พิมพ์หน้านี้
|
ขอกล่าวสวัสดีอีกครั้ง
หลังจากที่เขียนแล้วหายไปนาน เนื่องจากงานประจำที่ทำอยู่ บวกกับกิจกรรมต่าง ๆ
ที่ใช้เวลาไม่ให้หมดไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยการนัดสาว ๆ ล้อเล่นครับ
ผมว่าอันนี้ก็แล้วแต่ว่าใครจะเห็นว่าเรื่องไหนเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์
ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ซึ่งบางคนมองว่าทำเรื่องนี้เป็นเรื่องดี
ในขณะที่อีกคนเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระก็เป็นได้ ก็สุดแท้แต่ใครจะมองกันไปยังไง ซึ่งผมเองก็ได้เห็นมุมมองจากหลาย
ๆ คนจากการทำงานร่วมกัน การติดต่อพูดคุยกัน การพบปะกัน และจากความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่
คุณพ่อมักจะพูดเสมอว่า เวลาอยู่ข้างนอกเป็นอาจารย์ที่ชี้แนะแนวทางที่ดี
เวลาอยู่กับลูก ๆ เป็นพ่อที่ดี เวลาอยู่กับภรรยาเป็นสามีที่ดี เวลาอยู่กับน้อง ๆ
เป็นพี่ที่ดี เวลาอยู่กับเพื่อน ๆ เป็นเพื่อนที่ดี ซึ่งก็จะมีบทบาทที่แตกต่างกันไป
เปรียบเสมือนการอบรมที่ผมได้รับการสั่งสอนจากผู้สอน
ผู้มีประสบการณ์ที่ผมสามารถเรียกได้ไม่อายปากว่าเป็นครู
ครูนั้นมีหลายความหมายที่แตกต่างกันในแต่ละคนที่จะมองกัน
(ในที่สุดเอาท่อนด้านบนมาโยงได้แล้ว) สำหรับผมครูเป็นผู้ที่ประสาทวิชาความรู้
ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม ครูเป็นผู้ที่ทำให้เราจุดประกาย และ ฯลฯ
ซึ่งพี่จอยเล่าให้พวกเราฟังว่าคนทำงานในเนชั่น มักจะทำได้หลายตำแหน่ง บางคนเป็น
บก. ก็ไปเป็นผู้สื่อข่าว บางคนเป็นผู้สื่อข่าวก็มาเป็นผู้ประกาศ
ผมว่านะวันไหนแม่บ้านไม่อยู่ เกิดป่วยขึ้นมาดื้อ ๆ เราคงได้กวาดถู
และล้างแก้วด้วยแน่ ๆ เลย ในช่วงเวลา
5 สัปดาห์ทำให้ผมได้เรียนรู้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง
และเกี่ยวกับคนอื่น ที่สำคัญ เกี่ยวกับสิ่งของด้วย เช่น
การใช้เครื่องสำอางค์ที่วิทยากรจาก BSC ได้มาให้ความรู้ทางด้านผิวพรรณ เมคอัพให้ตัวเองหล่อและสวย (เชื่อไหมครับว่าหน้าตาอย่างผม เมคอัพแล้ว เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ทันทีทันใด)
ต้องรู้จักว่าตัวเองผิวพรรณเป็นอย่างไร วิธีดูแลผิวพรรณของตนเอง
และการใช้เครื่องสำอางค์ให้เหมาะกับผิวของตัวเองด้วย นี่เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ
ที่เราไม่ควรละเลยเช่นเดียวกันในอาชีพผู้ประกาศ เพราะจะให้หน้าตาเละ ๆ
ออกอากาศคงไม่ดีเป็นแน่แท้ ปล. หน้าตาเละ ๆ กับหน้าตาไม่ดี ต้องแยกประเด็นให้ออกนะครับ การใช้เสียง ออกเสียง ผมได้เจอน้องแอนคูณสาม มาสอนพวกเราที่เข้าอบรมที่พอจะร้องเพลงงู ๆ ปลา ๆ และบางคนก็เสียงดีนะครับ (อันนี้ได้ฟังด้วยตัวเองเมื่อวันเสาร์นู้นนน เมื่อตอนไปกินข้าวที่คาราโอเกะชิตี้ เลียบใต้ทางด่วน ซึ่งสามารถเข้าไปดูใน blog ของเพื่อน ๆ จะมีภาพที่เผยธาตุแท้ออกมาอย่างหมดเปลือก) เป็นนักร้องที่ผมชื่นชอบมานานแล้ว โดยเฉพาะเพลงช้า ๆ จะทำให้ผมหวั่นไหวอยู่เสมอไป ผมก็ตั้งใจเรียนครับ ซึ่งอันนี้ผมเชื่อแล้วครับว่า บางครั้งเราชื่นชอบใคร หรือชื่นชมใคร