พิมพ์หน้านี้
|
คัมภีร์ไบเบิล (BIBLE) : การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า
มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า (มัทธิว 4:4) บทนำ ความสำคัญของคัมภีร์ไบเบิลต่อมนุษย์ (ชาวคริสต์) ถ้าเปรียบอาหารที่บำรุงหล่อเลี้ยงให้ร่างกายมีความสมบูรณ์แข็งแรงแล้วละก็ ข้อความทุกคำ (พระวจนะของพระเจ้า) ในคัมภีร์ไบเบิลก็เปรียบเสมือนอาหารที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวคริสต์ ซึ่งปัจจุบันแม้ศาสนาคริสต์จะแตกแยกออกไปเป็นหลายนิกาย แต่ไม่ว่าจะเป็นนิกายใดก็ตาม ในเรื่องของการให้ความสำคัญกับคัมภีร์ ไบเบิลนั้นมิได้ลดน้อยหรือแตกแยกกันไปเลย คัมภีร์ไบเบิล สำหรับผู้ที่ได้อ่านหรือลองสัมผัสด้วยการดูแบบผิวเผินทั่วไปดูแล้ว อาจเป็นเพียงหนังสือหนึ่งเล่มที่มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประเทศ ชนชาติ) อิสราเอลรวมเข้าไปอยู่ด้วย คือตั้งแต่ก่อนคริสต์ศักราชหลายพันปี และเป็นเรื่องราวของมนุษย์ผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า เยซู ที่เป็นศาสดาของศาสนาคริสต์ซึ่งนับตั้งแต่คริสต์ศักราช 1 จนถึงปัจจุบัน เรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิล เป็นเรื่องความเชื่อตั้งแต่การกำเนิดของโลกประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอลที่เป็นชนชาติที่ได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้าแล้ว ก็ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับข้อคำสอนที่ได้รับการถ่ายทอดจากพระเจ้าโดยศาสดาของศาสนาคริสต์ และนับตั้งแต่ศาสนาคริสต์มีการเผยแพร่ศาสนาออกไปทั่วโลกแล้ว ทำให้เกิดการรวมรวมเรื่องราวของพระเจ้า และข้อคำสอนในรูปของคัมภีร์ไบเบิล จากตัวแทนผู้บอกเล่าหรือผู้สื่อสารกับพระเจ้าเพียงบุคคลเดียว สู่การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าได้โดยตรงโดยผ่านคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งนับตั้งแต่คริสต์ศักราชในช่วงต้น ๆ จวบจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 2,000 กว่าปีแล้ว ที่มนุษย์ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นเครื่องมือการสื่อสารระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ที่เรารู้จักกันก็คือคัมภีร์ ไบเบิลนี้ ความเป็นอมตะของคัมภีร์ไบเบิลจากระยะเวลาอันยาวที่ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ และมีแพร่หลายไปในทุกชนชาติ ทุกภาษาทั่วโลก และในทุกๆ ข้อความ ทุกถ้อยคำ และทุกความหมายที่มนุษย์จำนวนเป็นพันล้านคนรับรู้ ให้ความสำคัญ และสามารถสื่อความหมายได้เข้าใจตรงกัน คัมภีร์ไบเบิลจึงเป็นเครื่องมือของการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ มารู้จักคัมภีร์ไบเบิลกันก่อน ก่อนที่จะพูดหรือเล่าเรื่องราวในเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิล เรามาทำความรู้จักคัมภีร์ไบเบิลให้มากกว่านี้ก่อน บางท่านอาจรู้เพียงผิวเผิน หรือบางคนอาจเคยได้ยินชื่อแบบผ่านไปหรือพอจำได้เท่านั้น ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ (2522 : 60)กล่าวว่า คัมภีร์ไบเบิลเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนายูดายและศาสนาคริสต์ อาจนับได้ว่าเป็นคัมภีร์ที่มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติอย่างยิ่งยวด สำหรับผู้ที่นับถือศาสนาทั้งสอง คัมภีร์ไบเบิลมีบทบาททางศาสนาเป็นประการสำคัญ เพราะถือเป็นการแสดงให้ประจักษ์ของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์ คัมภีร์ไบเบิลได้รวบรวมเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งทั้งสังคมของชาวยิว และชาวคริสต์มองเห็นว่าเป็นที่มาแห่งชีวิตของพวกเขา นอกจากนั้นยังได้รวมถึงรายละเอียดของสิ่งที่พึงกระทำและพึงละเว้น เพื่อให้ผู้ที่เชื่อถือได้ยึดเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต ทั้งชาวยิวและชาวคริสต์เมื่อเกิดความคับขันขึ้นในชีวิตส่วนตัวมักจะหันเข้าหาคัมภีร์ไบเบิลเป็นที่พึ่ง โดยยังกล่าวต่อไปอีกว่าความสนใจในคัมภีร์ไบเบิลมิได้จำกัดเฉพาะชาวยิวและชาวคริสต์ที่เคร่งศาสนาเท่านั้น พวกที่ไม่สนใจศาสนาก็อ่านคัมภีร์นี้ การศึกษาคัมภีร์ในเชิงวรรณคดี ก็ยังปรากฏว่าเป็นหลักสูตรที่ศึกษากันในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทั่วไป ผู้ที่อ่านคัมภีร์ไบเบิลหลายคน แม้ว่าจะไม่มีศรัทธาเป็นพื้นฐาน ก็ยังสามารถเข้าถึงความไพเราะและพลังของภาษาที่ปรากฏในคัมภีร์ ไบเบิลเป็นอย่างดี นอกจากนี้ความรู้ในคัมภีร์นี้ ยังปูพื้นฐานให้ผู้อ่านมีความสามารถเข้าใจวรรณคดีอื่น ๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะผลงานทางวรรณคดีซึ่งได้รับอิทธิพลของคัมภีร์ไบเบิล เช่น ผลงานของดังเต และมิลตัน เป็นต้น คำว่า Bible มาจากภาษาละตินและกรีกว่า Bibila แปลว่า หนังสือหลายเล่ม (The Books) เป็นคำพหูพจน์ของคำว่า Biblion คัมภีร์ไบเบิลมีกำเนิดมาจากการเขียนขึ้นของมนุษย์โดยการดลใจจากพระเจ้า (Inspiration) เป็นคัมภีร์ซึ่งชาวคริสต์ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระวาจาของพระเจ้า (The Word of God) และการเรียกชื่อว่าคัมภีร์ไบเบิลเช่นนี้ เพราะว่าในคัมภีร์ไบเบิลประกอบด้วยหนังสือหลายเล่มรวมกันเข้าเป็นเล่มเดียว สำหรับชาวคริสต์มีความเชื่อว่า คัมภีร์ไบเบิล (Bible) เป็นหนังสือที่บรรจุพระวาจาของพระเป็นเจ้าโดยที่พระเจ้าเองทรงมีความต้องการที่จะเปิดเผยให้มนุษย์ได้รู้จักพระองค์ เป็นข่าวดีแห่งความรอดของพระองค์ต่อมนุษย์ทุกคน มนุษย์จะทราบและรู้จักพระเป็นเจ้าได้ ก็จะต้องรู้จักอ่าน หรือศึกษาจากพระคัมภีร์ โดยที่มนุษย์จะต้องร่วมมือกับพระองค์ และปฏิบัติตามพระวาจาเพื่อจะได้บรรลุถึงหนทางแห่งความรอด นอกจากนี้ยังมีผู้กล่าวถึงคัมภีร์ไว้ว่า เป็นคำสั่งสอนของพระเจ้าหรือที่เรียกว่า พระวจนะ ซึ่งพระเจ้าได้ประทานพระวจนะให้แก่มนุษย์โดยผ่านผู้ที่พระองค์ทรงเรียกใช้หลายคนในเวลาหลายพันปีที่ผ่านมาเพื่อมนุษย์ทั้งหลายจะได้ประพฤติตาม และในที่สุดก็ได้กลายมาเป็นแก่นของคริสต์ศาสนาที่เรากำลังทำความรู้จักกันนี้ พระวจนะที่สืบทอดมาถึงเราในทุกวันนี้อยู่ในรูปของหนังสือเล่มหนึ่งที่เป็นคัมภีร์หลักของศาสนา หนังสือนั้นก็คือ พระคริสตธรรมคัมภีร์ (The Holy Bible) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า คัมภีร์ไบเบิล เจริญ วรรธนะสิน (2544 : ) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิลในหนังสือ ไขปริศนา ฤาจะถึงกาลสิ้นยุค ซึ่งเป็นหนังสือที่ค้นหาปริศนาธรรม คำพยากรณ์ต่าง ๆ ที่อยู่ในคัมภีร์ นำมาบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ไว้ว่า พระคัมภีร์ไบเบิลจัดได้ว่าเป็นเอกสารหนังสือสำคัญเก่าแก่ที่สุดในโลกที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับกำเนิดของมนุษย์ การดำเนินชีวิตของมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า จุดจบวาระสุดท้ายของสังคมมนุษย์ ไปจนถึงแผ่นดินโลกใหม่ แผ่นดินสวรรค์ที่ความเป็นธรรมดำรงอยู่ได้โดยปราศจากการรบกวนล่อลวงของซาตาน มีคนกล่าวกันว่า พระคัมภีร์ไบเบิลเป็นห้องสมุดอยู่ในตัว ถ้อยคำกว่า 800,000 คำ ล้วนแต่บันทึกโดยศาสดาบัณฑิตร่วมสมัย ทุกยุคที่รวบรวมมาไว้ในเล่มเดียวกันตลอดระยะเวลาร่วม 3,000 ปีที่ผ่านมามีการคัดลอกสืบทอดอย่างประณีตบรรจงที่สุด เพราะศาสดาพยากรณ์กับมนุษย์ที่เป็นคริสเตียน ยิว ยูดาห์ ต่างเชื่อว่าทุกอักษร ทุกบรรทัดเป็นพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า พระเทพวิสุทธิเมธี (2528 : 92) ศาสนาคริสเตียนก็ถือว่า พระคัมภีร์นั้นเขียนด้วยการดลใจ ของพระจิตของพระเป็นเจ้าเอง แม้เป็นที่รู้กันอยู่ว่า พระคัมภีร์เกี่ยวกับพระเยซูนี้ ก็เพิ่งจะเขียนเมื่อปีที่ 41 แห่งคริสตศักราช คือว่าหลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว 9 ปี ก็มีสาวกชื่อ มัทธาย มาระโก เป็นต้นเขียนขึ้นมา ส่วนคัมภีร์เก่าก่อนนั้น คัมภีร์ของพวกยิว ซึ่งเป็นตอนต้นของคัมภีร์ไบเบิลนั้น ก็ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนโดยตรง รวมกันแล้วเป็นคัมภีร์ทั้งหมดของคัมภีร์คริสเตียนที่เรียกว่า พระคัมภีร์ไบเบิล คัมภีร์ไบเบิล เป็นการเขียนและรวบรวมขึ้นโดยใช้เวลาหลายศตวรรษ โดยเขียนเป็น 3 ภาษาด้วยกัน คือ ภาษาฮีบรู ภาษาอาราเมค และภาษากรีก ผู้เขียนก็มีตั้งแต่คนเลี้ยงแกะไปจนถึงพระเจ้าแผ่นดิน ผู้มีการศึกษามาก จนถึงผู้ที่แทบจะไม่มีการศึกษาเลยทีเดียว เพลงสดุดีมีบางส่วนซึ่งเป็นบทกวีที่มีความลึกซึ้งในเชิงวรรณคดีเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่บางตอนของพงศ์กษัตริย์ เป็นบทร้อยแก้วธรรมดาเท่านั้น สำหรับบทสรปของคัมภีร์ไบเบิล นิภา เมืองรัตน์ ให้ทัศนะไว้ว่า พระคัมภีร์ไบเบิล คือ พยานหลักฐานของความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ซึ่งได้ดำเนินมาในประวัติศาสตร์ ในรูปแบบของพันธสัญญา พันธสัญญาเดิมคือ ความสัมพันธ์เดิมระหว่างพระเจ้ากับอิสราเอล พันธสัญญาใหม่ เริ่มเมื่อพระเยซูทรงปรากฏมา ประกาศอาณาจักรพระเจ้า ถวายชีวิตเป็นบูชาพลี นำมนุษย์กลับสู่วิถีแห่งความชอบธรรม สาวกที่เชื่อถือในพระองค์ได้เป็นพยานและนำ พระวรสาร นี้ไปประกาศทั่วโลก คงเห็นได้ว่าบรรดาชาวคริสต์ถือว่า เป็นพระเจ้าเองที่ทรงเป็นผู้นิพนธ์พระคัมภีร์ โดยพระเจ้าเองที่ทรงทำงานชิ้นนี้ผ่านทางมนุษย์ เพราะมนุษย์จะติดต่อกันด้วยคำพูด หรือทางภาษา พระเจ้าจึงใช้วิธีเดียวกัน โดยเลือกบุคคลให้เขียนสิ่งที่พระองค์มีพระประสงค์จะบอกให้รู้ ผู้เขียนพระคัมภีร์จึงเป็น เครื่องมือ ของพระองค์ในการเขียน โดยมี พระจิตเจ้า เป็นผู้แนะนำพวกเขาให้เขียนแต่ความจริง การนำนี้เรียกว่า การดลใจของพระเจ้า จากการดลใจนี้เอง ทำให้เรามั่นใจได้ว่า ทุกขั้นตอนในพระคัมภีร์ ไม่มีข้อผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อ หรือข้อประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิล ในหนังสือเนชั่นแนลจีออกราฟิค ฉบับเดือนธันวาคม 2544 ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับจำนวนประชากรในโลกและการนับถือศาสนาไว้ค่อนข้างละเอียด โดยจะขอสรุปให้เห็นภาพ กว้าง ๆ ดังนี้ -จากจำนวนประชากรในโลกทั้งหมดมีประมาณ 6,000 ล้านคน (ในจำนวนนี้มีจำนวนผู้ชายน้อยกว่าจำนวนผู้หญิงเล็กน้อย) -โดยจำนวนประชากรประมาณ 3,900 ล้านคนนับถือศาสนาใหญ่ ดังนี้ 1.จำนวน 2,000 ล้านคน นับถือศาสนาคริสต์ 2.จำนวน 1,300 ล้านคน นับถือศาสนาอิสลาม 3.จำนวน 600 ล้านคน นับถือศาสนาฮินดู 4.จำนวน 390 ล้านคน นับถือศาสนาพุทธ 5.