ผู้เขียนเคยถามท่านศาสตราจารย์คุณหญิงอุบล หุวะนันทน์ ครูของผมเมื่อ 40 ปีที่แล้วว่า ม็อบ คืออะไร เพราะท่านเรียกผมและพรรคพวกไปปรามว่า นี่...พวกเธออย่ามาก่อม็อบกับครูนะจ๊ะ
นั่นเป็นเหตุเกิดภายในวิทยาลัยวิชาการศึกษาปทุมวันครั้งกระโน้น เพราะเรามีเรื่องหงุดหงิดกับคนบางคน
เมื่อลูกศิษย์ถาม ครูท่านก็ตอบ ซึ่งผมยังจำได้ เสียงของท่านยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทจนถึงทุกวันนี้
ท่านว่า...ม็อบ เป็นคำในภาษาอินเดียนแดง ฝรั่งผิวขาวมันเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า MOB ปกติคนอินเดียนแดงเขาชอบกินเหล้า เมาแล้วก็จับกลุ่มทำเสียงเอะอะมะเทิ่ง ขาดสติ อาจสติแตกถึงขั้นก้าวร้าว ทำลาย ฆ่าฟันกันได้
ครับ นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมก็ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเรื่องของ ม็อบ อย่างจริงจัง นักจิตวิทยาตะวันตกเอาคำนี้มาแปลว่า ฝูงชนบ้าคลั่ง จึงทำให้คนไทยประเภท สิ้นคิดติดฝรั่ง พากันรังเกียจม็อบ
สมัคร สุนทรเวช เคยกล่าวประณามว่า ม็อบ คือ ไอ้กุ๊ยข้างถนน แล้วมีคนเอามาขยายผลเกิดคำว่า กฎหมู่ ขึ้นมา จึงมีนักปราบม็อบคิดคำขวัญหรูๆ ว่า กฎหมู่หรือจะสู้กฎหมาย และ อย่าใช้ตีนเดินแทนหัว เป็นต้น
เมื่อผมไปเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เป็นศิษย์เอกของจิตแพทย์หลายท่านซึ่งมาสอนพวกเรา อาทิเช่น นายแพทย์ประสพ รัตนากร, นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ฯลฯ ผมจึงได้เรียนรู้ทฤษฎีทางจิตวิทยาของ ม็อบ ได้ลึกซึ้งขึ้นไปอีก
ยิ่งได้หันมาทุ่มเทค้นคว้าจากตำราพระพุทธศาสนา คริสตศาสนา ศาสนาอิสลาม ศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) และลัทธิไสยศาสตร์ของชนชาติต่างๆ
รวมทั้งได้ศึกษาวิเคราะห์ ม็อบผีบุญ จากท่านศาสตราจารย์ธวัช ปุณโณทก ประธานจัดทำโครงการสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคอีสาน ได้ศึกษางานกู้ชาติจาก ม็อบคานธี ที่ปลุกคนอินเดียทั้งประเทศให้ลุกฮือดื้อแพ่งกับอังกฤษเจ้าอาณานิคม ก็ยิ่งรู้แจ้งเรื่องของม็อบครบถ้วนทีเดียว
และผมเองก็ได้เข้าไปเป็น ลูกม็อบ ขับไล่เผด็จการนักการเมืองทรราชมานับครั้งไม่ถ้วน โดยเริ่มตั้งแต่เข้าร่วมเดินขบวนจับผีในคราวมีการเลือกตั้งสกปรก 2500 เพียงแค่หน่วยเลือกตั้งในอำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร ต้องนับคะแนนกันถึง 3 วัน 3 คืน กว่าจะเสร็จ
แล้วในที่สุด ผมก็มีโอกาสได้เข้าไปเป็น ลูกม็อบ 14 ตุลา โดยมีเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นหัวหน้าใหญ่ คุมม็อบเป็นแสนๆ คน เดินทางออกจากสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเวลาบ่ายโมง วันที่ 13 ตุลาคม 2516
จนกระทั่งลูกม็อบหลายคนถูกปราบ ถูกกระสุนปืน ล้มตายที่ข้างถนนราชดำเนิน ต้องช่วยกันแบกศพแห่ไปตามท้องถนน แล้วม็อบ 14 ตุลา ก็แปรรูปเป็น ฝูงชนบ้าคลั่ง หันไปใช้ ไฟ เผาบ้านเผาเมือง บานปลายไปถึงขั้น เผด็จการทรราช ต้องเผ่นหนีไป
แล้วเราก็ได้ นายกรัฐมนตรีพระราชทาน โดยตรงจากพระหัตถ์ของในหลวง
ต่อจากวันนั้น ก็เกิด สารพัดม็อบ ขึ้นมาทุกหัวระแหง อาทิเช่น ม็อบแรงงาน ม็อบชาวนา ม็อบตำรวจ ม็อบสามล้อ - แท็กซี่ ม็อบชาวสวน ฯลฯ
จนมาถึง ม็อบครู ที่ผมเป็นผู้จุดไม้ขีดก้านแรก เสนอท่านสมชัย วุฒิปรีชา รองเลขาฯ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ขอใช้หอประชุมคุรุสภาประชุมคุรุสภาประชุมครู ที่ถูกลอยแพจำนวน 1,000 คน เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2517 และเกิดแปรรูปบานปลายถึงขั้น กรีดเลือด ขับไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี จึงประกาศลาออกด้วยน้ำตา
