• sixty
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : rong_nan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-27
  • จำนวนเรื่อง : 288
  • จำนวนผู้ชม : 48352
  • จำนวนผู้โหวต : 93
  • ส่ง msg :
ทีละประเด็น
ยินดีได้แลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกันครับ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/4teen
วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน 2551
10 ปี การปฏิรูปการศึกษา ... น่าพอใจหรือไม่
Posted by sixty , ผู้อ่าน : 99 , 20:24:36 น.   | หมวดหมู่ : คนในโรงเรียน  
พิมพ์หน้านี้


อ่านไปพบข่าวสั้น ๆ จากหน้าข่าวการศึกษาของ ไทยรัฐ ฉบับวันนี้เองครับ  เป็นข่าวที่ได้นำผลสำรวจความคิดเห็นของผู้คนจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับการศึกษาของบ้านเรา ตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ปฏิรูปการศึกษา 2542 มาถึงปีนี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว

ถ้าถามผมในฐานะคนในวงการศึกษาคนหนึ่ง ผมยังให้คำตอบว่า "ยังไม่น่าพอใจ" เพราะอะไร

เพราะการจัดการระบบต่าง ๆ ยังไม่ลงตัว แม้เวลาจะผ่านไป 10 ปีแล้ว  มีบางสิ่งบางอย่างที่ยังเถียงกันไม่จบ เช่น ในเรื่องการโอนไปอยู่กับการปกครองส่วนท้องถิ่น  การจัดอัตรากำลังที่ยังดูลักลั่น และถ้าดูให้ลึกๆแล้ว ยังมีความไม่เป็นธรรมอยู่มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องปริมาณงานที่บุคลากรได้รับ การกระจายอำนาจที่เหมือนจะให้อำนาจแต่ไม่ใช่  หลักสูตรการเรียนรู้ที่พยายามจะปรับปรุงให้ดีขึ้น  ฯลฯ

และที่เป็นปัญหาคือเรื่องในข่าวข้างล่างนี้  คือสอนกันเท่าไร  จะรับรองกันอย่างไร  เด็กก็ยังต้องเรียนพิเศษกันมากมายอยู่นั่นเอง

ลองอ่านข่าวเรื่องนี้กันดูนะครับว่าผลสำรวจเป็นเหมือนที่ท่านคิดหรือเปล่า

10 ปีปฏิรูปศึกษาเด็กต้องเรียนเสริม [27 มิ.ย. 51 - 05:33]

นาย ธนากร คมกฤส หัวหน้าฝ่ายพัฒนาเครือข่ายครอบครัว มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว แถลง “เกือบ 10 ปี ปฏิรูปการศึกษาครอบครัวไทยไม่เป็นสุข” ว่า การสำรวจ Family Poll มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว เรื่อง “ครอบครัวกับการก้าวสู่ปีที่ 10 ปฏิรูปการศึกษาไทย” ในกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองเขต กทม. และปริมณฑล 509 คน พบ 41.7% มีบุตรหลานในความดูแล 2 คน 26.5% มี 1 คน 19.8% มี 3 คน ส่วนใหญ่ศึกษา ม.ต้น และ ม.ปลาย ผู้ปกครองถึง 71.9% ส่งเด็กไปเรียนพิเศษ/เรียนเสริม ภาษาอังกฤษ คือ วิชาที่เรียนเสริมมากที่สุด 69% รองลงมา คณิตศาสตร์ 56.9% ฟิสิกส์ 33.6% ภาษาไทย 33% เคมี 32.4% ส่วนช่องทางการเรียน คือ 1. โรงเรียนของบุตรหลาน 2. กวดวิชาเคมี อ.อุ๊ 3. เดอะเบรน 4. ภาษาอังกฤษคุณครูสมศรี 5. จ้างครูมาสอนที่บ้าน เรียนมากที่สุดคือ เสาร์ ช่วง 08.00-12.00 น. เหตุที่ส่งไปเรียน 1. อยากให้ได้ความรู้เพิ่ม 2. อยากให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 3. จะได้สอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่เรียนเสริมที่ต้องจ่ายต่อเดือนต่อคน ส่วนใหญ่ 39.6% คือ 1,001-3,000 บาท และแม้ครอบครัวส่วนใหญ่จะมีรายได้ ไม่มาก   แต่ก็ต้องดิ้นรนส่งลูกหลานเรียนพิเศษ เรียนเสริม 

นายธนากรกล่าวต่อว่า สำหรับความรู้สึกที่มีต่อการศึกษาไทยช่วง 10 ปี ตั้งแต่ปฏิรูปการศึกษาเมื่อ วันที่ 19 ส.ค. 2542 นั้น 20.8% ไม่พอใจ เหมือนเดิม 17.1% ไม่พอใจเพิ่มขึ้น มีเพียง 24.6% ที่พอใจเพิ่มขึ้น.