จำนวน 1,700 ล้านคน นับถือศาสนาอื่น ๆ เล็ก ๆ เฉพาะกลุ่ม จากข้อมูลเบื้องต้น จะเห็นได้ว่า ศาสนาคริสต์ มีจำนวนประชากรในโลกนับถือมากที่สุด และไม่ว่าจะนิกายไหนก็ให้ความสำคัญกับคัมภีร์ไบเบิลเหมือนๆกันเพราะข้อความเชื่อที่ว่า คัมภีร์ไบเบิล คือ คำสั่งสอนของพระเจ้า เรียกว่า พระวจนะ พระเจ้าได้ประทานพระวจนะให้แก่มนุษย์โดยผ่านผู้ที่พระองค์ทรงเรียกใช้หลายคนในเวลาหลายพันปีที่ผ่านมาเพื่อมนุษย์ทั้งหลายจะได้ประพฤติตาม และในที่สุดก็ได้กลายมาเป็นแก่นของคริสต์ศาสนา โดยพระวจนะที่สืบทอดมาถึงจนถึงทุกวันนี้อยู่ในรูปของหนังสือเล่มหนึ่งที่เป็นคัมภีร์หลักศาสนา หนังสือนั่นก็คือ คัมภีร์ไบเบิล สำหรับเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลย้อนกลับไปนับหมื่นปี ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่า คัมภีร์ไบเบิล เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลกเล่มหนึ่ง จากสถิติที่สุดในโลกที่รวบรวมโดยหนังสือ กินเนส บุ๊ค คัมภีร์ไบเบิลเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในโลก ประมาณกันว่ามียอดขายในระหว่างปี ค.ศ.1815-1975 ถึง 2,500 ล้านเล่ม คัมภีร์ไบเบิลนอกจากเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในโลกแล้ว ยังถูกแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากที่สุดในโลกอีกด้วย จากสถิติในปี ค.ศ.1993 คัมภีร์ไบเบิลฉบับเต็ม ถูกแปลเป็นภาษาต่าง ๆ 337 ภาษา ส่วนการแปลบางส่วนแบบไม่เต็มนั้นมากถึง 2,062 ภาษา ภาษาเหล่านี้ยังรวมถึงภาษาพื้นเมือง ที่ออกไปเผยแพร่ความเชื่อทั่วโลก และนอกจากคัมภีร์ไบเบิล จะได้รับตำแหน่งหนังสือขายดีที่สุดในโลกแล้ว ยังเป็นหนังสือที่ขายช้าที่สุดในโลกอีกด้วย โดยคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับแปลโดย เดวิด วิล กินส์ จากภาษาคอปติก เป็นภาษาละติน จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัย ออกซ์ฟอร์ด ในปี ค.ศ.1716 ด้วยยอดพิมพ์ 500 เล่ม และวางขายอยู่นานถึง 191 ปี จึงจะขายหมด และคัมภีร์ไบเบิลฉบับที่พิมพ์เก่าแก่ที่สุดจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในปี ค.ศ.1591 มีข้อมูลจากเวป http://www.thaicrc.org ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิลไว้ในเรื่องของความเชื่อถือเกี่ยวกับพระคัมภีร์ , ความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์ , การมีพระคัมภีร์ในครอบครอง และการอ่านพระคัมภีร์ ดังนี้ - ความเชื่อถือเกี่ยวกับพระคัมภีร์ *6 ใน 10 คน ของประชากรวัยผู้ใหญ่ยอมรับว่าพระคัมภีร์เป็นคำสอนที่ถูกต้องสมบูรณ์ (2000) *ชาวผิวดำมากกว่าชาวผิวขาวที่ยอมรับว่าพระคัมภีร์เป็นคำสอนที่ถูกต้องสมบูรณ์ (64% เทียบกับ 41%) (2000) *13% ของคนในกลุ่ม ผู้บังเกิดใหม่ ไม่ยอมรับว่าพระคัมภีร์เป็นคำสอนที่ถูกต้องสมบูรณ์ (2000) *เกือบครึ่งหนึ่งของครัวเรือนอเมริกัน (45%) ยอมรับว่าพระคัมภีร์เป็นคำสอนที่ถูกต้องสมบูรณ์และเป็นคำสอนที่เชื่อถือได้ (1994) *1 ใน 5 คน ของประชากรวัยผู้ใหญ่ (18%) เห็นว่าบางส่วนของพระคัมภีร์ ได้แก่บัญญัติ 10 ประการไม่เหมาะกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน (1992) *2 ใน 3 (73%) เชื่อเรื่องการอัศจรรย์ในพระคัมภีร์ (1994) - ความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์ *มีความเข้าใจที่ผิดพลาดหลายประการเกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1994) *4 ใน 10 คน (38%) เชื่อว่าพระคัมภีร์ทั้งหมดถูกเขียนขึ้นหลังสมัยของพระเยซู (1994) *2 ใน 3 คน (62%) รู้ว่า พระธรรม อิสยาห์ อยู่ในพันธสัญญาเดิม ในขณะที่ 1 ใน 10 คน (11%) คิดว่าอยู่ในพันธสัญญาใหม่ และ 1 ใน 4 คน (27%) ไม่รู้เลยว่าอยู่ที่ไหน (1994) *มี 12% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ที่คิดว่าภรรยาของโนอาร์คือ โจน ออฟ อาร์ค (1997) *1 ใน 6 คน (16%) เชื่อว่ามีพระธรรม โธมัส ที่เขียนโดยอัครทูตโธมัส ส่วนอีก 1 ใน 3 คน ไม่แน่ใจว่ามีหนังสือดังกล่าว (1994) *ครึ่งหนึ่งของประชาชนอเมริกัน (49%) เชื่อว่าพระคัมภีร์สอนว่าเงินทองเป็นรากแห่งความชั่ว 1 ใน 3 คนไม่เห็นด้วย คำสอนที่ถูกต้องก็คือ การรักเงินทองเป็นมูลเหตุของความชั่ว (1994) *56% ของชาวอเมริกันเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือการดูแลเอาใจใส่ครอบครัว (1997) *8 ใน 10 คน ของคนในกลุ่ม ผู้บังเกิดใหม่ เห็นด้วยที่ว่าพระคัมภีร์สอนว่าพระเจ้าจะทรงช่วยคนที่ช่วยตนเองก่อน (1997) - การมีพระคัมภีร์ในครอบครอง (1993) · ในกลุ่มครอบครัวมีพระคัมภีร์เฉลี่ย 3 เล่ม/ครอบครัว (1993) · เกือบทุกบ้านในอเมริกามีพระคัมภีร์อย่างน้อย 1 เล่ม รวมถึงคนที่ไม่เป็นคริสเตียนและพวกที่ไม่เชื่อในเรื่องพระเจ้า (1993) - การอ่านพระคัมภีร์ · สถิติการอ่านพระคัมภีร์ในสัปดาห์ที่สำรวจ
· การอ่านในแต่ละช่วงอายุ (2000)
· ประมาณ 75 ล้านคนของประชากรวัยผู้ใหญ่ (42%)ที่ยอมรับว่าการอ่านพระคัมภีร์เป็นสิ่งสำคัญ (1997) · พระคัมภีร์ฉบับ KJV (King James Version) เป็นฉบับที่ได้รับความนิยมมากกว่า NIV ในอัตราส่วน 5: 1 (1997) · ในกลุ่มผู้ที่อ่านพระคัมภีร์จะใช้เวลาในการอ่านโดยประมาณ 52นาที/สัปดาห์ (1997) · การอ่านพระคัมภีร์เองหรืออ่านด้วยกันในครอบครัวในแต่ละสัปดาห์แบ่งตามกลุ่ม (1994)
· การอ่านพระคัมภีร์อ่านด้วยกันในครอบครัวในแต่ละสัปดาห์แบ่งตามกลุ่ม (1994)
จากข้อมูลที่ได้รับมา เราอาจจะเห็นได้ว่าการเชื่อในพระคัมภีร์ เมื่อมีการสำรวจในรูปของข้อมูลจะเห็นว่าประมาณครึ่งหนึ่งที่อาจจะไม่ได้สนใจมากนัก ตรงนี้ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นในเรื่องของพฤติกรรม แต่ทางด้านจิตใจแล้วละก็เราไม่อาจวัดออกมาในรูปของข้อมูลได้เลย คัมภีร์ไบเบิล (BIBLE) : การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า คัมภีร์ไบเบิล เป็นหนังสือหรือบันทึกที่รวบรวมพระวาจา คำพูด ของพระเจ้าที่เขียนไว้เพื่อสั่งสอนและให้ข้อเตือนใจแก่มวลมนุษย์ ซึ่งเราอาจเรียกได้ว่า คัมภีร์ไบเบิล เป็นสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า หรืออีกนัยหนึ่ง คัมภีร์ไบเบิล เป็นสิ่งที่มนุษย์รวมรวมและพัฒนาขึ้นเพื่อตนเองจะได้มีความใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งที่มนุษย์เชื่อว่าอาจจะเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ต้องการให้มีสิ่งที่คอยย้ำเตือนในเรื่องคำสอนของพระองค์ให้แก่มวลมนุษย์ รูปแบบของการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าในยุคแรก ๆ ที่เราสังเกตได้ และเป็นยุคที่เริ่มมีการบันทึกอย่างแท้จริง คือ ในสมัยที่ชาวอิสราเอลตกเป็นทาสอยู่ในประเทศอียิปต์ โมเสสเป็นผู้ถือสารจากพระเจ้า และนำพาชาวอิสราเอลหลุดพ้นจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ สู่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ คือประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน โดยโมเสสจะเป็นผู้ที่ติดต่อรับสารจากพระเจ้าในภารกิจต่าง ๆ ที่กระทำ และต่อจากนั้นมีการบันทึกออกมาในรูปของแผ่นหิน ที่เรารู้จักกันคือ บัญญัติ 10 ประการ การสื่อสารในยุคของโมเสสกับพระเจ้าเป็นลักษณะ การสื่อสารแบบการถ่ายทอด (Transmission Model)
