พิมพ์หน้านี้
|
สวัสดีค่ะ ขอออกตัวก่อนว่า ถึงแม้ภาคเช้าปูแมวจะเข้าอบรมช้ากว่าเวลาที่กำหนดกว่าครึ่งชั่วโมง เพราะมีธุระด่วนในตอนเช้า และแม้จะมีอาการตาแห้งเพราะผจญแสงจ้า ๆ มาทั้งวัน ... แต่เนื้อหาในภาคเช้านี้ ก็ควรยกให้ไปเลย 1 หน้ายาว ๆ ... ความจริงปูแมวตั้งใจจะรวบรัดสรุปผลการอบรมทั้งวันที่ 3 และ 4 ในวันพรุ่งนี้ ... แต่เพราะ "น้องชายตัวเล็กในจินตนาการ" หรือ "น้องจร" ของพวกเรา ถามปูแมวว่า "ไม่เห็นพี่ทำการบ้านแล้วก็อัพเดทบล็อกเลยครับ" ... หลังจากที่ปูแมวโทร.ไปเล่าบรรยากาศในการอบรมในวันที่ 4 ให้น้องฟัง เพราะน้องไม่สามารถมาอบรบกับเราได้ ... ปูแมวก็เลยต้องปลุกตัวเองจากความเมื่อยล้า มาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ... ภาคเช้าของวัน 3 พ.ค. 51 ซึ่งเป็นการอบรมวันที่ 3 พี่จอยของพวกเราได้ทำหน้าที่ "คุณครูศุนันทวดี อุทาโย" หรือ "คุณครูจอย" ในการบรรยายให้พวกเราทราบเกี่ยวกับ "รายการสดแบบสื่อสาร 2 ทาง (Interactive)" ที่มีทั้งการสื่อสารกับผู้ชมและการสื่อสารกับแหล่งข่าวหรือผู้ถูกสัมภาษณ์ (แขก) ... ซึ่งคุณสมบัติของนักสื่อสารที่ดีนั้น ผู้ส่งสารต้องมีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการสื่อสาร และมีความรับผิดชอบอย่างสูงต่อสิ่งที่พูด รับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเอง โดยการระวังคำพูดและคิดทุกคำที่พูด ... "ยอมรับผิดได้ อายก็เป็น" ... ซึ่งจะต้องสร้างความไว้วางใจในตัวเราให้กับแขกด้วย ... ส่วนฝ่ายผู้รับสารจะต้องมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะวิเคราะห์และเชื่อถือข่าวสารนั้น ๆ ซึ่งการที่จะสามารถสื่อสารได้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องคำนึงถึงผลตอบกลับ (Feed Back) ... ถ้าได้ผลตอบกลับตรงตามจุดประสงค์ คือ พูดรู้เรื่องและผู้รับรับสารตรงจุดประสงค์ที่เราต้องการสื่อสาร ก็แสดงว่า เราะประสบความสำเร็จในการส่งสาร แต่หากผู้รับรับสารไม่ตรงจุดประสงค์ของเรา คือ พูดรู้เรื่องแต่ผลตอบกลับไม่ตรงจุดประสงค์ นั่นแสดงว่า การสื่อสารประสบความสำเร็จเพียงครึ่งเดียว หรือ ล้มเหลว! ... แต่เราจะได้รับผลตอบกลับหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการทำ 10 วินาทีแรกของการสื่อสารให้ผู้ชม ... ถ้าเราสามารถทำได้ดี โดยยึดหลัก "ออกตัวอย่างแรงเหมือนรถสปอร์ต แต่ขับให้นิ่ม" และ "พูดช้า ๆ แต่ใช้คำพูดให้คม และสื่อสารทางแววตา" ... ก็จะทำให้เราสามารถตรึงผู้ชมหรือคนดูให้อยู่กับเรา ... ไม่กดรีโมทเปลี่ยนช่อง! ... คุณครูจอยยังได้กล่าวถึง "ผู้ประกาศสไตล์เนชั่น" ว่า 1) ควรมีจข้อมูลแน่น มีความรู้เรื่องข่าวนั้นเป็นอย่างดี หรือต้องเชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างน้อย 1 เรื่อง โดยที่เรื่องนั้นๆ จะต้องเป็นประโยชน์กับงาน ... ซึ่งการที่จะได้มาซึ่งความรู้และข้อมูลนั้น เราต้อง อ่าน อ่าน และอ่าน เท่านั้น ... ไม่มีทางลัด! ... 