| A BIG HAPPY FAMILY | ||
FUN IN THE SUN! |
||
|
View All |
||
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
ดิฉันคิดอยู่นานมากก่อนตัดสินใจโทรกลับบ้านที่ต่างจังหวัดเพื่อคุยกับคุณแม่อีกครั้งเรื่องย้ายลูกไปเรียนที่ต่างจังหวัด คิดถึงลูกก็คิด แล้วจะทำยังไง ร้องไห้แล้วร้องไห้อีก ในที่สุดก็บอกแม่ว่า ไห้พ่อไปคุยกับอาจารย์ใหญ่ที่โรงเรียนในหมู่บ้านไห้ด้วย ดิฉันเป็นห่วงว่าเขาจะไม่รับเพราะเป็นช่วงกลางเทอม และลูกไม่ได้สอบเก็บคะแนนเลย เพราะอยู่โรงพยาบาลตลอดสองเดือน กลัวว่าทางโรงเรียนนั้นจะคิดว่าเราจะไปสร้างภาระไห้เขา เพราะคุยกับโรงเรียนที่ กทม แล้วเขาบอกว่าคงลำบาก คงต้องรอไห้ปิดเทอม 1 ไปก่อน ไม่เช่นนั้นก็ลำบากทั้งครููและเด็ก คุณแม่ไห้ดิฉันคุยกับคุณพ่อ ท่านพูดว่าลูกจะกังวลไปทำไม ลืมไปแล้วหรือว่าครอบครัวของเราเป็นคนบริจาคที่ดินเพื่อสร้างโรงเรียนแห่งนี้ และพ่อเป็นคนพาชาวบ้านสร้างอาคารชั่วคราวไห้โรงเรียนนี้ แล้วถึงได้โอนไห้กระทรวงศึกษาธิการทีหลังนะลูก ดิฉันลืมไม่ได้คิดเรื่องนี้ มานึกได้ทีหลังว่าระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการจะไห้โรงเรียนพิจารณาเด็กที่มาจากครอบครัวที่อุปถัมภ์หรือเคยอุปถัมภ์โรงเรียนมาก่อนเป็นกรณีพิเศษ พ่อพูดต่อว่าแต่ไม่เป็นไร พ่อไปพูดไห้ก่อนก็ได้ เพื่อความสบายใจของลูก แล้วสายวันรุ่งขึ้นคุณพ่อโทรมาบอกว่า ทางอาจารย์ใหญ่ไห้ย้ายมาได้เลย เรื่องเด็กไม่ได้สอบกลางภาคไม่เป็นไร เดี๋ยวจะไห้ครูทางนี้จัดการไห้ แต่จริงๆแล้วถ้าหากเด็กเครียดมากไห้เอาเด็กออกมาเรียนที่นี่ก่อนแล้วย้ายตามทีหลังก็ได้ เพราะกว่าเอกสารจะเสร็จมันก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ เอกสารมันเยอะเรื่องการย้ายเด็ก อาจารย์ใหญ่ฝากข้อความมาถึงดิฉัน.......ดิฉันดีใจจนพูดไม่ออก วางหูแล้วดิฉันก็โทรไปที่โรงเรียนของลูกบอกว่าขอย้ายลูกไปต่างจังหวัด แล้วแจ้งชื่อโรงเรียนและที่อยู่โรงเรียนใหม่ไป แล้วบอกว่าจะไปรับเอกสารวันหลัง คุณครูทางนี้ก็งงว่าทางโน้นรับได้อย่างไรในเมื่ออยู่ระหว่างกลางภาคเรียนและเด็กก็ไม่ได้สอบกลางภาคเลยขณะที่คนอื่นสอบไปหมดแล้ว ดิฉันตอบไปว่า ไม่เป็นไรหรอก นั่นเป็นปัญหาของดิฉันและโรงเรียนใหม่ ขอไห้คุณครูทำเอกสารย้ายไห้ก็พอแล้วแล้วดิฉันจะไปรับเอกสารตามวันนัด กว่าจะได้เอกสารดิฉันก็ต้องติดต่อหลายรอบเพราะคนเซ็นต์เอกสารไม่อยู่ ดิฉันต้องรอไปอีก 1 อาทิตย์ ในที่สุดดิฉันไปรับเอกสารวันอังคารของอาทิตย์ถัดไป ตอนนั้น 11 โมงเช้า ดิฉันขอรับลูกกลับบ้านไปด้วย ดิฉันบอกลูกว่า แม่ย้ายไห้หนูไปเรียนที่ต่างจังหวัดแล้วนะลูก วันนี้แม่มารับลูกกลับบ้านเร็วแต่ที่เหลือวันพุธ พฤหัสบดี และวันศุกร์หนูกลับมาเรียนที่นี่ก่อนนะ แล้วไปเริ่มที่ใหม่วันจันทร์หน้าก็แล้วกัน แต่ลูกตอบว่า ลูกขอนะแม่ 3 วันนี้ลูกขออยู่บ้านไม่มาเรียนเลยดีกว่า แล้ววันจันทร์หน้าลูกจะไปเรียนที่โรงเรียนใหม่เลย ดิฉันสงสารลูกเลยยอมตามใจเขาในที่สุด โชคดีที่หลานสาวซึ่งเรียนอยู่มัธยม อยู่ในช่วงหยุดเพราะโรงเรียนมีกิจกรรม ก็เลยมีคนอยู่เป็นเพื่อนเขา ไม่น่าเชื่อเลยว่าลูกชายจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าการย้ายเขาออกจากที่โรงเรียนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง...... เย็นวันนั้นเมื่อดิฉันมาถึงบ้าน เขายื่นจานข้าวผัดที่มีไข่เจียวโรยหน้ามาไห้แล้วบอกว่า ลูกทำไห้แม่นะ แต่ดูซิ.......