จะทำให้เราตั้งใจฟังเค้าอย่างสุด ๆ เมื่อตอนผมเรียนอยู่ช่วง ปวช. ผมอ่อนวิชาภาษาอังกฤษ แล้วอาจารย์ที่สอนนั้นเป็นคนที่ผมชอบมาก ๆ ผมจะตั้งใจฟังอาจารย์สอนเป็นอย่างมาก จนทำให้วิชาภาษาอังกฤษของผมดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ตรงนี้เองผมขอโยงไปเรื่องที่เข้าใจแล้วว่า ถ้าผู้ประกาศคนใดทำให้คนสนใจเค้า และชื่นชอบเค้าได้ เค้าก็จะเป็นคนที่มีคนสนใจติดตามเค้าได้อย่างไม่ยากเย็น เริ่มออกนอกทะเลไปละ กลับเข้าเรื่องของเรากันต่อเถอะ น้องแอนก็ได้สอนวิธีการหายใจ ซึ่งคนเราจะหายใจกันทางปอด แต่การเป็นผู้ประกาศนั้นต้องหายใจทางอื่นให้ได้อีกคือ ทางปาก และต้องหายใจลงสู่ท้อง ควบคุมการหายใจ เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นในการพูดยาว ๆ โดยหายใจสั้น ๆ ว่าง ๆ ลองสังเกตุผู้ประกาศหน้าจอบางท่านดูสิครับ พูดยาว ๆ แล้วเอาเวลาไหนหายใจ การศึกษาและทำความเข้าใจก็เป็นเรื่องที่ไม่แพ้เรื่องอื่น
ๆ ของการเป็นผู้ประกาศที่ดี เพราะถ้าไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรเลย
เราจะสื่อสารกับคนอื่นอย่างไร ผู้ประกาศนั้นเป็นคนที่บอกเรื่องราวคนอื่นแล้ว
เราต้องเป็นคนฟังเรื่องราวอื่น ๆ ที่คนอื่นบอกเราด้วย
มีกิจกรรมหนึ่งที่ให้ค้นพบตัวเอง (อันนี้ผมยังไม่ได้ทำการบ้านของพี่จอยสั่งเลย เดี๋ยวต้องหาเวลาทำสักหน่อย)
การที่จะทำความเข้าใจอะไรได้นั้น ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน คือสติ ความคิด
อารมณ์ต้องร่วมเป็นหนึ่งอันเดียวกัน สติดี ความคิดไม่มี ก็พาลทำให้นึกอะไรไม่ออก
ความคิดมีแต่อารมณ์ไม่มี ก็คงจะเป็นหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ที่วิเคราะห์ได้
แต่ไร้ซึ่งอารมณ์ ผมเชื่อว่าคนเราทำได้ทั้งสิ้น
ต่างกันที่ใครควบคุมได้มากน้อยแค่ไหน
มีกิจกรรมหนึ่งที่ให้ทุกคนในห้องนอนลงกับพื้นประมาณ 10 นาที
และลุกขึ้นมานังมองแก้วน้ำที่มีอยู่ไม่ถึงครึ่งประมาณ 5 นาที
จากนั้นก็ให้เราหันหน้าเข้าหากันกับคู่หู ให้เราฟังอย่างเดียว ห้ามมีการถามและโต้แย้งใด
ๆ ทั้งสิ้น เพื่ออะไร? "ผมพบคำตอบของผมแล้ว" คือ การผ่อนคลายกับตัวเอง ลดความตึงเครียด
ควบคุมร่างกาย พยายามสัมผัสทุกอณูในร่างกาย เพื่อเตรียมความพร้อม
นี่คือผลจากการนอน เมื่อลุกขึ้นมาแล้วผมปรับสภาพร่างกายและจิตใจมองแก้วใบนั้น
อย่างมีสติ พิจารณาไตร่ตรอง ให้รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ และเห็นอะไรอยู่
นี่เป็นผลจากการมองแก้ว ส่วนของการพูดคุยกับคู่หูเรานั้น
ผมตั้งใจฟังเค้าอย่างเต็มที่ สงสัยอะไรเก็บไว้ในใจก่อน ฟังเค้าไปเรื่อย ๆ
จนครบเวลาที่กำหนด จากนั้นให้เราคุยกับเค้า ซึ่งคนที่ผมคุยด้วยนั้น
คือน้องนกนั่นเอง ซึ่งผมเข้าใจแล้วว่า ถ้าคนที่ไม่สนใจฟังคนอื่นเลย
จะไม่มีทางตอบกับคนที่เราคุยกับเราตอนแรก เราจะพูด คุยเฉพาะตัวเรา
หรือเรื่องที่เราอยากคุยเท่านั้นเอง โชคดีครับ
เพราะผมได้ตอบในเรื่องที่น้องเค้าสงสัย และมีเรื่องที่ผมอยากจะบอก ตรงประเด็นครับ
!!! ในช่วงแรกผมเองก็เล่าเรื่องของผมไปสักพักก่อน
จากนั้นผมก็เริ่มตอบคำถามที่น้องเค้าพูดมาแล้วผมฟังเป็นเชิงคำถาม และข้อสงสัย
จากนั้นครูที่สอนก็บอกว่าให้พูดตอบโต้ที่อีกคนคุยกับเรา
เป็นช่วงขณะที่ผมกำลังจะตอบน้องเค้า และบอกข้อสงสัยน้องเค้าพอดี
นี่คือเป็นผลมาจากการตั้งใจฟัง เพราะถ้าเราไม่ได้สนใจอีกคนนึงเลยนั้น
เราจะไม่ตอบคำถาม หรือตอบโต้เรื่องที่น้องเค้าสื่อเรามาอย่างแน่นอน
สำหรับผมถือว่าผมผ่านครับ (ขอเข้าข้างตัวเองหน่อยแล้วกันนะ) การเปิดใจรับฟัง
โดยการรับฟังจากคู่ที่เราสนทนาอย่างตั้งใจ สบตา และแสดงการตอบสนองสิ่งที่เค้าต้องการสื่อ
และรับข้อมูลเข้ามาประมวลผลทำความเข้าใจ และพยายามหาทางอธิบายหรือสื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจถึงสิ่งที่เราต้องการจะตอบด้วย
และยังคงมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การเล่าข่าว การทำรายการเชิงข่าว ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความสามัคคี เสริมสร้างความปรองดอง เพราะการทำงานร่วมกันหลายคน เป็นธรรมดาครับที่ต้องมีการขัดแย้ง ไม่ลงรอยกันบ้าง แต่ทางออกคือการปรับตัวครับ เพราะถ้าทุกคนยึดถือตัวเองก็คงจะหาข้อสรุปได้ยาก เพราะทุกคนต่างก็มีแนวทางของตัวเอง ซึ่งโดยส่วนตัวผมเองก็ยอมรับว่าบางทีทำเกินหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ก้าวก่ายคนอื่นไปบ้าง เพราะด้วยความหวังดี ให้ “ถามเค้าก่อนเถอะ” ถามคนที่เค้ารับผิดชอบเรื่องนั้น เราไปถามว่าโอเคไหม ได้ไหม ผ่านไหม อย่าไปทำโดยข้ามหน้าข้ามตาคนที่รับผิดชอบเรื่องนั้น เพราะเหมือนเค้าโดนตบหน้า (เปรียบเปรย) เราต้องให้เกียรติกับทุกคน เราเห็นว่าเค้าน่าจะเพิ่มนิด เพิ่มนี่หน่อย ก็ถามเค้าก่อนว่าเพิ่มนี่ดีไหม เพิ่มนั่นดีไหม นี่แหละครับจะถือว่าเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี ซึ่งตอนนี้ผมเองก็ยอมรับว่าเริ่มถอดใจกับการเป็นผู้ประกาศ
เพราะดูจากตัวเองแล้วมีปัญหาอุปสรรคอยู่หลายเรื่อง แต่ตอนนี้ผมเริ่มอยากจะสู้ใหม่
เพราะได้กำลังใจจากเพื่อน ๆ ที่เข้าอบรม ต้องขอบคุณเพื่อน ๆ ที่เสียเวลาให้กำลังใจ
“ท้อได้ แต่อย่าถอย ล้มได้ แต่ต้องลุก”
เมื่อมีเวลาว่างจากการงานประจำ และกิจกรรมที่ทำอยู่ ผมก็จะพูดไปเรื่อยเปื่อย
(เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนพูดคนเดียวไปแล้ว) บางทีก็พูดอยู่ในรถ
แต่ต้องไม่ใช่พูดเรื่อยเปื่อยแบบไม่มีจุดหมายปลายทางนะ
เพราะจุดหมายปลายทางของผมคือต้องพูดให้ชัดถ้อยชัดคำ พูดจาให้ชัดเจนและฉะฉาน
และพูดให้รู้เรื่อง เพราะการที่คนเราพูดเรื่อยเปื่อยจะพูดแบบเปื่อย ๆ แฉะ ๆ
ที่ผมเองได้เคยฟังลักษณะแบบนี้มาบ้าง มันน่าเบื่อและไม่น่าติดตาม
ผมเริ่มจากการหายใจลงท้อง เปล่งเสียงออกมาจากท้องจากที่ความเคยชินจะออกมาจากปอด
และลำคอ ทำให้อู้อี้ ผมยอมรับว่ามีเพื่อน ๆ ในที่อบรมนี้มีแววกันหลายคน
และคงมีโอกาสได้ร่วมงานกับเนชั่น ซึ่งผมก็ขอเป็นแววที่ริบหรี่ที่ยังไม่ดับสูญ
และเป็นแววริบหรี่ที่จะพยายามพัฒนาตัวเองไปจนกลายเป็นแววที่จะคู่กับเพื่อน ๆ ได้
และเป็นแววที่เนชั่นต้องการตัวผมเข้าร่วมทำงานด้วยกัน 1 สัปดาห์สุดท้ายของการอบรม แตจะเป็นสัปดาห์ของการเริ่มต้นใหม่ ๆ
ของใครอีกหลายคน |