ครับ เรื่องราวของ ม็อบครู เมื่อต้นปี 2517 เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปอย่างไร ผมได้บันทึกไว้ในสยามรัฐรายวันเป็นตอนๆ และรวมเล่มวางตลาดเมื่อปี 2544 ชื่อหนังสือว่า คุรุปฏิวัติ : ตำนานโลกไม่ลืม
นับเป็นปีที่ 28 ของการปฏิวัติโดยมือของครูอย่างแท้จริง
ท่านพลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ ผู้เข้าถึงจิตวิญญาณครูได้ให้ความอนุเคราะห์ จัดส่งหนังสือเล่มนี้ไปให้ศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัด ผู้อำนวยการ - ครูใหญ่ทุกโรงเรียนทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยใช้หนังสือจำนวน 1,500 เล่ม เป็นอภินันทนาการ
หลังจาก ม็อบครู แล้ว ผมก็มาเข้าร่วมเป็น ลูกม็อบพระ เรียกร้องต่อรัฐสภา ต่อรัฐบาลให้จัดตั้ง กระทรวงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม เมื่อสามปีที่แล้ว
โดยมีพระภิกษุสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา จากทั่วประเทศมาปักหลักรวมตัวกันอยู่หน้ารัฐสภาไทย เพื่อกดดันให้นักการเมืองยกเอา พระพุทธศาสนา มาเป็น เสาเอก มาเป็น ขื่อแป ของบ้านเมือง
เพราะนายอุทัย พิมพ์ใจชน, เพราะนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานและกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2540 โดย ส.ส.ร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ) ไม่ใยดีต่อเสียงชาวพุทธที่ร่วมกันลงชื่อเรียกร้องให้ระบุว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ไว้สักมาตราหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีจำนวนมากถึง 2 ล้านคนเศษ
นี่เป็นปมเหตุของการก่อ ม็อบพระ ซึ่งเป็น สัญญาณเตือนใจ ให้รัฐบาลทักษิณ ให้ ส.ส., ส.ว. ตระหนักถึง ยุทธศาสตร์ทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นรากแก้วฐานหลักของชาติบ้านเมือง
แต่มันน่าอดสู่นัก ฯพณฯ นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ท่านยังเป็นคนเบาปัญญา จึงออกปากไล่ให้ชาวพุทธ (รวมทั้งพระด้วย) กลับไปอ่านพระไตรปิฎกเสียใหม่
จึงเป็น รอยบาป ที่แก้ไม่ตก และจะดลบันดาลให้คนดีๆ คนเก่งๆ คนรวยๆ คนฉลาดๆ อย่างทักษิณจะต้องอับปางลงกลางคัน
ครับ ม็อบครูก็ดี ม็อบพระก็ดี รวมทั้งสารพัดม็อบที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยในบ้านเมือง ไม่ใช่ กุ๊ยข้างถนน อย่างที่สมัคร สุนทรเวช และวัฒนา เซ่งไพเราะ ก่นประณาม
แต่มันคือ สัญญาณเตือนภัย ของแผ่นดิน ที่นักการเมืองทุกระดับจะต้องศึกษาวิเคราะห์วิจัย ม็อบจะโกนหัวอีกกี่หัว จะกรีดเลือดอีกกี่คน หรือจะเอาน้ำมันราดตัวเผาให้ตายทั้งเป็นก็ดี มันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา
อย่าไปคิดพล่อยๆ พูดพล่อยๆ อย่างสมัคร - วัฒนา เป็นอันขาด
โดยเฉพาะ ม็อบครู ที่เริ่มต้นขึ้นจำนวน 1,000 คน ณ หอประชุมคุรุสภา แล้วโกนหัวประท้วง - คัดค้านการถ่ายโอนการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการไปให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.) เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2548
ต่อมาก็ระดมกันมาอีก 10,000 คน ยึดลานพระบรมรูปทรงม้าเป็นหัวหาด เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2548 ได้โกนหัวเพิ่มอีก 9 คน และกรีดเลือดจำนวน 2 คน
หลังจากนั้น จึงกระจายกำลังจัดตั้ง ม็อบครู สัญจรไปตามจังหวัดต่างๆ ภาคต่างๆ มีการ เผาหุ่น ของนายจาตุรนต์ ฉายแสง, ดร.รุ่ง แก้วแดง, ดร.วิษณุ เครืองาม เป็นต้น
ครับ ม็อบครูจำนวนหมื่นๆ แสนๆ ณ วันนี้ ยังคงไม่ยุติลงง่ายๆ นัก
เพราะเป็น ม็อบครูกู้แผ่นดิน ที่ทักษิณยังมองไม่ออกบอกไม่เป็น จึงมองเห็นว่าเป็นเพียงม็อบข้างถนนธรรมดาๆ
นี่คือ คุรุปฏิวัติ ตำนานเกียรติยศ ที่แท้จริง