2) สามารถนำเสนอได้อย่างตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม เข้าใจการสื่อสาร ตระหนัก แล้วสื่อสารให้ได้ผลด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงผู้ชมทุกกลุ่ม 3) มีบุคลิกดี มีความน่าเชื่อถือ ทำงานได้ทุกรูปแบบ กล้าที่จะแตกต่าง 4) ปฏิบัติกับแหล่งข่าวอย่างเท่าเทียม และ 5) ไม่ทำตัวเป็นผู้แสวงหาประโยชน์จากงานข่าว ซึ่งก็คือการมีจรรยาบรรณหรือความเป็นกลางของสื่อนั้นเอง ... โดยข้อสุดท้ายนี้ คุณครูจอยให้ทัศนะว่า "ยากแต่ก็ไม่เกินความสามารถ" เพราะที่เนชั่นจะ "ไม่ทานข้าวกับแหล่งข่าว" ... ซึ่งข้อนี้ เป็นความแตกต่างจากสำนักข่าวอื่น ๆ ... นอกจากนั้นคุณครูจอยได้ให้ข้อเสนอแนะว่า "ความท้าทายสื่อมวลชนในทศวรรษหน้า" จะมีการแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะการแข่งขันกันที่ความลึกของข่าว ต้องมีความรวดเร็ว มีคุณภาพ และประสิทธิภาพด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม กล่าวคือ การผลิตข่าวที่ต้นทุนต่ำ แต่ยังเน้นคุณภาพ ... และประเด็นต่อมาก็คือ ความแตกต่างของ "ผู้ประกาศ พิธีกร พิธีกรข่าว พิธีกรสัมภาษณ์ ผู้ดำเนินรายการ โฆษก และ MC (Master of Ceremonies) ... เพราะแม้จะมีฟังก์ชันในการทำงานคล้ายกัน แต่ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ... ซึ่งผู้ที่มาสร้างความกระจ่างให้กับเพื่อน ๆ ในห้องก็คือ "พี่โม่" พี่ใหญ่ของพวกเรา "คุณพัฒน์" และ "คุณสาริน" ... โดยที่ผู้ประกาศ จะพูดคนเดียว มองแค่กล้อง ถูกบังคับด้วยสคริป์และท่าทาง ... แต่การเป็นผู้ประกาศที่ดีของเนชั่น คือ การเป็นผู้สื่อข่าวด้วย ซึ่งจะทำให้ไปได้ไกลกว่าคนที่มีประเด็นดีแต่พูดไม่เก่ง ... ผู้ดำเนินรายการ พูดคนเดียว แต่ก็มี "Phone - In" และภาพ "Insert" ช่วย และสามารถนอกสคริปต์ได้บ้าง แต่ต้องอยู่ในเนื้อหา และต้องเรียงร้อยรัดข้อมูลทุกอย่างให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด ... และ MC จะเป็นการพูดที่เน้นข้อมูลของสินค้า น้ำเสียงที่ดึงดูดและชักชวนให้เข้ามาดูสินค้า และจะมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการสร้างความสนใจและชักจูงผู้ชมมากกว่า ... และพวกเราก็ได้ความกระจ่างมากขึ้นอีกเมื่อคุณครูจอย ได้สาธิตให้เราดู ซึ่งข้อสรุปที่ได้ คือ "ความแตกต่างของแต่ละส่วนงาน จะอยู่ที่กาลเทศะ ภาษากาย บุคลิกภาพ การใช้น้ำเสียง และโทนเสียง