เราจะเห็นได้ว่าการสื่อสารระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ยังไม่มีสิ่งที่เป็นบันทึก หรือหลักฐาน มีเพียงแต่ถ้อยคำที่ถ่ายทอดผ่านทางประกาศก (ผู้ที่ติดต่อกับพระเจ้า) หรือสมัยนั้นคือ โมเสสนั่นเอง โดยพระเจ้าจะถ่ายทอดถ้อยคำหรือสารผ่านมายังโมเสส และโมเสสจะเป็นผู้ถ่ายทอดสารหรือข้อความนั้นสู่ชาวอิสราเอล หลังจากนั้น เมื่อเกิดการบันทึก ครั้งแรกในรูปแบบของการบันทึกในแผ่นหิน หนังสัตว์ กระดาษ จนมนุษย์มีความพยายามที่จะให้ตนมีความใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น เพราะหลังจากที่ศาสนาคริสต์เกิดขึ้นแล้ว อำนาจของศาสนจักรมีมากในการควบคุมมนุษย์ ทั้งในเรื่องความคิด การใช้ชีวิต เหตุผลเพราะมนุษย์มีความเชื่อในพระเจ้า แต่มนุษย์ไม่สามารถที่จะติดต่อกับพระเจ้าผ่านคำสอนได้ด้วยตนเอง ต้องผ่านพระสงฆ์ ผู้นำศาสนาเท่านั้น ซึ่งในสมัยก่อนบรรดาผู้นำ หรือผู้แทนศาสนา คิดถึงแต่ความคงอยู่ในอำนาจของตน จึงพยายามปิดกั้นความคิดของมนุษย์ให้เชื่อฟังแต่แนวทางของตน ซึ่งมนุษย์เองก็ไม่สามารถรู้ถึงข้อคำสอนที่แท้จริงทั้งหมด จนกระทั่ง ค.ศ.1453 ที่คัมภีร์ไบเบิลมีการพิมพ์ครั้งแรก โดยกูเตนเบิร์ก ทำให้มนุษย์สามารถที่จะเข้าใจ และสื่อสารกับพระเจ้าได้ด้วยตนเองมากขึ้น โดยทุกคนสามารถมีคัมภีร์ไบเบิลในห้องนอน ในบ้าน สามารถมีไว้ส่วนตัว ในยามที่ตนเองต้องการอ่าน ภาวนา หรือนัยหนึ่งก็คือการติดต่อสื่อสารกับพระเจ้า เราจะเห็นได้ว่ามนุษย์พยายามที่จะพัฒนาการติดต่อสื่อสารกับพระเจ้า โดยใช้เทคโนโลยีชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือ คัมภีร์ไบเบิล จากแนวคิดเรื่องพัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสาร Federick Williams(1982) ได้ให้แนวคิดเรื่องการปฏิวัติการสื่อสาร ซึ่งในแต่ละช่วงอาจใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน เมื่อเราลองศึกษาถึงยุคต่าง ๆ ของเทคโนโลยีการสื่อสารเราก็จะเห็นว่าการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้ามีการพัฒนาไปด้วยเช่นกัน โดยสามารถเปรียบเทียบกันได้ดังนี้
เราจะเห็นได้ถึงความพยายามของมนุษย์ในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร และในทำนองเดียวกันกันทางด้านจิตใจ ศาสนา ความเชื่อ มนุษย์เองก็พยายามที่จะให้ตนเองใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้นด้วยเช่นกัน จึงมีการพัฒนาคัมภีร์ไบเบิลในรูปแบบต่าง ๆ จนถึงปัจจุบัน ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ (2522 : 86) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสำคัญของพระคัมภีร์ในสมัยการที่มีการแยกออกมาจากคาธอลิกเป็นนิกายลูเธรัน ของมาร์ติน ลูเธอร์ ว่า เพราะสมัยนั้น พระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือสำหรับประชาชนธรรมดาสามัญ ต้องมีความรู้สูงอ่านภาษาละตินได้ และได้รับอนุญาตพิเศษจึงจะอ่านหนังสือพระคัมภีร์ได้ ลูเธอร์ต้องการให้ทุกคนอ่านและพบพระเจ้าในพระวาจาของพระองค์ ในเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ได้กล่าวไปตอนต้นแล้วว่า คัมภีร์ไบเบิล นั้นเปรียบได้กับเทคโนโลยีการสื่อสารชิ้นหนึ่งที่มนุษย์ใช้ความพยายามในการพัฒนา เพื่อที่ตนเองจะได้เข้าใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น