| A BIG HAPPY FAMILY | ||
FUN IN THE SUN! |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||
พิมพ์หน้านี้
|
นักจิตวิทยาแสดงสีหน้ากังวลหลังจากที่ดิฉันได้เล่าอาการของลูกชายหลังการใช้ยาไห้ฟัง และดิฉันก็ได้ยื่นยาปรับพัฒนาการ(Ritalin) ที่จิตแพทย์จากโรงพยาบาลสั่งไห้ทาน ไห้ท่านดู แล้วท่านก็เอ่ยว่า . ฉันเป็นนักจิตวิทยา ไม่ใช่จิตแพทย์จึงไม่ชำนาญในเรื่องการใช้ยาแต่ฉันก็รู้ดีว่ายาตัวนี้คือยาปรับพัฒนาการที่ใช้กับเด็กพิเศษแบบนี้ ฉันไม่เคยเห็นด้วยกับจิตแพทย์ที่ไห้เด็กทานยาในทุกกรณี เด็กบางคนต้องการยา แต่เด็กบางคนไม่ต้องการ ฉันมีหนังสืออยู่ 80 เล่มเศษ อยู่บนชั้นหนังสือนี่ หนังสือแต่ละเล่ม บ่งบอกถึงแต่ละสาเหตุที่จะทำไห้การเกิดสมาธิสั้นในเด็กและในวัยรุ่น เธอสามารถยืมไปอ่านได้เลย (ท่านเล่าไห้ฟังดีกว่าเพราะแต่ละเล่มไม่มีภาษาไทยเลย ดิฉันคิดในใจ) ดังนั้นการใช้ยาไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ มันต้องหาสาเหตุที่เกิดแล้วแก้ปัญหาจากสาเหตุนั้นจะถูกต้องกว่า ท่านพูดต่อ
จากที่เธอเล่าไห้ฟังสาเหตุจากการเกิดสามาธิสั้นของลูกเธอนั้นมันเป็นปัญหาจากภายนอก ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากภายใน (Its the External Problem not Internal) (บทสนทนาของเราเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เพราะท่านพูดภาษาไทยไม่ได้เลย) ลูกของเธอถูกกลั่นแกล้งและข่มขู่บนรถและในโรงเรียน แล้วยังไปเจอครูที่ใช้คำพูดแบบไม่มีจิตวิทยาที่โรงเรียนอีก ครูก็ไม่ถามสาเหตุก่อนการทำโทษเด็กอีก และอาจจะมาจากการเลี้ยงดูลูกของเธอด้วย นี่คือสาเหตุความกดดันต่างหาก มันไม่ได้เกิดจากภายในร่างกายเด็กเองหรอก มันต้องแก้ปัญหาตรงนี้ต่างหากถึงจะถูกต้อง . แล้วอีกอย่างที่เธอบอกว่าลูกเธอนอนไม่หลับหลังการใช้ยานี่นะ ฉันเห็นแล้วว่าเขาไห้เด็กทานยาวันละ 3 ครั้ง จริงๆแล้วยาตัวนี้ หลังเที่ยงไปแล้วก็ไม่ควรไห้เด็กทานเพราะมันจะทำไห้เด็กนอนไม่หลับ นี่ทำไมเขาไห้ทานยาตอน เช้า กลางวัน และแถมมีรอบบ่าย 3 โมงอีก แต่เมื่อเขาบอกว่าต้องใช้ยามันก็คงต้องใช้แต่ฉันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ฉันแนะนำไห้เธอโทรไปหาหมอภายในวันนี้เลยนะบอกเขาว่าจะลดการใช้ยาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บอกว่าเธอจะไห้ลูกทานยาตอนเช้าและเที่ยงเท่านั้น หลังเที่ยงไม่ไห้ทานแล้ว แต่ยังไงก็ต้องบอกเขาก่อนเขาจะได้เปลี่ยนข้อมูลการรักษาลูกของเธอด้วย . ดิฉันเริ่มมีอาการเหมือนคนลอยอยู่ในอากาศ นี่ถ้าหากที่ทำงานของดิฉันไม่มีนักจิตวิทยาอยู่ดิฉันจะได้รู้ข้อมูลเหล่านี้มั้ย แล้วถามตัวเองในใจว่าดิฉันเรียนรู้อะไรน้อยไปหรือเปล่า ในชีวิตนี้ดิฉันต้องเรียนรู้ทุกอย่างหรืออย่างไรถึงจะทันโลกและทันโรค ดิฉันตัดสินใจทันทีว่าต้องโทรไปหาหมอเพื่อขอลดยาตามที่นักจิตวิทยาคนนี้แนะนำ . ท่านพูดต่อว่า อีกอย่างเธอรู้แล้วว่าสาเหตุทุกอย่างเกิดจากโรงเรียนเป็นส่วนมาก เธอก็ต้องไปที่โรงเรียนและไปคุยกับครูเขาซะ ไห้เขาจัดการไห้ อีกส่วนก็คืออาจจะเป็นตัวเธอด้วย จัดการกับตรงนั้นซะตรงที่หมอเขาแนะนำมาแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง . จริงๆแล้วดิฉันติดต่อกับทางโรงเรียนและไปคุยกับผู้บริหารโรงเรียนตลอดหลังจากเกิดเรื่องนี้ แต่ทางโรงเรียนไม่ทำอะไรไห้เลย และยังพูดกับลูกชายต่อหน้าดิฉันด้วยว่า แหมเรื่องแค่นี้เองเธอทนไม่ได้แล้วเหรอ แล้วต่อไปถ้าเธอเจอร้ายกว่านี้เธอจะสู้เขาไหวเหรอ ดิฉันตกใจกับคำพูดของผู้บริหารคนนั้นมาก จากอาการที่ลูกชายเดินข้างๆแม่ยิ้มแล้วสวัสดีคุณครูแต่หลังจากได้ยินคำพูดนี้เขาหลบมายืนข้างหลังดิฉันทันทีแล้วจับมือดิฉันจนแน่น ดิฉันไม่คิดว่าท่านจะพูดเช่นนั้นออกไปเช่นนั้น แล้วเขาพูดต่อว่า ไปพบจิตแพทย์แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ดิฉันรู้สึกโกรธมากวันนั้น . ในขณะที่การไปพบจิตแพทย์ครั้งนี้ดิฉันและคนรอบข้างไม่ได้เล่าไห้ลูกชายฟังทั้งหมด ได้แต่บอกเขาว่าจะมีคุณหมออีกคนมาช่วยรักษาคุณหมอคนนี้จะช่วยทำไห้หนูหายจากอาการปวดศรีษะและอาเจียนที่เป็นอยู่ ลูกชายกลัวมาก เขากลัวว่าเขาจะเป็นอะไรรุนแรงจึงตั้งคำถามบ่อยว่า แม่ผมเป็นอะไร ผมจะหายมั้ย ผมจะตายมั้ย ทุกคนแม้กระทั่งจิตแพทย์เองก็มีวิธีการที่พูดแล้วทำไห้เขาสบายใจ แม้กระทั่งที่โรงพยาบาลเองก็ไม่ติดป้ายหน้าห้องด้วยว่านี่เป็นแผนกอะไรและห้องของท่านก็อยู่ตรงกันข้ามกับแพทย์อีกคนที่รักษาทางกายไห้ลูกชาย เปิดประตูมาก็เจอกัน . ทุกๆคนพยายามทำไห้คิดว่าเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรมากไปกว่าการเจ็บป่วยเหมือนคนทั่วไปที่ต้องหาหมอ เพียงแต่บอกเขาว่า หมอแต่ละคนก็ชำนาญกันคนละด้านนะลูกดังนั้นหนูต้องหาหมอเพิ่มอีกคน เพราะว่าคนนี้เขาถนัดเรื่องอาการปวดศรีษะในเด็ก นี่คือสิ่งที่ดิฉันบอกลูก ไม่คิดเลยว่าลูกต้องมารู้ความจริงจากปากผู้บริหารของโรงเรียนคนนี้ ดิฉันรู้เลยว่าเมื่อถึงบ้านลูกชายจะตั้งคำถามมากมายถึงเรื่องนี้เพราะเขาเป็นเด็กช่างซัก ช่างถามอยู่แล้ว . เอาหละดิฉันคิดว่าต้องทำอะไรซักอย่างแล้วหละ ถ้าไม่งั้นลูกคงไม่หายจากอาการนี้แน่นอน....อ่านต่อครั้งหน้านะคะ |