พิมพ์หน้านี้
|
บทที่ ๒ ความภูมิใจ ผมว่าคนเราทุกคนมีนิสัยชอบขี้ตู่ ชอบอวดอ้างอยู่ในสายเลือดกันถ้วนหน้าครับ ทั้งที่ตั้งอกตั้งใจขี้ตู่ และที่ขี้ตู่แบบลืมตัว เป็นกันทั้งนั้นล่ะครับ อยู่ที่จะยอมรับกันมากน้อยแค่ไหน เพราะว่าไอ้อาการขี้ตู่ และอวดอ้างนั้น ถ้าจะว่าไปมันก็เหมือนเป็นการไขลานต่อมความภูมิใจให้มันมีแรงโหม ฮึกเหิม และยิ้มย่อง มีความสุขลึกๆ อย่าง อีตา ไทเกอร์ วู๊ด นักกอล์ฟเบอร์หนึ่งของโลกนั่นไง ไปขี้ตู่ว่าเขาเป็นคนไทย จะให้พาสปอร์ตฑูต จะเสนอให้รับเครื่องราชฯกันครึกโครม พอเขาบินมาแวะที่เมืองไทย ก็แห่แหนกันไปเอิกกเริก เล่นเอาพ่อยอดนักกอล์ฟถึงกับเอ๋อแดก งงเป็นอเมริกันตาแตก เพราะแค่มีแม่ที่เอ็กซ์พอร์ตไปจากอีสานไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นคนไทย พูดไทยไม่ได้สักคำ เมืองไทยก็ไม่เคยมา แถมแม่บังเกิดเกล้าก็ยังไม่เคยพูดถึงเมืองไทยให้ได้ยินสักประโยค เวลาเรารู้สึกนิยมชมชอบใครเข้า ใจมันก็อยากจะเหมาๆเอาไว้ให้เป็นพวกเดียวกันซะงั้นล่ะครับ คำพูดบางคำที่เราได้ยินกันบ่อยๆเช่น คนบ้านเดียวกัน , กลับทางเดียวกัน , เป็นเพื่อนของเพื่อน , แม่เขาเป็นน้องอาของน้าสะใภ้ (อันหลังนี่เข้าใจยากว่ะ..) อะไรอีกมากมาย ที่ให้ความหมายไปในทางขี้ตู่เอาว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่พอไม่ชอบใคร เราก็มักจะพยายามผลักใสให้เขาไม่ใช่พวกเดียวกับเรา โบ้ยเขาเอาไปเป็นของที่อื่นที่ไม่ใช่เราซะ ดูอย่างอดีตนายกฯตัวสั้นๆชาวสุพรรณคนนั้นไง จำได้ไหมครับ พยายามรื้อค้นกันแทบพลิกแผ่นดิน จะให้เป็นคนจีนเสียให้ได้ คนหนอคน.. สารภาพตามตรงครับ ผมก็เป็นคนนึงที่มีนิสัยขี้ตู่ ขี้อวดอ้างอยู่บ้างเหมือนกัน ยอมรับอย่างหน้าชื่นว่าหลายต่อหลายครั้งที่ผมมักอวดกับใครต่อใครว่า ไอ้คนๆนั้นมันเพื่อนผม สนิทกัน ก็จะให้ทำไงได้ล่ะครับ เวลามันภูมิอกภูมิใจใคร มันก็อยากอวดเขาบ้างเหมือนกัน และที่สำคัญคือ มันเป็นเพื่อนผมจริงๆ ไม่ได้โม้ ผมชอบเสียงเพลงครับ ชอบมากถึงขั้นคลั่งไคล้ นั่นทำให้ผมร้องรำทำเพลงมาตั้งแต่เด็ก เริ่มเล่นดนตรีตอนเรียนชั้นมัธยมต้น ลุกลามไปจนตั้งวงดนตรี จับกลุ่มกันซ้อมดนตรีตั้งแต่มัธยม๒ เพื่อนๆที่โรงเรียนเก่าของผมเขามีวงกันหลายวง จนทางโรงเรียนต้องจัดให้มีเวทีประกวดกันทุกๆปี แต่ก็ไม่ได้เอาเป็นเอาตายกันหรอกครับ แค่มีเวทีให้ขึ้นไปอวดกันหนุกๆ ตอนที่สอบเข้าบดินทรเดชานั้น ผมไม่ลังเลที่จะเลือกสอบเข้าเรียนในห้องที่มีพื้นฐานวิชาชีพดนตรีสากล เพราะตั้งความหวังที่จะได้เล่นดนตรีกับเพื่อนๆอีกครั้ง เพราะน่าสนุกไม่น้อย ที่มีเพื่อนๆในห้องเล่นดนตรีกันทุกคน พอจะเดาได้ไหมครับ ว่าผมสมหวังขนาดไหน ผมจำได้ว่า ห้อง ๔/๘ ของผมนั้น ในหมู่เพื่อนผู้ชายมีผมคนเดียวที่เล่นกีต้าร์ได้ ส่วนผู้หญิงมีอีกคนที่พอจะเคยเรียนกีต้าร์คลาสสิคมาบ้าง ที่เหลือนั้นไม่เคยเล่นดนตรีเลย จะมีที่ใกล้เคียงอยู่คนสองคนเท่านั้น ที่พอจะแสดงความสนใจในเสียงเพลงออกมาให้เห็นบ้าง โอ๋ เป็นคนหนึ่งในนั้น เขาชอบฟังเพลง เล่นคีย์บอร์ดได้นิดหน่อย และมีรสนิยมการฟังเพลงที่ดีทีเดียว โอ๋ ย้ายโรงเรียนข้ามจังหวัดมาจาก นครนายก เขาเป็นลูกชายคนโตของบ้าน ที่พกพาเอาความฝันของครอบครัวมาเรียนที่กรุงเทพ โดยมาพักอยู่กับญาติที่หมู่บ้านสวนสน ไม่ไกลจากบ้านผมนัก ในบรรดานักเรียนที่เรียนเก่ง มีผลการเรียนที่ดีของห้อง ต้องมี โอ๋ อยู่ในอันดับต้นๆด้วยเสมอ เขาเป็นคนเรียนเก่งครับ ทำให้ภาพพจน์ของ โอ๋ เป็นเด็กเรียนไปครึ่งตัว แล้วอีกครึ่งที่เหลือล่ะ.. โอ๋ ติสแดกมากๆครับ เขาเป็นคนดูจะมีโลกส่วนตัว มีแนวทางความคิดเป็นปัจเจก และไม่ต้องการความเข้าใจจากโลกรอบตัวสักเท่าไหร่ นั่นทำให้ โอ๋ เป็นคนเข้าใจยาก และหลากอารมณ์ในทุกเรื่อง ไม่น่าแปลกใจที่ใครๆอาจจะพากันงุงงงสงสัยในทัศนคติของ โอ๋ ไปบ้าง แต่สำหรับผมแล้ว ผมว่าเขาเมามันกับชีวิตดี ด้วยความที่รักดนตรี และหลงไหลจนโงหัวไม่ขึ้น ทำให้เราสองคนมักต่อกันติดในเรื่องดนตรีอยู่เสมอ ใครไปได้ยินได้ฟังอะไรน่าสนใจ ก็จะมารายงานบอกกัน แนะนำกัน ประสาคอเดียวกัน เราคงจะเป็นเพื่อนเฮฮากันทั่วไป ไม่ได้หัวหกก้นขวิดกันมานานขนาดนี้ก็ได้ ถ้า โอ๋ ไม่ได้เดินมาพูดประโยคสำคัญประโยคหนึ่งกับผม หลังจากที่เรารู้จักกันไม่นาน เฮ้ย.. กูอยากเล่นกีต้าร์ มึงสอนกูหน่อยสิ เอาดิ แต่มึงต้องไปซื้อกีต้าร์เป็นของตัวเองก่อน แล้วกูจะสอนให้ สาบานได้เลยครับว่า ผมไม่คิดจะสอน โอ๋ หรอก เพราะผมมั่นใจเหลือเกินว่า เขาจะเล่นได้โดยไม่ต้องสอนกันมาก เพราะความตั้งใจของ โอ๋ นั้นมีมากจนล้นออกมาให้เห็นอยู่ ขนาดโง่ๆอย่างผมยังหัดเล่นเองได้ ทำไมเขาจะเล่นไม่ได้ แล้วผมก็คิดถูกจริงๆด้วย หลังจากที่ โอ๋ ซื้อกีต้าร์ตัวแรก ยี่ห้อ HONDO สีดำมาไม่นาน