พิมพ์หน้านี้
|
บทที่ ๖ ผู้นำสามใบเถา ตากอากาศ เป็นคำกริยาที่ฟังดูตลกๆแปลกๆชอบกลนะครับ มันชวนให้สงสัยว่า ทำไมต้องไปตากด้วย อะไรตรงไหนมันเปียกชื้น หรือยังไม่แห้งสนิทหรือไง ถึงได้ขวนขวายไปตากอากาศนัก จนคึกคักกันทุกวันหยุดยาวๆ ที่มักจะมีรถติดแถวยาวให้สมกับความยาวของช่วงวันหยุดนั้นๆ
คำว่า ตากอากาศ นั้น ฟังแล้วนึกถึงว่าเราไปตากปลา หรือเนื้อแดดเดียว ผิดแต่ใช้ตัวเราแทนปลา นอนหงายใส่แว่นดำ ทำตัวคล้ายกับปลาแห้งบนกระด้ง ที่พอแห้งสนิทดีแล้ว ก็แห่กันกลับกรุงเทพ เพื่อทำร่างกายให้ชื้นแฉะอีกครั้ง แล้วก็หาเวลากลับไปตากให้แห้งอีก หมุนวนเป็นวงจรอยู่อย่างนั้น สถานที่ตากอากาศนั้นไกลๆทังนั้นครับ อยู่ห่างจากเมืองหลวงไปไม่น้อยกว่าร้อย สองร้อยกิโล ผมยังไม่เคยเห็นใครคิดจะไปตากอากาศแถวประตูน้ำ หรือมาบุญครองสักที เหมือนว่าอากาศแถวๆนี้ตากแล้วไม่แห้งสนิท ก็เลยฮิตไปหาที่ตากกันไกลๆ ผมคิดเอาเองว่า คำว่า อากาศ นั้น ไม่ได้หมายถึงปริมาณก๊าซ หรือค่าความชื้นสัมพัธ ที่วัดได้ทางวิทยาศาสตร์หรอกครับ แต่น่าจะหมายถึงคำว่า บรรยากาศ เสียมากกว่า เพราะมันไม่ได้วัดด้วยจมูกเท่านั้น แต่รวมถึงวัดด้วยสายตา อารมณ์ และคนข้างๆตัว และบ่อยครั้งที่ใช้ หัวใจ เป็นตัววัด นั่นทำให้ผมมักเรียกการไป ตากอากาศ ว่า เปลี่ยนบรรยากาศ ให้สมกับความหมายจริงๆของมัน ด้วยความที่ผมเป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด เกิดและโตที่นี่ เลยทำให้วงจรการเปลี่ยนบรรยากาศของผมและครอบครัว เป็นไปในแบบที่ว่ามาข้างต้น บ่อยครั้งที่ครอบครัวผม พากันไปเปลี่ยนบรรยากาศแบบฟาสฟู๊ต นั่นคือรีบแหกขี้ตาตื่นแต่เช้ามืดวันเสาร์ เพื่อขับรถออกจากกรุงเทพ แวะกินข้าวเช้าแถวๆมหาชัย สายๆก็เดินทางต่อ แวะซื้อของที่เขาย้อย เลยไปซื้อขนมหวานเมืองเพชรฯ กินข้าวเที่ยงริมทะเลที่ชะอำ อิ่มแล้วเดินทางต่อไปหัวหิน ถึงหัวหินแล้วก็แวะซื้ออาหารทะเลไปทำกินกันตอนเย็น เข้าที่พักตูดยังไม่ทันร้อน ก็ไปไหว้พระที่เขาตะเกียบ กลับมาเล่นน้ำทะเล พอแดดร่มลมตกก็อาบน้ำกินข้าว ปิ้งๆย่างๆกุ้งหอยปูปลา ค่ำก็นอน ตื่นมาแต่เช้าอีกวัน กินข้าว เล่นน้ำทะเล พอสายๆก็เก็บของ ขับรถออกจากหัวหิน แวะตลาดซื้อของทะเลสดกลับไปกินที่กรุงเทพ เลยไปแวะซื้อขนมของฝากที่เพชรบุรี ขึ้นไปเที่ยวพระนครคีรี กินข้าวเที่ยง แล้วตีรถกลับบ้าน