ความเป็นคัมภีร์ไบเบิลนั้นมีความน่าอัศจรรย์ที่น่าศึกษา ในเรื่องที่ว่าคัมภีร์ไบเบิล จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ใช้เวลาหลายพันปี ไม่ว่าจะถูกนำไปพัฒนาในรูปแบบไหน ในปัจจุบันก็ยังคงอยู่และมีการพัฒนาต่อไป โดยนอกจากจะผ่านระยะเวลาอันยาวนานแล้ว คัมภีร์ไบเบิลไม่อยู่กระจุกตัวอยู่แค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น คัมภีร์ไบเบิลมีการกระจายไปทั่วทุกมุมโลก เมื่อมิชชันนารีไปเผยแพร่ศาสนา ณ ที่ใดก็ตาม แน่นอนว่าจะต้องนำคำสอนของพระเจ้าไปเผยแพร่ด้วยเช่น และคำสอนของพระเจ้านี้ก็บรรจุอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล จึงไม่น่าแปลกใจเวลาว่าทำไมคัมภีร์ไบเบิลในปัจจุบันจึงมีการการแปลไปหลายภาษา และกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก อาจจะแตกต่างก็ตรงที่จำนวน เพราะบางพื้นที่รับการเผยแพร่น้อย บางพื้นที่ก็ยอมรับการเผยแพร่มาก เสรี พงศ์พิศ (2529 : 120) หนังสือเล่มนี้ได้รับการพิมพ์เป็นครั้งแรกโดยกูเทนเบอร์ก ที่เมืองไมนส์ในเยอรมนีในปี 1450 และเพียง 50 ปีแรกมีการพิมพ์เพิ่มถึง 100 ครั้ง ปัจจุบันมีการแปลออกเป็นภาษาต่าง ๆ เกือบทุกภาษาในโลก จากทฤษฎีเทคโนโลยีสื่อสารเป็นตัวกำหนด โดยแนวคิดที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับการอธิบายเครื่องมือสื่อสารหรือเทคโนโลยีการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า หรือที่เราเรียกกันว่าคัมภีร์ไบเบิลนั้น จากแนวคิดของ H. Innis แห่งสำนัก กาญจนา แก้วเทพ (2545 : 115) ได้กล่าวถึงประวัติของ Innis ไว้ดังนี้ Innis เป็นนักวิชาการที่ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา , เป็นนักคิดท่านแรกในกลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่สนใจพลังการผลิตด้านเทคโนโลยีทางการสื่อสารในช่วงแรก ๆ โดยผลงานของ Innis ที่เริ่มเขียนผลงานสำคัญ ๆ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น หนังสือชื่อ Empire and Communications (1950) และ The Bias of Communication (1952) ได้ให้รายละเอียดไว้น่าสนใจ สำหรับแนวคิดสำคัญของ Innis ที่เกี่ยวข้องกับพลังในการผลิตด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่มีความสัมพันธ์กับคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งก็เป็นผลมาจากพลังในการผลิตด้านเทคโนโลยีการสื่อสารของมนุษย์เช่นกัน โดยแนวคิดสำคัญของ Innis ได้ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างอารยธรรมของสังคมกับแบบวิถีของการสื่อสาร ที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เช่น เมื่อมีการเปลี่ยนเทคโนโลยีการบันทึกจากแผ่นหิน มาเป็นการบันทึกบนกระดาษปาปิรุส อำนาจทางการเมืองและการปกครองก็ได้เปลี่ยนมือจากกษัตริย์มาเป็นกลุ่มพระและนักบวช หรือในกรณีของสังคมกรีก เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารยังเป็นระบบปากต่อปาก ผสมกับระบบตัวเขียนที่ยังไม่มีมาตรฐานแน่นอน และใช้การคัดลอกทำให้พระและนักบวชสามารถผูกขาดระบบการอบรมบ่มเพาะสมาชิกในสังคมได้ แต่เมื่อเกิดระบบการพิมพ์จากกลุ่มสื่อมวลชน การผูกขาดนี้ก็ล่มสลายไป เป็นต้น จากแนวคิดข้อแรกนี้ ถ้าเราวิเคราะห์ในเรื่องของคัมภีร์ไบเบิล ก็อาจเรียกได้ว่าตรงมากเลยทีเดียว เพราะการพัฒนาคัมภีร์ไบเบิลกว่าจะมาถึงในรูปแบบในปัจจุบัน วิวัฒนาการของคัมภีร์ไบเบิลก็มาจากแผ่นหิน (บัญญัติสิบประการ) จนมีการบันทึกในกระดาษ มีผู้นำหรือว่าเผ่าของชาวอิสราเอลที่จะเป็นผู้อ่านคัมภีร์ และเป็นผู้ที่จะสื่อสารกับพระเจ้าได้เท่านั้น จนกระทั่งเกิดการพิมพ์มนุษย์สามารถมีพระคัมภีร์ไว้ส่วนตัวของแต่ละคน การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าก็เกิดความใกล้ชิดมากขึ้น กาญจนา แก้วเทพ (2545 : 116) เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารเกิดการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติอีกครั้งหนึ่งจากการเขียนมาเป็นการพิมพ์ เทคนิคการพิมพ์ได้ส่งผลสะเทือนให้เกิดการท้าทายอำนาจของระบบราชการจากศูนย์กลางแบบจักรวรรดิ์ เทคโนโลยีแบบใหม่ได้โค่นล้มความคิดเรื่องจีกรวรรดิ์ และสร้างแนวคิดใหม่เรื่องชาติ การส่งเสริมสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิปัจเจกนิยม เพราะเมื่อมีการพิมพ์ทุกคนก็มีโอกาสจะได้เป็นเจ้าของหนังสือต่าง ๆ ด้วยตนเองได้แล้ว สำหรับแนวคิดในเรื่องของมิติของการเปลี่ยนแปลง Innis ให้ความสนใจเรื่อง มิติของเวลา(time) และมิติของพื้นที่ (space) โดยเสนอว่ารูปแบบเทคโนโลยีการสื่อสารในแต่ละยุคจะเน้นหนักด้านเวลาและพื้นที่แตกต่างกัน เช่น รูปแบบเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคกรีกจะเน้นความยั่งยืนยาวนานของกาลเวลา แต่ในยุคของโรมันจะเน้นการแผ่ขยายพื้นที่มากกว่า แต่ถ้าเราพูดถึงในแง่ของการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า เราอาจจะเห็นได้ถึงความอัศจรรย์ของคัมภีร์ไบเบิลที่แม้ว่าจะผ่านกาลเวลาไปนานเท่าใด แต่ข้อความเชื่อ ถ้อยคำทุกคำ ในคัมภีร์ไบเบิล ยังเป็นข้อคำสอนให้กับชาวคริสต์ได้ทุกยุคทุกสมัย โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากนัก โดยที่ชาวคริสต์สามารถเข้าใจได้ในความหมายเดียวกัน นอกจากนี้เรื่องของพื้นที่ คัมภีร์ไบเบิลเองก็มีการแปลออกไปหลายภาษา มีชาวคริสต์ที่เชื่อถ้อยคำในคัมภีร์ไบเบิลกระจายอยู่ทั่วโลก บทสรุป ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความเชื่อ คัมภีร์ไบเบิลที่เป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ก็ยังจะคงอยู่และพัฒนาไปในรูปแบบต่าง ๆ ตามที่มนุษย์ต้องการให้เป็น เพื่อความสะดวกในการที่มนุษย์จะได้ติดต่อสื่อสารกับพระเจ้า เอกสารอ้างอิง กาญจนา แก้วเทพ. สื่อสารมวลชน ทฤษฎีและแนวทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3,กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ศาลาแดง, 2545. กีรติ บุญเจือ. หลักความเชื่อของชาวคริสต์คาทอลิก (คริสต์ศาสนาภาคแรก).กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, 2529. เจริญ วรรณธนะสิน. ไขปริศนา ฤาจะถึงกาลสิ้นยุค. พิมพ์ครั้งที่ 6, กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, 2544. ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์. ศาสนาคริสต์. กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2522 นิภา เมืองรัตน์. ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการสื่อสาร ความทันสมัย และความเชื่อ ความศรัทธา และการปฏิบัติศาสนกิจของคริสตชนคาทอลิก.วิทยานิพนธ์ปริญญา นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขานิเทศศาสตรพัฒนาการ ภาควิชาการประชาสัมพันธ์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541. พระเทพวิสุทธิเมธี. ใจความแห่งคริสตธรรมเท่าที่พุทธบริษัทควรทราบ. กรุงเทพมหานคร สวนอุศมูลนิธิ, 2528 เสรี พงศ์พิศ. ศาสนาคริสต์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เอดิสัน, 2529
ปลาพะยูน |