เขาก็เล่นมันได้ โดยที่ผมแนะนำไปไม่กี่คำ นั่นเป็นการแสดงให้ผมได้เห็นถึงพรสวรรค์ชั้นเยี่ยมของเขา ผมไม่ค่อยเห็น โอ๋ ในกิจกรรมหลักๆที่เหล่าเพื่อนผู้ชายในห้องนิยมกัน โอ๋ มักกลับบ้านก่อนเพื่อน ทั้งที่บ้านใกล้กัน แต่เราก็ไม่ค่อยได้กลับบ้านด้วยกัน ในสนามบอลเราก็ไม่เจอ โอ๋ เพราะเขาไม่ชอบเล่นฟุตบอล นานๆทีที่ โอ๋ จะมาฮาเฮกับเพื่อนๆที่คลับเฮ้าส์บ้าน ไก่ ดนตรี น่าจะเป็นสิ่งเดียวที่เราใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับมัน ผมยอมรับว่า ผมออกจะแปลกใจในรสนิยมการฟังเพลงของเด็กหนุ่มจากนครนายกอย่าง โอ๋ อยู่พอสมควร เพราะเขามีแนวทางที่แตกต่างจากเพื่อนๆร่วมห้องที่มาจากต่างจังหวัดเหมือนๆกัน โอ๋ ทันสมัย และหัวก้าวหน้า เขามักแนะนำเพลงนอกกระแสในสมัยนั้นให้ผมฟังบ่อยๆ ปลดปล่อยหูออกจากเพลงตลาดทั่วๆไปเสียบ้าง ผลจากการที่ โอ๋ สามารถหัดเล่นกีต้าร์ได้อย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนๆในห้องอีกหลายคน ไม่นานหลังจากนั้น เพื่อนๆก็เริ่มเล่นดนตรีกันหนาตาขึ้น แม้จะเริ่มเล่นกันได้แบบงูๆปลาๆ แต่มันก็เริ่มจุดประกายความฝันของผม กับ โอ๋ ที่จะพยายามมีวงดนตรีของห้องให้ได้เป็นมิ่งขวัญสักวง ก่อนที่เราจะต้องแยกย้ายกันไป ตลอดชีวิตการเป็นนักเรียนของผม ผมไม่อายที่จะบอกว่า ผมไม่เคยสอบได้คะแนนสูงสุดของห้องมาก่อนเลยในชีวิต วิชาเดียวที่สร้างความภูมิใจให้ผม ก็คือวิชาดนตรีสากลนี่เอง เวลาเขาติดประกาศคะแนนสอบ ผมงี้ภูมิใจเหมือนได้เหรียญทองโอลิมปิค และคนที่คะแนนเบียดกันมากับผมก็คือ โอ๋ เราผลัดกันนำผลัดกันตามแบบสูสีตลอดเวลา ๓ ปีที่เรียนร่วมกัน แล้วเราก็มีวงดนตรีของห้องสมใจ เป็นวงดนตรีเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาเล่นเอาคะแนนสอบ มีชื่อวงน่าจดจำว่า วงไฉไล แม้ว่าจะมีฝีมือและคุณภาพอยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง แต่มันเป็นวงดนตรีที่เล่นด้วยความสนุกสนานที่สุดในชีวิตวงนึงเลย ซึ่งความรู้สึกนี้ตรงกันทั้งผมและโอ๋ เอาไว้ผมจะเล่าเรื่อง วงไฉไล ให้ฟังเต็มๆอีกทีก็แล้วกัน ตอนที่เราเลือกอนาคตการเรียนก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อนๆในห้องที่มีแนวทางการสอบคล้ายกับผมนั้นมีอยู่ไม่กี่คน ตอนนั้นผมอยากเรียนสถาปัตย์ โดยมีแนวร่วมที่สอบสถาปัตย์เหมือนกันอยู่อีก ๒ คน