เป็นเรื่องที่น่าจะเป็นโจทย์ให้คนในวงการศึกษาของประเทศช่วยกันคิดหาทางออก  เพื่อทำให้ปัญหาที่ว่านั้นนำไปสู่การแก้ไขในที่สุด

สำหรับผมมีคำตอบหนึ่ง คือจัดให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบ รายวิชาที่ไม่เกี่ยวข้องจัดเป็นแค่พื้นฐานที่ควรรู้ก็พอ เพราะเมื่อเด็กเรียนรู้เรื่อง จะเกิดความสนุกในการเรียน  สิ่งที่ตามมาคือการอยากรู้อย่างต่อเนื่องซึ่งจะนำไปสู่การไขว่คว้าหาความรู้ได้เองในอนาคตเนื่องจากปัจจุบันแหล่งเรียนรู้มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง......ผมคิดของผมอย่างนี้แหละครับ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
sixty วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 04.24 น.
http://www.oknation.net/blog/4teen
อย่านำความขาดแคลนมาเป็นอุปสรรคในการทำงาน

ขอบคุณทั้ง 2 ท่านที่เข้ามาร่วมคั้งข้อสังเกตครับ

สำหรับคุณความเห็นที่ 2 ที่ถามเรื่องการศึกษาแบบองค์รวมนั้น ขอยอมรับว่าผมก็ลืมไปแล้วว่ามีนโยบายอย่างนี้ในเวลาที่ผ่านมา... แต่เคยได้ยินการพูดคุยเสวานาในที่ประชุม ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องการศึกษาแบบองค์รวมนั้น มันอยู่คู่กับการจัดการศึกษาของไทยมาช้านานแล้วนะครับ ลองวิเคราะห์ดูจากหลักการนี้ที่บอกว่า

การศึกษาแบบองค์รวมนั้นประกอบด้วย
1. Conitive domain คือ ปัญญาพิสัย
2. Physical domain หรือ Psychomotor
domain คือ กายพิสัย หรือ ทักษะพิสัย
3. Affective domain คือ จิตพิสัย

บางตำรา เช่นจาก วิชาการ.คอม บอกว่า
การศึกษาแบบวงค์รวม(HOLISTIC EDUCATION) ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบคือ
มันสมอง(HEAD) มีไว้สำหรับวิชาการ
จิตใจ(HEART) จิตใจมีไว้สำหรับคุณธรรมจริยธรรม
และอวัยวะในการทำงาน(HANDS) อวัยวะในการทำงานมีไว้สำหรับประสบการณ์ภาคปฎิบัติ

ซึ่งก็คงเหมือนกัน โดยทั้ง 3 องค์ประกอบนี้เชื่อว่าจะพัฒนาให้ผู้เรียนมีทั้งไอคิว (IQ-ความเก่งด้านวิชาการ) อีคิว (EQ-ความเก่งด้านอารมณ์) และเอ็มคิว (MQ-ความเก่งด้านศีลธรรม) ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบของปริยัติศึกษา(การศึกษาเชิงทฤษฎี) และปฏิบัติศึกษา (การศึกษาเชิงปฏิบัติ) เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาศีล สมาธิ และปัญญา หรือไตรสิกขาในพระพุทธศาสนานั้นเอง

ตามที่กล่าวนี้จะพบว่าในวิชาครูที่เคยร่ำเรียนรู้เกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาของเรานั้นจะต้องมี พุทธิศึกษา จริยศึกษา หัตถศึกษา และพลศึกษา มันคือการจัดการศึกษาแบบองค์รวมใช่หรือไม่

ก็ต้องมาทบทวนกันว่านักการศึกษาปัจจุบันคิดและทำอะไรกันอยู่ ของเก่าน่ะมีอยู่แล้ว เอามาเล่นมาพูดกันอย่างกับเป็นของใหม่ ทำให้เกิดความสับสนไปหมด........เลยมึนไปทั้งครูรุ่นเก่าและครูรุ่นใหม่
ความคิดเห็นที่ 2
เสี้ยว วันที่ : 27/06/2008 เวลา : 22.18 น.
http://www.oknation.net/blog/gluhp
เสี้ยวตะวัน พระจันทร์ข้างฝา

การศึกษาแบบเป็นองค์รวม เขาพัฒนากันไปถึงไหนแล้วเหรอคะ
ความคิดเห็นที่ 1
officemom วันที่ : 27/06/2008 เวลา : 20.30 น.
http://www.oknation.net/blog/officemom
officemom ชอบเล่าเรื่องสนุกๆ 

ยิ่งปฎิรูป ก็ยิ่งเปลืองค่าเรียนพิเศษ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30