย่างมาก คุณแม่เลี้ยงลูกได้ดีมาก ลูกชายเป็นคนสุภาพมาก มีเหตุผล และรักแม่มาก ครอบครัวดูอบอุ่นถึงเขาจะขาดพ่อ แต่บางครั้งเขาอาจจะเป็นผู้รับมากจนเกินไปเพราะเนื่องจากเป็นเด็กผู้ชายคนเดียวในบ้านและเป็นหลานคนเดียวที่คุณยายเลี้ยงมาตั้งแต่เกิด เช่นทราบว่าเด็กไม่เคยต้องทำอะไรเองแม้กระทั่งหยิบเสื้อผ้า ต่อไปนี้คุณแม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองและคนในบ้านไห้หมด ลูกต้องรู้จักที่จะรับผิดชอบตัวเอง หยิบหาเสื้อผ้าใส่เอง เขา 9 ขวบแล้วนะคุณแม่ พาเขาทำกิจกรรมไห้มาก ไห้เขามีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบบ้าง เช่นหาสัตว์ไห้เขาเลี้ยงและไห้เขาดูแลสัตว์เลี้ยงของเขาด้วยตัวเอง เขาเป็นเด็กอ่อนโยนเขาเลี้ยงสัตว์ได้ พาเขาไปนั่งสมาธิบ้าง เข้าวัดทำบุญ นี่เป็นคำพูดของคุณหมอ คุณหมอเล่าไห้ฟังต่อว่าคุณหมอถามและคุยกับลูกชายหลายเรื่องมากทั้งเรื่องทั่วไป เรื่องทางบ้าน โรงเรียนและทุกอย่างที่เกี่ยวกับลูก คุณหมอยกตัวอย่างสั้นๆว่า หมอถามเขาว่า (ที่จริงคุณหมอเรียกชื่อเล่นของลูกชาย) ที่บอกว่าเพื่อนรุ่นพี่พูดไม่ดีด้วยเพื่อนพูดคำใหน ลูกชายตอบว่า " ผมไม่ขอพูดดีกว่าเพราะเป็นคำไม่ดี ไม่สุภาพ ไม่ชอบพูดและไม่เคยพูด " (จริงๆแล้วลูกชายเล่าไห้แม่ฟังแล้วแต่คงไม่กล้าเล่าไห้หมอฟัง เพราะมันเป็นภาษาพ่อขุนราม และบางคำก็มีสัตว์เลื้อยคลานปนมาด้วย) คุณหมอถามต่อว่า ทำไมหนูไม่บอกแม่ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นคุณแม่จะได้ช่วย ลูกชายตอบว่า " ผมบอกไปแล้ว 2-3 ครั้งเมื่อปี่แล้วแต่เห็นแม่เฉยๆผมเลยไม่พูดอีก ไม่อยากไห้แม่ไม่สบายใจ" ฟังถึงตรงนี้น้ำตาของดิฉันไหลพรากทันที เมื่อปีที่แล้วที่ลูกเล่าไห้ฟังดิฉันคิดว่า ลูกคงเป็นเด็กช่างฟ้องเพราะเขาเป็นคนช่างพูดอยู่แล้ว ดิฉันคิดเองว่าเรื่องแค่นี้ลูกคงแก้ไขเองได้ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าลูกจะถูกกดดันมาตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ดิฉันสังเกตุภายนอกก็ดูว่าเด็กกลุ่มนั้นก็พูดจาดีกับลูกต่อหน้าเราทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่าเด็กเหล่านั้นเป็นเด็กก้าวร้าวอย่างมาก แต่ต่อหน้าเราเขาไม่เคยแสดงออก เราไม่รู้มาก่อนว่าลับหลังมันเป็นคนละเรื่องเลย ถึงตรงนี้ดิฉันคิดได้แล้วว่า ต่อไปนี้จะต้องเอาใจใส่ในคำพูดและความคิดของลูกไห้มากกว่านี้ หลังจากนั้นคุณหมอพูดต่อว่า คุณแม่ก็ทราบสาเหตุแล้วว่าลูกเครียดเรื่องอะไร ต่อไปนี้เป็นหน้าของคุณแม่แล้ว และก็หันมาพูดต่อเรื่องอาการสมาธิสั้นของลูก ดิฉันถามคุณหมอว่าอาการสมาธิสั้นเกิดจากอะไร (ตอนนั้นมืดแปดด้านจริงๆเพราะไม่รู้และไม่เคยศึกษามาก่อน) คุณหมอตอบว่าเกิดจากการที่ร่างกายหลั่งสารเคมีตัวที่จะทำไห้สมองเข้ามาควบคุมสมาธิไม่เพียงพอ ดิฉันถามต่อว่า แล้วทำไมร่างกายถึงหลั่งสารเคมีตัวนี้ออกมาไม่เพียงพอ คุณหมอตอบสั้นๆว่าเป็นปฏิกิริยาทางร่างกายเอง หลังจากนั้นคุณหมอก็บอกถึงตัวยาที่ต้องไห้ลูกทาน และขนาดการใช้ยา และจำนวนที่ต้องใช้ต่อวันต่อครั้งตามปกติ พร้อมบอกถึงผลข้างเคียงของการใช้ยาที่เรียกว่ายาปรับพัฒนาการตัวนี้ (Ritlin) ถ้าสะกดผิดต้องขออภัย ผลข้างเคียงของมันคือ ทำไห้ไม่หิวข้าว นอนไม่หลับ และปวดศรีษะ ดิฉันไม่ได้ไห้ลูกทานยาทันทีเพราะห่วงเรื่องผลข้างเคียง รออยู่ 3 วันจนต้องตัดสินใจไห้ลูกทานยา วันแรก วันที่สองผ่านไปไม่มีอะไร แต่วันที่ 3 ลูกบอกว่าไม่ง่วงซึ่งตอนนั้น 5 ทุ่มแล้ว ซึ่งปกติ 2 ทุ่มเขาก็หลับแล้ว วันต่อมาดิฉันเข้าไปรายงานไห้เจ้านายทราบ (เจ้านายขอไห้รายงานผลเรื่องลูกไห้ฟังตลอด) แต่พอเจ้านายทราบว่าแพทย์สั่งยาก็ทำหน้าไม่สบายใจ แต่ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่บอกว่า เอายาตัวนี้ไปไห้นักจิตวิทยาของเราดูและเล่าอาการของลูกหลังการใช้ยาไห้เขาฟังด้วยนะ อย่าลืม เจ้านายเน้น วันนั้นเองเจ้านายเอ่ยว่า ฉันขอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเรื่องอาการสมาธิสั้นของลูกเธอทั้งหมดนะ ดิฉันเริ่มลังเล แต่เจ้านายบอกว่า ไม่เป็นไรฉันไม่มีปัญหา เธอยังต้องรับภาระค่าเล่าเรียนของเขาและหลานอีก 2 คน ตรงนี้ฉันช่วยนะ ไม่ต้องเป็นกังวล เพราะเธอและหมอก็ยังไม่รู้ว่าลูกต้องหาหมอนานแค่ใหน กี่เดือนกี่ปีก็ยังไม่รู้ แล้วเจ้านายก็เข้ามากอดตามธรรมเนียมฝรั่ง (เจ้านายเป็นหญิงชาวอเมริกัน) หลังจากนั้นดิฉันก็เข้าไปพบนักจิตวิทยาที่ที่ทำงานและนำยาไปไห้เขาดู และเล่าอาการของลูกไห้เขาฟัง เขาฟังและเห็นยาก็แสดงสีหน้าเป็นกังวลและพูดว่า.............อ่านต่อครั้งหน้านะคะ |