หนึ่งในนั้นก็คือ โอ๋ ตอนนั้นผมยอมรับว่าค่อนข้างแปลกใจที่เขาเลือกสอบแบบนั้น เพราะว่าผมไม่แน่ใจนักว่า นั่นเป็นสิ่งที่เหมาะกับเขาจริงหรือไม่ แต่ก็อุ่นใจที่มีเพื่อนสอบคล้ายๆกัน ผมสอบติดอันดับสี่ ไม่ใช่สถาปัตย์ เพื่อนที่สอบด้วยกันอีกคนสอบไม่ติดเลย ส่วน โอ๋ สอบติดสถาปัตย์ลาดกระบังสมใจ ผมอดเสียดายไม่ได้ที่สอบไม่ติด เพราะถ้าติดที่เดียวกัน เราก็จะได้พากันเล่นดนตรีกันให้เมามันได้อีกหลายปี ทั้งๆที่เรียนกันคนละที่ แต่ดนตรีก็ลากผมไปสนุกกับ โอ๋ จนได้ ครั้งนั้นรุ่นน้องปีหนึ่งอย่าง โอ๋ จัดงานเลี้ยงส่งรุ่นพี่สถาปัตย์ลาดกระบังปีสุดท้าย และแน่นอนที่มีดนตรีเล่น และคราวนั้นผมก็เดินทางไปแจมดนตรีข้ามมหาวิทยาลัย จากสุขุมวิทไปลาดกระบัง ที่สมัยนั้นยังกันดารมาก ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ และมืดมิดสนิทใจ เป็นหนึ่งในกิจกรรมทางดนตรีที่ลืมไม่ลง ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัว อยู่ในร่องในรอยของมัน ทั้งทางด้านชีวิต และการเรียนของ โอ๋ เราพบปะกันบ้างตามแต่เวลาและโอกาสจะอำนวย และชีวิตนักศึกษาปีหนึ่งนั้น มันก็มีอันต้องยุ่งจัดรัดตัว จนเหลือเวลาที่อำนวยให้เราเจอกันน้อยเต็มที จนมารู้อีกที เพื่อนโอ๋ของผมก็มีอันจะต้องถูกรีไทร์ออกจากมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยเหตุผลทางด้านจิตใจ และความอ่อนไหวของสังคมรอบๆตัวของ โอ๋ ทำให้เขาต้องเดินออกจากมหาวิทยาลัย แม้จะเพิ่งเข้าไปเรียนได้ไม่ถึงปี นั่นเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความคิดของผมเอามากๆ ถ้าก่อนหน้านั้นมีหมอดูคนไหนมาบอกผมว่า โอ๋ จะเรียนไม่จบสถาปัตย์ และจะถูกรีไทร์ตั้งแต่ปีแรก ผมคงจะหัวเราะเยาะใส่หน้าหมอ หรืออาจถึงขั้นกระโดดกัดติ่งหู โทษฐานที่ดูถูกเพื่อนกูเกินไป โชคไม่ดีนัก ที่ โอ๋ รับรู้ว่าเขาต้องถูกรีไทร์ในช่วงเวลาที่การสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีนั้นเสร็จสิ้นไปแล้ว นั่นทำให้เขาต้องรอสมัครใหม่ในปีถัดไป ว่างไปอีกเกือบปี ตอนนั้นมันดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่าวิตกสำหรับอนาคตของ โอ๋ อยู่พอสมควร ทั้งๆที่เขาได้พิสูจน์ตัวเองกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาแล้ว แต่วินาทีนั้น เขากำลังมึนงงกับอนาคตที่หวั่นไหวตรงหน้า