ซึ่งแต่ละส่วนงานก็จะมีความชัดเจนอยู่ในตัว" จากนั้นก็มาถึงการบ้านของพวกเรา ... การบ้านของเราในวันที่ 3 คุณครูจอยให้พวกเราถามตัวเองว่า "คุณคือใคร และคนอย่างคุณเป็นคนอย่างไร?" และ "คุณจะเป็นคนทีวีอย่างไร?" ... และก็เช่นเดิม เราจะต้องตอบคำถามนี้ลงในบล็อกของพวกเรา ... ซึ่งครูจอยบอกว่า "การเขียนบล็อก เป็นการฝึกการเรียบเรียงข้อมูลในสมองวิธีหนึ่ง" ... และถ้าอยากรู้คำตอบของปูแมว ก็ต้องติดตามกันต่อไปนะคะ และสิ่งที่พวกเราควรทำนอกเหนือไปจากการบ้านก็คือ "การฝึกตัวเอง" ทั้งการอ่านให้มาก การคิดตามประเด็นข่าวนั้น ๆ แล้วรวบรวมออกมาเป็นเรื่องราว ... ซึ่งการฝึกอ่านนี้ เราควรหัดอ่านโดยการอัดเสียงตัวเองไว้ฟัง แล้วขยายไปสู่การอ่านให้คนอื่นฟัง แล้วประเมินตัวเองบ่อย ๆ แต่เราต้องเปิดใจกว้างและยอมรับความเป็นจริงในคำวิจารณ์นั้น ๆ และลองสังเกตคนในจอ แล้วประเมินเพื่อทำให้ดีขึ้นกว่านั้น แต่ภาคเช้าของเรายังไม่จบเพียงเท่านี้ค่ะ เพราะคุณครูนิธินันท์ ยอแสงรัตน์ ได้กล่าวถึง "ความเข้าใจผิดในความเป็นกลาง" เสริมจากการอบรมในวันที่ 2 โดยกล่าวว่า "ความเป็นกลางไม่ใช่การอยู่คนเดียวโดดเดี่ยว แต่หมายความว่า รู้ความจริงในสิ่งที่เป็นจริง แต่ไม่ใช่เหมารวมความคิดว่า ถ้าสิ่งนี้เป็นอย่างนี้แล้วสิ่งนั้นจะเป็นอย่างนั้น เพราะถ้าคิดเช่นนั้น เราจะมองไม่เห็นภาพความเป็นจริงและภาพกว้าง ๆ อย่างกรณีการปฏิบัติต่อแหล่งข่าวอย่างเท่าเทียม เราจะมีแต่ความสงสารอย่างเดียวไม่ได้ เพราะจะขาดความนับถือแหล่งข่าว ซึ่งแท้จริงแล้วแหล่งข่าวก็เป็นคนคนหนึ่งที่มีความน่าเคารพและมีความหยิ่งในเกียรติของความเป็นมนุษย์ของเขาไม่ต่างจากเรา" และยังกล่าวด้วยว่า "เกี่ยวกับการเมือง ถ้าสื่อไม่เป็นกลาง จะกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" นอกจากนี้ คุณครูนิธินันท์ยังได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับอิทธิพลของสื่อ ที่ทำให้เกิด "กรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในลวันดา" ... โดยสื่อที่ชักนำให้เกิดกรณีดังกล่าวคือ "สื่อวิทยุ" ... สื่อที่ราคาถูกและเข้าถึงง่ายที่สุดในลวันดา ... และยังย้ำด้วยว่า แม้จะมีการเลือกข้างในบางกรณี แต่การเลือกข้างนั้นต้องเป็นไปอย่างถูกต้องและมีข้อมูลในกาสนับสนุนในการเลือกข้างนั้น และอย่าไปวิจารณ์โจมตีอีกฝ่ายด้วยความรุนแรง กลับมาพบกับการสรุปผลการอบรมวันที่ 3 ในภาคบ่าย ได้ใหม่ในวันพรุ่งนี้ค่ะ ปูแมว |
| รูปไปงานช่อ 56 | ||
เป็นครั้งแรกที่ได้ไปงานช่อ ... และก็คงเป็นครั้งสุดท้าย เพราะรู้สึกตัวเองแก่เหลือเกิน กับงานที่มีแต่หนุ่ม ๆ สาว ๆ ... เป็นความทรงจำที่ดีค่ะ |
||
|
View All |
||