พิมพ์หน้านี้
|
สวัสดีค่ะ ก่อนจะตอบคำถาม "แล้วคุณจะเป็นคนทีวีอย่างไร?" ปูแมวก็ต้องทำการบ้านของวันที่ 4 ซะก่อน วันที่ 4 ของการอบรม ตรงกับวันที่ 4 พ.ค. 51 ... วิทยากรภาคเช้าของวันที่ 4 ทั้ง 2 ท่าน เป็น "ไอดอล" ของพวกเราหลาย ๆ คน ... คุณครูของเรา 2 ท่านนี้คือ "คุณครูจอมขวัญ หลาวเพ็ชร" และ "คุณครูธีระ ธัญไพบูลย์" กับหัวข้อ "การสัมภาษณ์แบบ คม ชัด ลึก" ...
เพื่อน ๆ หลายคนบอกว่า "ที่มาอบรมก็เพราะเห็นชื่อคุณจอมขวัญ/คุณธีระ นี่แหละ" ... และปูแมวก็ขอสารภาพตรงนี้ว่า ที่ยอมมาสมัครอบรมหลังจากที่คุณพ่อหว่านล้อมซะนาน ก็เพราะชื่นชอบผลงานคุณครูธีระนี่แหละ หุหุ (อ๊ายอาย) ... ส่วนคุณครูจอมขวัญนั้น ปูแมวเริ่มหลงเสนห่ห์ ก็ตอนสัมภาษณ์ "คุณรินดา" เจ้าของร้านทำผม ค่ะ ... ยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้เป็นเลสเบี้ยน ... แต่รบกวนให้สังเกตกันนิดนึงค่ะว่า "คนข่าวของเนชั่นทั้งหญิงและชาย มีเสน่ห์ชวนติดตามดูผลงานหรือไม่?" ... ถ้าจะถามปูแมว ก็คงต้องบอกว่า คนข่าวเนชั่น "งามพิศ" ค่ะ ... ต้องติดตามถึงจะรู้ และเมื่อรู้ตัวอีกที ก็หลงเป็นแฟนรายการไปโดยไม่รู้ตัว ^___^ ถ้าพูดถึงการสัมภาษณ์ คุณจะนึกถึงบรรยากาศแบบไหนคะ ... น้ำตาท่วมจอ การปะทะคารมกันดุเดือด หรือเสียงหัวเราะครื้นเครง ... คุณครูเผยบอกกับเราไปแล้วเมื่อการอบรมวันที่ 3 ว่า "เราไม่ใช่ผู้กำกับ" เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องให้คนที่เราสัมภาษณ์ (แขก) ต้องมีอากัปกิริยาขนาดนั้น ... การอบรมวันที่ 4 ก็เช่นกัน คุณครูทั้ง 2 ท่าน ไม่ให้เราไปควบคุมอากัปกิริยาของแขก แต่ให้ "คุมเกมการสัมภาษณ์" ... ยังไงหรือคะ ... ก็ถ้าแขกเป็น ส.ส. หรือผู้สมัครใด ๆ ก็ตาม ที่กำลังหาเสียงกันอยู่ เราก็อย่าเปิดช่องให้เค้าหาเสียง ... และเราก็ต้อง "ยิ้มสู้" ในทุกสถานการณ์ " ... คำถามไหนที่ "แรง" การยิ้มจะช่วยลดทอนอารมณ์ของแขกได้ ... แต่ไม่ใช่ "ยิ้มอย่างคนไร้สติสมประดี" ... ยิ้มนั้นต้องออกแนวรู้ทันค่ะ ... และคำถามไหนที่ต้องการคำตอบจริง ๆ แต่แขกตอบเบี่ยงไปบ่ายมา เราก็ต้อง "จ้องตา" ค่ะ ... การหลบตาคืออาการที่แสดงออกถึงความไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง คุณครูธีระเล่าประสบการณ์การทำงานให้พวกเราฟังว่า "เคยถูกขู่ว่า ถ้าถามไม่ดีก็จะด่า ... แก้ด้วยการไม่เปิดช่องให้ด่า" ... อดนึกไม่ได้ว่าถ้าเป็นตัวเอง ไม่รู้จะ "สติแตก" รึเปล่า ... "สติ" สำคัญเสมอในการเป็น "คนข่าวเนชั่น" และคุณครูธีระยังเสริมด้วยว่า ในการสัมภาษณ์แบบ "ตั้งวงทอล์ก" บางทีแขกที่เป็นคนธรรมดา ๆ (ที่ไม่ได้ออกกล้องเป็นอาจิณ) ก็จะตื่นกล้อง "ผมจะคุยเรื่องสบาย ๆ คุยอบ่างเป็นกันเองกับเค้าก่อน ให้เค้ารู้สึกว่าเราเป็นเพื่อน เป็นการลดช่องว่าง เพื่อละลายพฤติกรรม" นอกจากนั้น คุณครูจอมขวัญยังเตือนพวกเราว่า "ควรระวังความสนิทสนมกับแหล่งข่าว (ที่หมายถึงเคยเจอและสนิทสนมกันมาอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน) เมื่ออยู่ในหน้าที่ก็ต้องสัมภาษณ์อย่างจริงจัง" ... อดนึกถึงคำพูดของแม่บุญธรรมไม่ได้ ที่มักจะเตือนว่า "หน้าที่คือที่หน้า ... ไม่ว่าเราจะเป็นอะไร แต่เมื่ออยู่ในหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด" การสัมภาษณ์แบบตั้งวงทอล์ก มีเรื่องยากชวนปวดหัวอยู่เหมือนกันค่ะ ... ยิ่งช่วงเลือกตั้ง ถ้าเราสัมภาษณ์พรรคใดพรรคหนึ่งเพียงพรรคเดียว มันเป็นความล่อแหลม และก็เท่ากับว่าเรา "ไม่เป็นกลาง" ... แต่ถ้าแขกมาได้พรรคเดียวจริง ๆ ก็มีวิธีแก้ค่ะ ... "เราก็พูดว่าเราได้ติดต่อไปแล้ว แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มา และพูดย้ำ ๆ เมื่อมีโอกาส" ... แต่นั่นหมายถึง ก่อนหน้านั้นเราได้พยายามติดต่อไปแล้ว แต่เค้าไม่มาจริง ๆ ... คุณครุจอมขวัญบอกพวกเราเช่นนั้น ... และอีกวิธีหนึ่งที่คุณครูทั้ง 2 ท่านใช้เหมือนกันก็คือ "ควรมีคำถามค้านกับแหล่งข่าวทั้ง 2 ฝ่าย" ... คือ ถามเผื่อคนที่ไม่ได้มาด้วยนั่นเอง ... ต้องเป็นกลาง ต้องเป็นกลาง ต้องเป็นกลาง ... ท่องไว้ค่ะ แต่ความเป็นกลางนี้ คุณครูจอมขวัญให้ทัศนะกับพวกเราว่า "ควรเป็นความเป็นธรรมมากกว่า" ... เราควรให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ให้เค้าได้พูดกันทั้ง 2 ฝ่าย ... เห็นด้วยค่ะ ^___^ จากนั้นคุณครูทั้ง 2 ท่านก็บรรยายถึง "การสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว" ที่เราจะต้องลิสท์คำถามมาเป็น "ไกด์ไลน์ในการถาม" ... แต่วิธีการถาม เราอย่าไปถามในลิสท์ทั้งหมดควร "ถามต่อยอดจากคำตอบ" ด้วย ... คุณครูธีระบอกว่า "เราต้องสงสัยตลอดเวลา สนใจคำตอบของเค้าด้วย เพราะบางทีคำถามที่เตรียมไว้ก็ไม่ได้ใช้ " ... และคุณครูจอมขวัญก็เสริมด้วยว่า "การได้ประเด็นแรงและชัดไม่กี่คำถาม ก็ถือว่าดีมากแล้ว" ... ส่วนคำถามนั้น สามารถเป็นคำถามที่ "ตรง" ได้ แต่ไม่ควรใช้คำพูดที่รุนแรง ... บางรายการที่มีผู้ดำเนินรายการ 2 คน ทั้งหญิงและชาย การที่ให้ฝ่ายหญิงถามคำถามที่ "ตรงและแรง" จะดูไม่รุนแรงเท่ากับฝ่ายชายถาม ... และถ้าเราถามคำถามที่สำคัญไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่แขกไม่ตอบ เราสามารถถามคำถามอื่นแล้ววกกลับมาถามคำถามเดิมได้อีก ... การถามสามารถถามโดยการ "คอนเฟิร์มคำตอบ" ของแขกได้ ... คุณครูจอมขวัยบอกกับเราว่า "เราควรรู้เขาแต่อย่าให้เขารู้เรา อย่าให้แขกรู้สึกว่า เราจ้องจะฟาดเข้าอย่างเดียว" "Start Stong & End Strong" เป็นเบ้าหลอมของการสัมภาษณ์ที่ต้นตำรับอย่าง "คุณสุทธิชัย หยุ่น" ... บอกและย้ำกับ "คนข่าวเนชั่น" ... แต่การเปิดและปิดด้วยคำถามที่แข็งแรง ไม่จำเป็นเสมอไป ... "การสัมภาษณ์ไม่ตายตัว" อย่างที่วิทยากรหลาย ๆ ท่านบอกกับพวกเราไปแล้ว ... เพราะบางทีคำถามแรง ๆ ตรง ๆ ก็สามารถเก็บไว้กลาง ๆ การสัมภาษณ์ก็ได้ ... อย่างที่คุณครูจอมขวัญบอก "อย่าให้แขกมองว่าเราฟาดเค้าแน่" ... สามารถเปิดคำถามด้วยเรื่องสบาย ๆ ก็ได้ อาจเป็นคำถาม ... แต่ถ้าใครยังอยากยึกหลัก "Start Strong & End Strong" อยู่ล่ะก็ ควรถามแบบที่ "ถามคำถามเปิดได้แข็งแรง และปิดด้วยคำถามที่จบได้แข็งแรง ประทับใจคนดู หรือเป็นการทิ้งท้ายด้วยคำตอบที่ไม่ต้องถามต่อ" ... ทำให้คนดูรู้สึกว่า "ว้า! จบแล้วเหรอ" ดีกว่าให้เค้ารู้สึกว่า "จบได้ซะก็ดี" การสัมภาษณ์ที่ดี คุณครูธีระบอกกับเราว่า "เราต้องมีธงของเราในการถาม" ... เราจะถามเรื่องอะไร "ควรได้ในส่งที่ไม่ควรขาด" ... คุณครูจอมขวัญเสริมเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น ... เราสามารถมีอารมณืร่วมไปกับการสัมภาษณ์ได้ อาราณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเนื้อหาที่เราพูด มีการถามคำถามคั่นการบรรยาย คำถามนี้ถามคุณครูธีระ ถึงการที่ช่องฟรีทีวีที่ดำเนินรายการอยู่เป็นฝ่ายเดียวกันกับรัฐบาล แต่คุณครูธีระภายใต้ "เนชั่นแบรนด์" จึงถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ... คุณครูตอบพวกเราว่า "จุดยืนของเราอย่าเปลี่ยน แต่วิธีการเปลี่ยนได้ อย่าเปลี่ยนเจตนารมณ์" ซึ่งคุณครูจอมขวัญก็บอกว่า "การเปลี่ยนสี เป็นคำพูดที่แรงสำหรับคนวิชาชีพนี้ (วิชาชีพสื่อสารมวลชน)" ... การที่เราเป็นตัวเรา และยืนหยัดในสิ่งที่ถูกตามข้อเท็จจริงจากข้อมูลที่ได้รับ เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนกว่าการโดน "จูงจมูก" มิใช่หรือ? หัวข้อต่อมาของการสัมภาษณ์ คือ "Phone In" ที่มีทั้ง "สายโฟนอินที่เป็นเหตุการณ์สดเกิดขี้นเดี๋ยวนั้น" และ "เลือกข่าวที่หน้าสนใจจากหน้าหนังสือพิมพ์แล้วถึงจะโฟนอินสัมภาษณ์แหล่งข่าว" ... ซึ่งอย่างแรกนั้น บางทีผู้ดำเนินรายการก็ไม่ได้ตั้งสติ ถามไปว่า "สถานการณ์เป็นอย่างไร" ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบยาก ควรตั้งคำถามให้สั้นและง่าย ควรถามในสิ่งที่คนดูอยากรู้แล้วถามแทนคนดู ถามให้มีประเด็น และวิเคราะห์สถานการณ์โดยไม่ฟันธง ส่วนอย่างที่ 2 มีหลักว่า ควรถาม "ฉีกปประเด็นจากหนังสือพิมพ์" เพราะถ้าสัมภาษณ์เหมือนเนื้อหาในหนังสือพิมพ์ การสัมภาษณ์นั้นก็คงไม่มีประโยชน์อะไร และเช่นกันค่ะ คำถามควรสั้นและกระชับ แต่ให้มีประเด็นคือบหน้ามากกว่าในหนังสือพิมพ์ และควร "มีสำนึกในการเป็นนักข่าว" เพื่อให้มี "สัญชาตญาณในการมองข่าวและการตั้งคำถาม" ... ปัญหาของการสัมภาษณ์แบบ Phone In คือ การควบคุมคนในสายให้อยู่กับเราจนจบการสนทนา ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอก็คือ ติดต่อไม่ได้ หรือถ้าถามตรงเกินไปก็วางสายแล้วติดต่อกลับไม่ได้ ... "การตะล่อมถาม เป็นสิ่งสำคัญ" นอกจาก "การยิ้มสู้" "ความเป็นกลาง" "การมีสำนึกในการเป็นนักข่าว" แล้ว "การกล้าที่จะแตกต่าง" คือสิ่งที่พวกเราได้รับการถ่ายทอดจากคุณครูทั้ง 2 ท่านในการอบรมวันที่ 4 ภาคเช้า แล้วพวกเราจะยังคงรักษา "มรดก" ที่ตกทอดมาสู่พวกเรา และการอยู่ในเบ้าหลอมเดียวกันกับพี่ ๆ ที่เนชั่น พวกเราจะสามารถ "โขกออกมาจากพิมพ์" โดยไม่ผิดเพี้ยนได้หรือไม่ ยังเหลือเวลาแห่งการพิสูจน์ และการค้นหาความเป็นตัวเองของพวกเราอีก 6 วันค่ะ ติดตามกันต่อใน "สรุปการอบรมวันที่ 4 ภาคบ่ายค่ะ ปูแมว |
| รูปไปงานช่อ 56 | ||
เป็นครั้งแรกที่ได้ไปงานช่อ ... และก็คงเป็นครั้งสุดท้าย เพราะรู้สึกตัวเองแก่เหลือเกิน กับงานที่มีแต่หนุ่ม ๆ สาว ๆ ... เป็นความทรงจำที่ดีค่ะ |
||
|
View All |
||