และใช้เวลากับการขีดเส้นทางเดินของตัวเองอีกครั้ง ใครจะไปคิดล่ะครับ ว่าครั้งนี้ มันจะเป็นก้าวสำคัญเอามากๆทีเดียว เพราะมันเป็นเส้นที่ขีดยาวมาจนทุกวันนี้เลย ที่ผ่านมานั้น โอ๋ อาจจะยังไม่ได้เลือกทางเดินตามใจตัวเองนัก เพราะแน่นอนที่การเป็นความหวังของคนอื่น มีส่วนทำให้ความเป็นตัวเองของเขาสั่นคลอนไปบ้าง แต่ถึงเวลานั้น โอ๋ ก็ตัดสินใจเลือกทางเดินตามใจตัวเองล้วนๆ และผมก็เห็นด้วยกับความคิดนั้นเต็มเหนี่ยว โอ๋ ใช้เวลาในปีนั้นเรียนดนตรีอย่างจริงจัง ที่โรงเรียนดนตรีชื่อดังแถวๆอุดมสุข เขาพัฒนาตัวเองได้รวดเร็วอย่างน่าตกใจ ทุกครั้งที่เราเจอกัน ผมสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของเขาได้ชัดเจน โอ๋ เก่งขึ้นมาก และตั้งใจอย่างรุนแรงที่จะสอบเข้าเรียนที่คณะ ครุศาสตร์ จุฬา วิชาเอกดนตรีสากล อันเป็นคณะที่สอบเข้ายากมาก เพราะมีชื่อเสียงทางด้านดนตรีที่สุดในเวลานั้น และที่สำคัญคือรับนักศึกษาเข้าเรียนปีละไม่ถึง๑๐คน แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินกว่าที่ โอ๋ จะทำได้ เขาสอบติดได้ดังใจ จะมีสักกี่คนที่สอบสองครั้ง ติดทั้งสองครั้ง และแต่ละครั้งนั้น ติดคณะยากๆทั้งนั้น มันส์ดีไหมล่ะครับ พอมาเรียนที่จุฬาฯ ทำให้เราเรียนใกล้กันกว่าเดิม ไปมาหาสู่กันง่ายกว่าเดิม โอ๋ มักใส่ชุดนิสิตยับๆมาเยี่ยมผมที่คณะอยู่บ่อยๆ จนเพื่อนๆผมที่คณะรู้จัก โอ๋ กันหลายคน โอ๋ เรียนในสิ่งที่คนรักดนตรีอย่างผมไม่มีโอกาส เขาพัฒนาไปเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆมากมาย ทั้งเปียโน เชลโล่ และเครื่องดนตรียากๆอีกหลายอย่าง รวมทั้งพัฒนาความสามารถในด้านดนตรีคลาสสิคไปไกล ผมรู้สึกเหมือนว่า โอ๋ ได้อยู่ในที่ๆเขาควรอยู่แล้ว เขาเหมือนไฟร้อนๆที่ขาดเชื้อเพลิงที่ดี และตอนนั้น เขาได้พบแหล่งเชื้อเพลิงของเขาแล้ว นั่นทำให้ไฟของ โอ๋ ลุกโหมสว่างไสว เกินกว่าที่ใครจะคาดคิด จนบางทีมันก็ลุกโหมจนน่าตกใจ ในช่วงชีวิตนักศึกษาของโอ๋ เขาร่วมกับเพื่อนเอกดนตรีต่างคณะ ผลิตอัลบั้มเพลงที่ว่ากันว่า เป็นการเปิดศักราชดนตรีใต้ดินของเมืองไทย และเป็นอัลบั้มในดวงใจของใครหลายคน และนั่นรวมถึงผมด้วย วงซีเปีย ของเขาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการอินดี้ ทันทีที่วางตลาด เพลงของเขาก็ทะลุทะลวงเพลงกระแสหลักจนแตกกระเจิง เพลงเกลียดตุ๊ด และ death god