ถึงบ้านเย็นๆวันอาทิตย์ นับเป็นวันหยุดพักผ่อนที่น่าเหน็ดเหนื่อยมากๆ ตอนนั้นผมยังเด็ก เลยไม่ได้ขัดขืนอะไร แต่ก็ทำให้ผมฝังใจมิใช่น้อย ว่าการเป็นคนเมืองหลวงนั้น มันทำให้ชีวิตเรา ขาดความละมุนละไม ไม่ได้มีเวลาที่จะชื่นชมอะไรนานๆ ขนาดจะไปพักผ่อน ยังต้องเที่ยวทำยอดซะขนาดนั้น สังเกตุได้จากโฆษณาของบริษัทนำเที่ยวทั่วๆไป ที่มักเอาปริมาณมาเป็นจุดล่อใจ มากกว่าเรื่องอื่นๆ ทัวร์ยุโรป ๗ วัน ๑๖ ประเทศ ฟังดูน่าจะเหนื่อยกว่าดำนา แวะถ่ายรูปได้ประเทศละนาทีครึ่ง ต้มมาม่ายังไม่ทันสุกเลย ไม่รู้ว่ามันน่าสนุกตรงไหน แต่ถ้ามีใครโฆษณาว่า หลวงพระบาง ๕ วัน ที่เดียวไม่ไปไหน เดินเอื่อยๆตามใจ ที่พักง่ายๆ อาหารลาวๆ ผมจะลุกขึ้นเก็บกระเป๋าไปกับเขาแน่ๆ เพราะน่าจะมีเวลาซึมซับ เดินนับเสาไฟไปเพลินๆ โดยไม่ต้องรีบร้อนไปไหน ทำตัวเป็นลาวดูสักสี่ห้าวันก็ไม่เลว ผมเลยมักจะอิจฉาเพื่อนๆที่มาจากต่างจังหวัด ผมมักจะฟังเรื่องราวของบ้านเกิดของคนเหล่านั้นด้วยความสนใจ ในขณะที่บางคนอาจจะเห็นใจในความไม่สะดวกสบายทางวัตถุของคนต่างจังหวัด แต่การมีที่ให้เราคิดถึง หรือใช้เวลาในช่วงวันหยุดเพื่อกลับไปเยี่ยมบ้าน นั้นน่าอิจฉาจะตาย เพื่อนๆมัธยมของผมนั้นมาจากทุกสารทิศเลยครับ แทบจะครบทุกภาค ใกล้ไกลแตกต่างกัน ตั้งแต่ นครนายก ชลบุรี สัตหีบ พัทยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ประจวบฯ กระบี่ หาดใหญ่ นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช และอีกมากมาย จำกันแทบไม่หมด ในบรรดาเพื่อนๆที่มาจากต่างจังหวัดนั้น มักจะมีเอกลักษณ์ประจำตัวกันเกือบทุกคนครับ ทั้งสำเนียงการพูด ผิวพรรณ และทัศนคติ แต่ไอ้ที่โดดเด่น และน่าจดจำนั้นมีอยู่ไม่มากนักหรอกครับ เพราะว่ามันจะมีความเป็นที่สุดอยู่บางอย่าง ในบรรดาความเป็นที่สุดของเพื่อนที่มาจากต่างจังหวัดนั้น ผมยกให้ จุ๊ฟ มาที่หนึ่งครับ เขาเดินทางมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ดินแดนแห่งมะขามหวาน และตำนานแชมป์โลกอย่างเขาทราย กาแล็กซี่ จุ๊ฟ เป็นนักเรียนที่ตัวเล็กที่สุดในห้อง และเป็นคนที่ยังใช้คำนำหน้าว่า เด็กชาย อยู่เลย เขาตัวเล็กๆผอมๆ ผิวคล้ำจนเกือบดำ ตาคมกลมโต เสียงใสแจ๋ว แบบที่ยังไม่แตกหนุ่ม นุ่งกางเกงยาวและเสื้อตัวใหญ่ เพราะซื้อเผื่อโต ความเป็นคนเรียบร้อย และดูอ่อนต่อโลกของ จุ๊ฟ ยิ่งเป็นระเบียบมากขึ้น เพราะเขาพักอยู่กับอาจารย์ที่บ้าน ร่วมกับเด็กนักเรียนจากต่างจังหวัดอีกหลายคน ที่อาศัยบ้านอาจารย์ที่เปิดเป็นหอพักขนาดเล็ก อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก จุ๊ฟ ตัวเล็ก เลยนั่งเรียนอยู่แถวหน้าสุดของห้อง อันเป็นดินแดนของเด็กเรียน ที่ต้องอาศัยความตั้งใจอย่างมาก เพราะไม่สามารถแอบหลับ กินขนม หรือลอกการบ้านวิชาอื่นๆได้เลย นั่นเป็นการบังคับให้ จุ๊ฟ ต้องอยู่ในระเบียบวินัย มากกว่าเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆหลายขุม องค์ประกอบหลายๆอย่างที่ว่ามา ทำให้ จุ๊ฟ ดูเหมือนเป็นน้องเล็กของห้อง ที่ยังใสซื่อบริสุทธิ์อยู่ และเป็นเพชรเม็ดงามจากต่างจังหวัด ที่กำลังจะเจียรนัยให้มีเหลี่ยมคมมากขึ้น บ่อยครั้งที่เราจะเห็น จุ๊ฟ พร้อมกับชะลอมใส่ผลไม้ เป็นภาพที่น่ารักดีนะครับ ลองนึกดูสิครับ เด็กนักเรียนตัวเล็กๆดำๆ ใส่เสื้อตัวใหญ่กับกางเกงยาวๆ หิ้วกระเป๋าหนักจนเดินตัวเอียง อีกมือถือชะลอมไม้ไผ่ใส่มะขามมาเต็มชะลอม กำลังเดินดุ่มๆไปโรงเรียน น่ารักดีออกผมว่า เราได้กินมะขามหวานอันลือชื่อของเพชรบูรณ์เป็นประจำครับ แทบจะทุกครั้งที่พ่อและแม่ของ จุ๊ฟ เดินทางมาเยี่ยม ก็มักจะติดไม้ติดมือให้ลูกเอามาแบ่งให้เพื่อน จนเพื่อนๆเริ่มเบื่อมะขาม และพยายามลุ้นให้พ่อและแม่ของ จุ๊ฟ ย้ายไปตั้งรกรากที่อื่น เผื่อจะได้กินอะไรแปลกๆใหม่ๆบ้าง ความที่ จุ๊ฟ ยังดูเด็ก ตัวเล็ก น่ารัก ทำให้เขาดูไม่เป็นภัยต่อสาวๆ เขาเข้ากับเพื่อนๆสาวๆในห้องได้ดี จนหนุ่มๆในห้องอิจฉา และพยายามสร้างข่าวลือว่า สาวๆเหล่านั้นสำคัญผิดไปเสียแล้ว ที่มองเห็น จุ๊ฟ เป็นดอกบัว แต่ก็ไม่สามารถต้านกระแสความเป็นเด็กดี ไม่มีพิษภัยของ จุ๊ฟ ลงได้ เพื่อนๆในห้อง สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของ จุ๊ฟ ได้อย่างชัดเจน เพราะการที่เขายังดูเด็กอยู่มากตอนที่เราเจอกันใหม่ๆ เวลาที่ค่อยๆผ่านไป ก็พาความเปลี่ยนแปลงมาสู่ จุ๊ฟ ต่อหน้าต่อตาพวกเรา จุ๊ฟ ตัวโตขึ้นรวดเร็ว เสียงแตกหนุ่ม นมแตกพาน เสื้อเริ่มฟิต กางเกงเริ่มสั้น มะขามหวานเริ่มขาดหาย และทิ้งช่วงนาน เพราะโตแล้วที่บ้านเริ่มไม่ค่อยเป็นห่วง กิจกรรมที่ จุ๊ฟ ไม่ค่อยได้ร่วมหัวกัน ก็เริ่มมีเขามาแจมด้วย เช่นเล่นฟุตบอลด้วยกัน เพราะแต่ก่อน จุ๊ฟ ตัวเล็ก เพื่อนๆกลัว จุ๊ฟ บาดเจ็บ แต่ตอนนั้นมันเริ่มเตะจนเพื่อนคนอื่นบาดเจ็บแล้ว หรือเรื่องจีบสาว ที่ จุ๊ฟ มักไม่ค่อยสันทัดในช่วงแรก แต่ในที่สุด จุ๊ฟ ก็ได้แสดงให้ทุกคนเห็นว่า เขาแพรวพราวไม่เบาเลยทีเดียว สาวๆในห้องบางคนน่าจะรู้ดี แต่กิจกรรมที่ผมจำได้ดีก็คือ การเล่นดนตรีด้วยกันนี่ล่ะครับ เพราะว่า จุ๊ฟ เป็นนักดนตรีที่น่าสนใจคนนึงเลยทีเดียว เขามีพรสวรรค์ทางดนตรีพอสมควร และเครื่องดนตรีที่เขาถนัดก็คือ กลองชุด ครับ การตีกลองชุดนั้นยากกว่าตีกลองยาวมากนัก ใครเคยลองตีก็จะรู้ว่า มันเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ทักษะ และประสาทสัมผัสที่ยากเอาการ เพราะต้องตีทั้งตัว ใช้ทั้งสองมือ และสองเท้า ตอนแรกที่ห้องเราต้องตั้งวงดนตรีเพื่อสอบเก็บคะแนนนั้น ตำแหน่งที่หายากที่สุดก็คงจะเป็นตำแหน่งมือกลองล่ะครับ ความที่มันไม่ใช่เครื่องดนตรีที่มีไว้ประจำบ้านเหมือนกีต้าร์ หรือเปียโน และไม่สามารถเล่นคนเดียวให้เป็นเพลงได้ ประกอบกับการที่เล่นยาก ถึงยากมาก ทำให้ความคิดแรกในการตั้งวงของห้อง จึงเป็นวงโฟล์คซอง ที่ไม่มีกลองชุด แต่ฟ้าก็ส่ง จุ๊ฟ มาให้พวกเรา แต่ก็ไม่อยากให้พวกเราเหลิง เลยส่งมาครึ่งเดียว เพราะถึงแม้ว่า จุ๊ฟ จะเป็นมือกลองที่มีจังหวะดี แต่ก็เป็นมือกลองที่สุภาพมาก ตีกลองเบามากเหมือนกลัวกลองเจ็บ ทะนุถนอมราวกับหนังกลองเป็นทองคำ ตีหนักกลัวทองจะลอก วงอื่นๆเขามักจะมีปัญหาว่าซ้อมกันเสียงดังจนเกินไป จนฟังไม่ได้ศัพท์ว่าอะไรเป็นอะไร แต่วงเราเสียงเบาจนต้องใช้สมาธิในการฟัง นักร้องแทบจะไม่ต้องใช้ไมโครโฟนในการซ้อม กระซิบเอายังเกือบได้ยินเลย อีกอย่างที่น่าเห็นใจคือ จุ๊ฟ เป็นมือกลองล่องหนครับ เวลาที่เขานั่งลงประจำที่มือกลอง เขาจะโดนกลองบังจนมิด เพื่อนๆต้องคอยชะโงกมองเป็นระยะๆว่ายังมีชีวิตอยู่รึปล่าว จัดวางตำแหน่งของกลองแต่ละใบก็ลำบาก เพราะบางใบมันไกลเกินเอื้อมไปนิดนึง ตีไม่ถึง จนต้องยกเก้าอี้นั่งให้สูงขึ้นกว่าปกติ แต่สูงไปก็ไม่ได้นะครับ เพราะขามันจะเหยียบกระเดื่องไม่ถึง ได้บนเสียล่าง ได้ล่างห่างบนกันอยู่เป็นประจำ น่าเห็นใจ แต่จะทุลักทุเลแค่ไหน เราก็ตั้งวงดนตรีเล่นกันสนุกสนานครับ หุ่นไม่ให้แต่ใจรักเสียอย่าง จะกระโดกกระเดกไปบ้าง แต่ก็น่าจดจำดีครับ จุ๊ฟ ไม่ใช่คนเรียนเก่งนัก แต่เขาเป็นคนขยันมากคนนึงเลยทีเดียว ตอนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้น จุ๊ฟ เตรียมตัวอย่างดี ความที่พักอยู่กับอาจารย์ ทำให้ จุ๊ฟ ต้องขยันมากกว่าเพื่อนๆหลายเท่า เพราะอาจารย์ที่ จุ๊ฟ พักอยู่ด้วยนั้น ค่อนข้างจริงจังและเข้มงวดในเรื่องการเรียนมากๆ แต่เขาก็สอบไม่ติด รวมถึงเพื่อนๆอีกหลายคนที่พลาดหวังจากการสอบครั้งนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็มาถึงพวกเราพร้อมๆกัน เพื่อนๆที่สอบไม่ติดหลายคนพากันไปสมัครเรียนที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยหลากหลายเหตุผล บ้างก็ลงสมัครไว้เพื่อเรียน ร.ด. บ้างก็ลงเรียนแบบจริงจังหวังปริญญากันที่นี่เลย บ้างก็สมัครตามเพื่อนไปก่อน และมุ่งหวังจะสอบใหม่ในปีหน้า ซึ่ง จุ๊ฟ อยู่ในพวกหลังสุด ที่ตั้งใจจะสอบใหม่ในปีถัดไป แต่มันก็เป็นการเตรียมตัวสอบที่ต่างไปจากเดิมมากทีเดียว จุ๊ฟ ต้องออกจากหอพักของอาจารย์ มาเช่าหอพักอยู่เองที่หน้าราม ไม่มีความเข้มงวดให้ต้องเคร่งครัดอีกแล้ว วงล้อมของสังคมเพื่อนฝูงในตอนนั้น รายล้อมไปด้วยอบายมุข ทั้งโต๊ะสนุ๊ก และร้านเหล้า ผมมีโอกาสแวะเวียนไปพบปะสังสรรค์อยู่บ้าง แล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ว่าอนาคตจะน่าหวั่นไหวแค่ไหน ถ้ายืนยันจะใช้เวลาไปกับเรื่องเหล่านั้น แต่ จุ๊ฟ ก็แสดงความรับผิดชอบต่ออนาคตได้อย่างน่าชมเชยครับ ในปีถัดมา เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ สร้างความน่ายินดีให้กับคนรอบข้าง และพ่อแม่ และดูเหมือนว่า ความพยายามที่ผ่านมานั้นสำเร็จเสียที แต่เขาก็ต้องเดินทางไปเรียนไกลเพื่อนเอามากๆ เพราะ จุ๊ฟ สอบติดที่ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อันเป็นมหาวิทยาลัยที่ผมไม่มีข้อมูลใดๆอยู่ในหัวเลย ก็คงเหมือนกับชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างจังหวัดทั่วๆไป ที่ต้องห่างจากเพื่อนก๊วนเก่าไปไกล ห่างหายจนขาดการติดต่อไปนาน จนกลายเป็นประเด็นให้เพื่อนๆในกรุงเทพ ต้องคอยถามไถ่กันและกันอยู่บ่อยๆ ว่าได้ข่าวคราวกันบ้างไหม และก็เหมือนๆกันที่คำตอบมักจะเป็นคำตอบเดียวกันคือ ไม่ หลังจากที่ผมเรียนจบได้ไม่นาน ข่าวสะเทือนขวัญก็มาถึงหูจนได้ เมื่อ จุ๊ฟ มีอันจะต้องรีไทร์ออกจากมหาวิทยาลัย ทั้งๆที่กำลังเรียนอยู่ในปีสุดท้ายของหลักสูตร ขนาดคนที่ได้ฟังยังอึ้งแดก ไม่รู้ว่าตอนนั้น