พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้ผมมีโอกาสพาคนที่บ้านเดินทางไปเยี่ยมเยียนบ้านของลูกศิษย์ ตามนโยบายของ สพฐ. ที่กำหนดให้ครูต้องรู้จักชีวิตของลูกศิษย์ให้ลึกเพื่อนำมาประกอบการช่วยเหลือตามความเป็นจริง ที่เดินทางไปในวันนี้เป็นบ้านของลูกศิษย์ 2 คน อยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 20 กิโลเมตร เราได้นัดหมายลูกศิษย์ทั้ง 2 เพื่อเดินทางไปที่บ้านของเขา โดยใช้รถยนต์ของครู ให้ลูกศิษย์เป็นคนนำทาง เราออกเดินทางในช่วงประมาณ 16 นาฬิกา ก็หลังเลิกเรียนแล้วนั่นแหละครับ บ้านแรกที่ไปเป็นบ้านลูกศิษย์ที่เป็นเด็กผู้ชาย ... ผมขับรถไปตามเส้นทางถนนแปดริ้ว-บางน้ำเปรี้ยว ที่เด็กเป็นคนบอกทาง ออกจากเส้นทางหลักแยกทางเข้าวัดโพรงอากาศ ห่างจากแปดริ้วประมาณ 10 กิโลเมตรลดเลี้ยวไปตามเส้นทางถนน อบต. โพรงอากาศ ผ่านท้องทุ่งนา บ่อปลา ไปประมาณ 10 กิโลเมตร ก็ถึงบ้านของลูกศิษย์ ซึ่งตั้งอยู่กลางทุ่งนาที่กำลังเขียวขจี ผมได้กลิ่นอายของท้องทุ่ง สัมผัสแล้วรู้สึกมีความสุขใจครับ ผมต้องจอดรถเอาไว้ริมถนนตรงทางเข้าบ้านของลูกศิษย์ ทั้งนี้เพราะถนนที่แยกเข้าบ้านนั้นเป็นถนนดินที่เปียกชุ่มด้วยน้ำฝน ถ้านำรถเข้าไปคงมีปัญหาแน่ พวกเราลงเดินเข้าไปยังบ้านของลูกศิษย์ที่อยู่ห่างจากที่จอดรถประมาณ 300 เมตร เมื่อถึงบ้านลูกศิษย์ ผมและคนที่บ้านได้พบความเป็นจริงของลูกศิษย์คนหนึ่งกับครอบครัวที่มีด้วยกัน 5 คน พ่อแม่ลูก ที่สำคัญลูกคนสุดท้องของครอบครัวนี้เป็นเด็กออธิสติก ที่แม่จะต้องให้ความช่วยเหลือใกล้ชิด สภาพของครอบครัวเป็นครอบครัวเกษตรกร ทำนา และเลี้ยงกุ้ง พออยู่พอกิน ไม่ถึงกับขัดสน มีรายได้เฉลี่ยประมาณเดือนละ 10000 บาท ซึ่งถ้าเป็นครอบครัวในเมืองเชื่อว่าอยู่ลำบากแน่นอนเพราะมีถึง 5 ชีวิต ที่จะต้องกินต้องใช้ แม่ของลูกศิษย์คนนี้ช่วยครอบครัวโดยปลูกข่า ตะไคร้ ขายเพิ่มรายได้ ค่าใช้จ่ายที่ต้องมีต้องใช้คือค่าเล่าเรียนของลูกชาย 2 คน ที่ไปเรียนในตัวเมือง คนหนึ่งเรียนอยู่ปี 4 วิทยาลัยเทคนิค อีกคนหนึ่งเรียนอยู่ชั้น ม.3 ของโรงเรียนที่ผมทำงานนี่แหละครับ ยังโชคดีที่ลูกชายทั้ง 2 คนไม่เป็นคนเกเร เราออกจากบ้านของลูกศิษย์คนแรก เดินทางไปบ้านของลูกศิษย์อีกคนหนึ่ง ที่อยู่ห่างจากบ้านนี้ไปประมาณอีก 10 กิโลเมตร ไปตามเส้นทางบางน้ำเปรี้ยว-มีนบุรี เมื่อถึงบ้านนี้ บรรยากาศต่างไปจากบ้านของลูกศิษย์คนแรก เป็นบ้านที่เรียกว่าอยู่ริมถนนใหญ่ เป็นบ้านไม้ปลูกอยู่กลางบ่อเลี้ยงปลาเก่า เป็นครอบครัวเกษตรกรอีกครอบครัวหนึ่ง เดิมเลี้ยงไก่เลี้ยงปลา แต่เมื่อเกิดโรคไข้หวัดนกระบาด ต้องเลิกเลี้ยงไก่ หันมาเช่านาญาติพี่น้องทำ ซึ่งก็พอเลี้ยงครอบครัว เฉลี่ยประมาณเดือนละ 10000 บาท และโชคดีไปกว่านั้นแม่ของลูกศิษย์ได้มีโอกาสทำงานในสถานรับเลี้ยงเด็กปฐมวัยของ อบต. มีเงินเดือนประจำ 7000 กว่าบาท สำหรับครอบครัวนี้มีด้วยกัน 5 คน เช่นเดียวกับครอบครัวแรก แต่เป็นชาย 1 คน หญิง 2 คน และกำลังอยู่ในวัยเรียนทั้งหมด คนโตเรียน ม.5 คนที่ 2 เรียนอยู่ ม.3 และคนสุดท้องเรียนชั้น ป.6 ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้มากคือค่าเดินทาง ค่าอาหาร ของลูกทั้ง 3 คน และก็นับว่าเป็นโชคดีของครอบครัวนี้ คือ ลูกทั้ง 3 คน เป็นเด็กเรียน ความประพฤติเรียบร้อย ผมและคนที่บ้านอำลาครอบครัวของเด็กคนที่ 2 กลับบ้านเมื่อเวลาประมาณ 18 นาฬิกาเศษ สิ่งที่น่ายินดีและถ้าครูทำได้ รู้จักเด็กทุกคนในความรับผิดชอบของตนเองแล้ว การแก้ปัญหาด้วยการดูแลและช่วยเหลือจะสามารถทำได้อย่างเต็มที่เพราะสามารถคัดกรองเด็กได้ 100% อยากให้ถือเป็นภาระหน้าที่ของครูไทยทุกคนที่จะต้องลงไปสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของลูกศิษย์แต่ละรุ่น เพราะนี่คือกุศลที่จะสามารถช่วยเหลือเด็กๆแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างตรงจุดที่สุดครับ แต่นั่นก็คงขึ้นอยู่ที่จิตวิญญาณของความเป็นครูของแต่ละคนครับ |
| for-news | ||
สำหรับประกอบบทความ |
||
|
View All |
||