ดิฉันเหนื่อยจนลืมเรื่องเล็กน้อยแบบนี้......หยิบจานข้าวแล้ววางบนโต๊ะแล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้าซะเฉย.....ลูกหันไปหยิบจานข้าวมาไห้อีกแล้วพูดว่า แม่ไม่ดีใจเหรอที่ลูกทำข้าวผัดไว้ไห้ แม่ไม่ขอบใจลูกเลยเหรอ......ดิฉันนึกได้ทันทีแล้วหันมากอดเขาแล้วบอกว่า แม่ขอโทษลูก แม่ร้อนเลยอยากจะเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน (จริงๆแล้วเป็นคำแก้ตัวมันไม่ใช่ฤดูร้อนซักหน่อย) ดิฉันขอบคุณลูก กอดเขาแล้วหอมแก้มเขา แล้วเริ่มทานข้าวผัดของเขา เขาหันไปหยิบน้ำหวานที่เขาชงเองแล้วแช่ไว้ในตู้เย็นมาไห้อีก ดิฉันถามว่า....หนูเคยทำข้าวผัดเหรอลูก อร่อยนะ ที่โรงเรียนสอนเหรอ เขาตอบว่า เขาถามพี่สาวของเขาวันนั้นเองว่าทำอย่างไร และใส่เครื่องปรุงอะไรบ้าง แล้วก็ทำไห้แม่ อยากทำไห้แม่ทาน ลูกรักแม่นะ ลูกเห็นแม่ทำงานเหนื่อยก็เลยอยากทำอาหารไห้แม่ทานบ้าง (จริงๆแล้วลูกชายเรียกชื่อเล่นของตนเองแทนคำว่าลูก) ดิฉันทำงานมาก และต้องรับผิดชอบมากจนลืมเรื่องเล็กๆ น้อยๆไปเลยจริงๆ แล้วดิฉันก็หันมาทบทวนตนเองดูว่าต่อไปนี้ต้องระวังพฤติกรรมตนเองไห้มากกว่านี้ ต้องสนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ กับคนในครอบครัวและคนรอบข้างไห้มากกว่านี้ รู้สึกเสียใจจริงๆที่ปล่อยไห้ลูกต้องทวงคำขอบคุณจากแม่แบบนี้ แล้วก็ถึงวันจันทร์.......วันที่ลูกต้องเรียนที่โรงเรียนแห่งใหม่ ดิฉันไปส่งลูกถึงมือครูประจำชั้นและคุยกันถึงเรื่องนี้ คุณครูประจำชั้นคนนั้นพูดว่า คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เราจะดูไห้เอง ในห้องก็มีเด็กแบบนี้คนหนึ่งเหมือนกัน ต้องพบจิตแพทย์ทุกเดือน แต่สาเหตุของการเกิดสมาธิสั้นของเด็กคนนั้นคือเขาช็อคจากการที่ได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์ เราเข้าใจดี ดิฉันเคยได้ยินคำว่า ยกภูเขาออกจากแต่ไม่เคยประสบด้วยตัวเอง ดิฉันเพิ่งประสบด้วยตัวเองวันนั้นเอง แค่มีคนเข้าใจสถานะการณ์ของเรา เราก็พอใจแล้ว มันช่วยได้มากแล้ว เรื่องการรักษาเป็นเรื่องของดิฉันกับคุณหมอ แต่แค่ครูที่สอนลูกเข้าใจก็พอแล้ว ดิฉันก็เลียบเคียงถามคุณครูมากเหมือนกันว่าเขาเข้าใจคำว่าสมาธิสั้นแค่ใหน ดิฉันก็อธิบายไปมากเหมือนกัน มันไม่ใช่แค่ความสามารถในการควบคุมสาธิได้น้อยอย่างเดียว ความสามรถทางการสื่อสารด้านภาษาก็ลดลงด้วย เช่นครูพูดออกมา หนึ่งร้อย เด็กอาจจะรับได้เพียง 70-80 ดิฉันขอร้องว่า ถ้าสั่งการบ้านขอไห้เขียนลงสมุดไห้เด็ก เพราะลูกรับคำสั่งได้ไม่ครบทำไห้จดไม่ทัน ทำงานไม่ทัน และขอร้องเรื่องที่ลูกไม่ได้สอบจากโรงเรียนเก่า และงานเก่ายังไม่ได้ส่ง ขอไห้คุณครูเริ่มไห้เขาใหม่ทั้งหมด คุณครูบอกว่าไม่มีปัญหา และเรื่องการบ้านไม่ต้องเป็นห่วง เราไม่ไห้เด็กเอาการบ้านไปทำที่บ้าน เพราะต่างจังหวัดผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลเรื่องการบ้าน ทุกคนต้องทำงานไห้เสร็จในห้องเรียนและโรงเรียน คุณแม่ไม่ต้องห่วงหรอก ดิฉันรู้สึกโล่งใจจริงๆ แล้วดิฉันก็ฝากแบบสอบถามไว้กับคุณครู แบบสอบถามจากจิตแพทย์ถูกส่งไปที่โรงเรียนและที่บ้านทุกเดือนเพื่อไห้คุณครูที่สอน 5 วิชาหลักและคนใกล้ชิดในบ้านทำเพื่อที่คุณหมอจะได้ดูการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมและพัฒนาการในตัวเด็ก เพื่อช่วยในการรักษา มาดูกันครั้งหน้านะคะ ว่าพัฒนาการและพฤติกรรมของลูกชายจะออกมาในรูปใดเมื่อดิฉันเปลี่ยนสภาพแวดล้อมไห้เขา...........
|