จุ๊ฟ จะรู้สึกยังไง มาได้ยินได้ฟังจากปากของ จุ๊ฟ เอาหลังจากนั้นพักใหญ่ๆ ว่าหลากหลายเหตุผลที่ทำให้เขาต้องเจอเรื่องน่าขนลุกแบบนั้น ทั้งเรื่องทางสังคม และจิตใจ ทั้งๆที่ใครก็คงเสียดายจนเกือบท้อถ้าต้องเจอเรื่องแบบนั้น แต่ จุ๊ฟ ก็ไม่ได้แสดงความไหวหวั่นให้ผมเห็น กลับกันที่เขามุ่งมั่น เดินหน้าสร้างตัวโดยไม่ง้อปริญญา เขาทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ หลังจากลงเรียนที่รามคำแหงไว้ เขาก็ออกเดินหางานและทำงานอย่างจริงจัง หลายงานหลากประเภท สนุกบ้าง ลำบากบ้าง แต่ จุ๊ฟ ก็ยังสู้ต่อไปอย่างน่าชมเชย เรามาสนิทกันยิ่งขึ้น เมื่อ จุ๊ฟ กลายมาเป็นสมาชิกในบ้านผมอีกคน ความที่ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ นอนค้างที่บ้านกันจนแม่ผมเลี้ยงดูปูเสื่อ จุ๊ฟ ราวกับเป็นลูกอีกคน จนกระทั่ง จุ๊ฟ ย้ายข้าวของมาอยู่ที่บ้านผมแบบเป็นเรื่องเป็นราว นี่ถ้าเป็นทุกวันนี้ ไม่ใครก็ใครต้องโดนนินทาว่าเป็นคู่เกย์กันแน่ๆ ก็แม่ผมเลี้ยงดูเรียกลูกทุกคำขนาดนั้น จัดห้องจัดที่ทางให้อยู่กันเป็นเรื่องเป็นราว นี่ดีว่านอนกันคนละห้องนะ ไม่งั้นคงท้องกันไปข้างแล้วแน่ๆ มะขามหวานจากเพชรบูรณ์ ยังเป็นของฝากคลาสสิค ที่พ่อและแม่ของ จุ๊ฟ ต้องหอบหิ้วมาฝาก ทุกครั้งที่มาเยี่ยม จุ๊ฟ ที่บ้านผม พ่อและแม่ของผม กับพ่อแม่ของ จุ๊ฟ ก็เลยได้รู้จักมักจี่กันดิบดี กลายเป็นว่านอกจากลูกจะเป็นเพื่อนกันแล้ว ก็พาเอาพ่อแม่มาเป็นเพื่อนกันอีก จนกลายเป็นว่า พ่อแม่ของผม ได้ จุ๊ฟ เป็นตัวแทนผมไปโดยปริยาย ความที่ผมหายหัวจากบ้านไปทำงานที่นั่นที่นี่บ่อยๆ รวมถึงไม่ได้กลับบ้านทุกวันเนื่องจากต้องเดินทางไปไกลๆอยู่เสมอ ในรูปถ่ายของครอบครัวผม จะมีรูปที่ยกกันไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ หลายครั้งที่ไม่มีรูปของผม แต่มีรูป จุ๊ฟ อยู่แทน จนผมมักถามตัวเองบ่อยๆตอนที่ดูรูปเหล่านั้นว่า ตอนนั้นผมไปไหนวะ แล้ว จุ๊ฟ ก็ออกไปสร้างชีวิตของเขาอีกครั้ง คราวนี้เขาก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการเอง ด้วยการเป็นพ่อค้า เอาเสื้อผ้าจากรุงเทพ ไปเปิดร้านขายที่เพชรบูรณ์ เทียวไปเทียวมาจนก้าวหน้าไปด้วยดี และที่สำคัญคือเขาได้กลับไปอยู่ใกล้พ่อใกล้แม่ ดูแลอย่างลูกที่ดีคนนึงพึงกระทำ ผมว่าพ่อแม่ของ จุ๊ฟ ก็คงจะดีใจไม่น้อย