กลายเป็นเพลงฮิตในเวลาไม่นาน ทั้งๆที่เพลงของซีเปีย ไม่สามารถเปิดออกอากาศได้ก็ตาม นั่นหมายความว่า มันโด่งดังทั้งๆที่ไม่เคยมีใครได้ยินทางวิทยุสาธารณะเลย เจ๋งไหมเล่า ผมจำได้แม่นว่า โอ๋ เอาเทปชุดนั้นมาแจกเพื่อนๆ ตอนที่เพื่อนๆนัดสังสรรค์กันที่ร้าน ๑๓เหรียญ แถวๆสีลม หน้าปกรูปผู้ชายแก้ผ้าหันตูดโชว์บนหน้าผา ทำเอาเหล่าเพื่อนๆตกใจได้ไม่น้อย แม้ว่ามันจะเป็นเพลงร๊อคที่ ดิบ เถื่อน หยาบ ไปบ้าง แต่ต้องไม่ลืมว่า มันถูกผลิตโดยนักศึกษาสาขาดนตรีที่เก่งกาจ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมจำคำจำกัดความอันน่าประทับใจ ที่ โอ๋ ให้สัมภาษณ์ทางสื่อในตอนนั้นได้ดี เขาบอกว่า พวกเขาเป็นด้านมืดของจุฬา สะใจดีไหมล่ะ ความโด่งดังของ ซีเปีย ก็ทำให้ โอ๋ เป็นฮีโร่ของใครหลายคน เด็กๆตามสถานศึกษาหลายแห่ง แทบจะเห็นเขาเป็นพระเจ้า วัดได้จากคอนเสิร์ตตามสถานศึกษา ที่มันส์สุดเดช มันส์จนสถานศึกษาบางแห่ง ถึงกับออกนโยบายใหม่ ที่ต่อไปจะจัดคอนเสิร์ตศิลปินกลุ่มไหนก็ได้ ยกเว้น ซีเปีย จนกระทั่ง ซีเปีย กลายเป็นนามสกุลต่อท้ายชื่อของเขาไปเลย นับแต่นั้น โอ๋ เพื่อนผม ก็กลายเป็น โอ๋ ซีเปีย ไปโดยปริยาย โอ๋ มาหักมุมอย่างแรง เมื่อเขาเริ่มหันมาทำงานเพลงคลาสสิค หลังจากเมามันกับซีเปียไปพอสมควร เขาก็หันมาทำงานร่วมกับ อ.ดนู ฮันตระกูล และวงไหมไทย จากวงร๊อค ดิบ เถื่อน มาเป็นวงออเคสตร้า นุ่มนวล ไฮโซ แต่เขายังคงมาตรฐานของเขาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น นั่นคือมีคุณภาพ และ โอ๋ ก็ทำให้ทุกคนเห็นว่า ไม่ว่าแนวไหน เขาก็ทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย หลังจากเรียนจบ โอ๋ ก็ก้าวเข้าสู่ธุรกิจดนตรีเต็มตัว เขาทำงานทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลังมาอย่างต่อเนื่อง ได้ร่วมงานกับศิลปินดังๆมากมาย แต่งเพลงให้ใครต่อใครร้องมาหลายคนจนจำได้ไม่หมด เป็นคนสร้างคอนเสิร์ตดีๆประดับวงการเพลงไทยมากมาย ตั้งแต่ป้าเบิร์ด ธงไชย ไปจนถึง สมหมายน้อย ดวงเจริญ (คนหลังนี่ผมมั่วเอาเอง) แต่ โอ๋ ก็ยังผลิตงานดิบๆในนาม ซีเปีย มาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ในฐานะนักแต่งเพลงคนนึง ผมได้มีโอกาสแต่งเพลงให้วง ซีเปีย ของ โอ๋ และน่าดีใจที่มันเป็นหนึ่งในเพลงที่โด่งดังที่สุดเพลงหนึ่งของ ซีเปีย เลยทีเดียว