พิมพ์หน้านี้
|
อ่านไปพบข่าวสั้น ๆ จากหน้าข่าวการศึกษาของ ไทยรัฐ ฉบับวันนี้เองครับ เป็นข่าวที่ได้นำผลสำรวจความคิดเห็นของผู้คนจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับการศึกษาของบ้านเรา ตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ปฏิรูปการศึกษา 2542 มาถึงปีนี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว ถ้าถามผมในฐานะคนในวงการศึกษาคนหนึ่ง ผมยังให้คำตอบว่า "ยังไม่น่าพอใจ" เพราะอะไร เพราะการจัดการระบบต่าง ๆ ยังไม่ลงตัว แม้เวลาจะผ่านไป 10 ปีแล้ว มีบางสิ่งบางอย่างที่ยังเถียงกันไม่จบ เช่น ในเรื่องการโอนไปอยู่กับการปกครองส่วนท้องถิ่น การจัดอัตรากำลังที่ยังดูลักลั่น และถ้าดูให้ลึกๆแล้ว ยังมีความไม่เป็นธรรมอยู่มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องปริมาณงานที่บุคลากรได้รับ การกระจายอำนาจที่เหมือนจะให้อำนาจแต่ไม่ใช่ หลักสูตรการเรียนรู้ที่พยายามจะปรับปรุงให้ดีขึ้น ฯลฯ และที่เป็นปัญหาคือเรื่องในข่าวข้างล่างนี้ คือสอนกันเท่าไร จะรับรองกันอย่างไร เด็กก็ยังต้องเรียนพิเศษกันมากมายอยู่นั่นเอง ลองอ่านข่าวเรื่องนี้กันดูนะครับว่าผลสำรวจเป็นเหมือนที่ท่านคิดหรือเปล่า 10 ปีปฏิรูปศึกษาเด็กต้องเรียนเสริม [27 มิ.ย. 51 - 05:33] นาย ธนากร คมกฤส หัวหน้าฝ่ายพัฒนาเครือข่ายครอบครัว มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว แถลง “เกือบ 10 ปี ปฏิรูปการศึกษาครอบครัวไทยไม่เป็นสุข” ว่า การสำรวจ Family Poll มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว เรื่อง “ครอบครัวกับการก้าวสู่ปีที่ 10 ปฏิรูปการศึกษาไทย” ในกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองเขต กทม. และปริมณฑล 509 คน พบ 41.7% มีบุตรหลานในความดูแล 2 คน 26.5% มี 1 คน 19.8% มี 3 คน ส่วนใหญ่ศึกษา ม.ต้น และ ม.ปลาย ผู้ปกครองถึง 71.9% ส่งเด็กไปเรียนพิเศษ/เรียนเสริม ภาษาอังกฤษ คือ วิชาที่เรียนเสริมมากที่สุด 69% รองลงมา คณิตศาสตร์ 56.9% ฟิสิกส์ 33.6% ภาษาไทย 33% เคมี 32.4% ส่วนช่องทางการเรียน คือ 1. โรงเรียนของบุตรหลาน 2. กวดวิชาเคมี อ.อุ๊ 3. เดอะเบรน 4. ภาษาอังกฤษคุณครูสมศรี 5. จ้างครูมาสอนที่บ้าน เรียนมากที่สุดคือ เสาร์ ช่วง 08.00-12.00 น. เหตุที่ส่งไปเรียน 1. อยากให้ได้ความรู้เพิ่ม 2. อยากให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 3. จะได้สอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่เรียนเสริมที่ต้องจ่ายต่อเดือนต่อคน ส่วนใหญ่ 39.6% คือ 1,001-3,000 บาท และแม้ครอบครัวส่วนใหญ่จะมีรายได้ ไม่มาก แต่ก็ต้องดิ้นรนส่งลูกหลานเรียนพิเศษ เรียนเสริม นายธนากรกล่าวต่อว่า สำหรับความรู้สึกที่มีต่อการศึกษาไทยช่วง 10 ปี
ตั้งแต่ปฏิรูปการศึกษาเมื่อ วันที่ 19 ส.ค. 2542 นั้น 20.8% ไม่พอใจ
เหมือนเดิม 17.1% ไม่พอใจเพิ่มขึ้น มีเพียง 24.6% ที่พอใจเพิ่มขึ้น. เป็นเรื่องที่น่าจะเป็นโจทย์ให้คนในวงการศึกษาของประเทศช่วยกันคิดหาทางออก เพื่อทำให้ปัญหาที่ว่านั้นนำไปสู่การแก้ไขในที่สุด สำหรับผมมีคำตอบหนึ่ง คือจัดให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบ รายวิชาที่ไม่เกี่ยวข้องจัดเป็นแค่พื้นฐานที่ควรรู้ก็พอ เพราะเมื่อเด็กเรียนรู้เรื่อง จะเกิดความสนุกในการเรียน สิ่งที่ตามมาคือการอยากรู้อย่างต่อเนื่องซึ่งจะนำไปสู่การไขว่คว้าหาความรู้ได้เองในอนาคตเนื่องจากปัจจุบันแหล่งเรียนรู้มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง......ผมคิดของผมอย่างนี้แหละครับ |
| สวนริมเขื่อนแม่น้ำบางปะกง | ||
สวนสาธารณะสำหรับประชาชนแปดริ้ว |
||
|
View All |
||