แม้จะทดลองทำอะไรๆมาหลายอย่าง แต่ที่สุดแล้ว จุ๊ฟ ก็เหมาะจะเป็นเจ้าของกิจการ และทำการค้าด้วยตัวเอง งานของเขานั้นน่าเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง การเป็นพ่อค้าที่ต้องเดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อออกร้านตามงานเทศกาลใหญ่ๆของหลายจังหวัด จนแทบจะไปมาครบทุกจังหวัดแล้ว ทำให้วงจรชีวิตของเขาอยู่ไม่เป็นที่ เดินทางบ่อย แต่ก็ดูมีความสุขกับสิ่งที่ทำไม่น้อย ทุกวันนี้ จุ๊ฟ เป็นเจ้าของกิจการหลายอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการค้าขาย เขาเติบโตขึ้นจนเป็นผู้ใหญ่ที่น่าชมเชยหลายอย่าง เขาพาพ่อและแม่มาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพ ช่วยกันทำมาหากินทั้งครอบครัว รวมถึงภรรยาที่ขยันขันแข็ง ที่นอกจากจะขยันช่วย จุ๊ฟ ทำมาหากินแล้ว ยังขยันอุ้มท้องให้ จุ๊ฟ จนทุกวันนี้ เขาเป็นคุณพ่อ ที่มีลูกสาว สามคนรวด แบบสามใบเถา อายุไล่ๆกันจนวิ่งเล่นกันเจี๊ยวจ๊าว ผมเคยคุยกับ จุ๊ฟ เมื่อหลายปีมาแล้ว ขณะที่เขามีลูกสาวคนแรกเพียวคนเดียว เขาบอกว่าเขาอยากมีลูกชาย และได้พยายามปรึกษาผู้รู้ และผู้เชี่ยวชาญ ถึงวิธีที่จะมีลูกชายให้ได้ ทั้งวิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์ เช่นเรื่องนับวัน อุณหภูมิ สุขภาพ อาหารการกิน และเรื่องความเชื่อที่ต้องเดินทางบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันหลายที่ รวมถึงวิธีที่ไม่อาจคุยกันแบบเปิดเผยได้ อีกหลายวิธี ใครอยากรู้ ผมว่าก็ต้องไปถามกันเอาเองนะครับ ไม่สามารถบรรยายเป็นตัวหนังสือได้จริงๆ ส่วนจะได้ผลแค่ไหน ผมไม่ออกความเห็นก็แล้วกันครับ ผลงานสามใบเถาเป็นคำตอบที่ดีอยู่แล้ว เห็นกันจะๆ ไม่ต้องพูดกันมาก จากเด็กนักเรียนที่ใช้คำนำหน้าว่าเด็กชาย ตัวเล็ก โตไล่เพื่อนไม่ทัน จนกลายมาเป็นหนุ่มใหญ่ เจ้าของกิจการผู้กว้างขวาง ใครที่ไปตลาดนัดตะวันนาสามารถถามหาเขาได้ ใครๆก็รู้จักเขาในนาม บังจุ๊ฟ ทั้งที่ไม่ได้มีเชื้อสายมุสลิมแต่อย่างใด แต่รูปร่างหน้าตา และสภาวะแวดล้อมพาไป วันนี้ จุ๊ฟ นำหน้าไปไกล ด้วยการเป็นคุณพ่อลูกสาวสามใบเถา แซงหน้าเพื่อนคนอื่นๆไปจนตามแทบไม่ทัน เพราะอย่าว่าแต่ลูกเลยครับ บางคนมันยังหาเมียไม่ได้เลย อายมันไหมเนี่ย.. |
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||