ได้ยินเมื่อไหร่ผมก็อดที่จะภูมิใจไม่ได้ แต่คนอื่นอย่ามาทักนะครับ ถ้ามาทักผมว่าเพลงนี้ผมแต่งได้ยังไง หรือมีแรงบันดาลใจจากไหน มันจะไม่ค่อยอยากตอบเท่าไหร่ มันตอบยาก เพราะเพลงนั้นชื่อเพลง ไข่หงษ์ หรือที่บรรดาแฟนๆซีเปียเรียกจนติดปากว่าเพลง ไข่เหี้ย เพราะท่อนฮุคมันร้องว่าอย่างนั้นจริงๆ แล้ววันนึง โอ๋ ก็กลับกลายมาเป็นอาจารย์ของผม เขาสอนผมในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับดนตรีมากมาย เขามักแสดงอาการภาคภูมิใจเมื่อได้ค้นพบความรู้ใหม่ๆ และมักอธิบายสอนผมเป็นคนแรกๆ นับได้ว่าเป็นอาจารย์ที่ไม่หวงวิชาเอาซะเลย เรามีโอกาสได้ทำงานร่วมกันบ่อยครั้ง หลายงานที่ โอ๋ นึกถึงผม และชวนผมไปช่วยกันผลิต และหลายงาน ที่ผมชวน โอ๋ มาทำด้วยกัน มันเป็นเรื่องที่น่าสนุก ถ้าเราจะได้เตะตะกร้อกับทีมที่เข้าขากัน หรือฝากคนที่กินอาหารรสชาติเดียวกันช่วยปรุงก๋วยเตี๋ยวให้ และจะน่าสนุกแค่ไหน ที่ได้ทำงานที่เรารัก กับเพื่อนรักสักคน ใครคิดยังไงผมไม่รู้ แต่ผมถือว่า นี่เป็นความสุขในการทำงาน ที่มนุษย์สักคน พึงจะมีสักครั้งในชีวิต และผมก็ได้มีโอกาสนั้นแล้ว ครั้งนึงเมื่อนานมาแล้ว ผมได้ฟังการสัมภาษณ์ทางวิทยุ ของวงซีเปีย โดยดีเจชื่อดังในตอนนั้น คำถามหนึ่งที่ถาม โอ๋ ก็คือ ใครคือครูดนตรีคนแรกของเขา โอ๋ บอกเสียงดังฟังชัดด้วยชื่อของผม ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมฟังอยู่ที่ไหน หรือนั่งฟังอยู่กับใคร แต่ผมไม่เคยลืมความรู้สึกตอนนั้นเลย ว่ามันภูมิใจขนาดไหน เพราะถ้านับผมเป็นอาจารย์จริงๆ วันนี้ศิษย์ของผมคนนี้ ก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าที่อาจารย์คนไหนๆจะกล้าฝันไว้ จนทุกวันนี้ โอ๋ ยังคงเป็นเพื่อนที่ผมพบเจอบ่อยที่สุด และยังเวียนว่ายหาโอกาสทำงานร่วมกันอยู่บ่อยๆ แม้ว่าวันนี้ เขาจะมีนามสกุลเพิ่มขึ้นมาอีก จาก โอ๋ ซีเปีย มาเป็น โอ๋ ดูบาดู แต่เราก็ยังคงเป็นเพื่อนกันอยู่อย่างไม่ต่างกับตอนที่เรียนมัธยมด้วยกัน หลายครั้งที่ผมเห็น โอ๋ ในทีวี หรือได้ยินเพลงของเขาทางวิทยุ หรือได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ โอ๋ ในนิตยสาร ผมก็มักจะบอกกับคนรอบๆตัวตอนนั้นว่า นี่เพื่อนผม เรียนมาด้วยกัน สนิทกัน จริงๆนะ แหม.. ก็มันเพื่อนผมจริงๆนี่ครับ
|
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |