พิมพ์หน้านี้
|
ในช่วงสองสามวันนี้เราคงได้ยินชื่อของอดีตประธานาธิบดีของอินโดนีเซียที่กำลังป่วยหนักที่มีนามว่าซูฮาร์โตกันมาบ้างนะครับ ตอนนี้หลายๆคนคงจะลืมเขาผู้นี้ไปแล้วแต่สำหรับคนอินโดนีเซียคงจะลืมเขาได้ยากมาก ประเทศอินโดนีเซียที่เป็นปัจจุบันก็เนื่องมาจากการบริหารของเขานั้นเอง มีทั้งช่วงที่เจริญสุดๆ และขาลงสุดๆจนมาถึงปัจจุบันก็เป็นผลพวงของอดีตที่ผู้นำคนนี้ได้สร้างไว้ครับ ผมมีเพื่อนๆที่เป็นชาวอินโดนีเซียอยู่หลายท่านครับ ครั้งหนึ่งเคยพาพวกเขามาเที่ยวเมืองไทยเขาเห็นสวนยางก็ถามว่าเป็นของใคร ผมก็งงๆทำไมถามอย่างนั้นผมจะไปรู้ได้ไง ผมเลยตอบไปว่าเป็นของชาวบ้าน พอผมตอบไปอย่างนั้นเขาก็ทำท่าประหลาดใจ และถามกลับมาว่าชาวบ้านเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยหรือ ผมก็ถามว่าทำไมจะเป็นไม่ได้ ก็เขามีเงินเขาก็ซื้อมาทำสิ ตอนหลังเพื่อนก็เล่าให้ฟังว่าทำไมถึงถามอย่างนั้น ในที่สุดผมก็เข้าใจ มีคำกล่าวเล่นๆของชาวอินโดกันว่าเมื่อไปถึงอินโดนีเซียเมื่อถามว่าไอ้นั้นของใคร ไอ้นี่ของใคร คำตอบที่ได้ก็จะเป็นว่าของซูฮาร์โต ไม่ว่าจะเป็น เครื่องบิน สนามบิน รถเท็กซี่ หรืออื่นๆ ทุกอย่างเป็นของซูฮาร์โตหมด ประเทศนี้ก็เป็นของเขาด้วย เพื่อนแซวครับ เรามาดูกันว่าซูฮาร์โตผู้นี้เป็นใครกันนะครับ เขาถือกำเหนิดที่เมืองโกเดียง ในยอกยาการ์ตา ในช่วงที่อินโดนีเซียตกอยู่ภายใต้อาณานิคมฮอนแลนด์ เขาเป็นผู้นำของประเทศอินโดนีเซียคนที่สองครับ เข้าบริหารประเทศตั้งแต่ 12 มีนาคมปี 1967 และต้องลงจากอำนาจไปเมื่อวันที่ 21 เมษายน 1998 จะเห็นว่าเขาบริหารประเทศนี้นานมากตั้งสามทศวรรษ และชนะการเลือกตั้งทั้งเจ็ดครั้ง การเดินทางเข้าสู่สายอำนาจเริ่มจากการเป็นทหารของฮอนอลนด์ ในช่วงนั้นฮอนแลนดยัง์ยึดครองพื้นที่ที่เป็นประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สองญี่ปุ่นสามารถขับไล่ฮอนแลนด์และเข้ายึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียได้ เขาก็ได้เข้าเป็นสายลับให้กับญี่ปุ่นระยะหนึ่ง และได้เข้าฝึกกับญี่ปุ่นในเรื่องการต่อต้านฮอนแลนด์และด้านชาตินิยมรวมถึงด้านการทหารที่ได้มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของเขาในการบริหารประเทศของซูฮาร์โตในเวลาต่อมา ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นได้แพ้สงครามต่อฝ่ายสัมพันธ์มิตร ทำให้เหล่าผู้นำชาตินิยมอินโดนีเซียได้ประกาศเอกราชให้กับอินโดนีเซีย ผู้นำในตอนนั้นคือซูการ์โน และ มูฮัมมัด ฮัตตา จึงได้เกิดกลุ่มปฏิวัติแห่งชาติอินโดนีเซียขึ้นมา และในช่วงนี้เองซูฮาร์โตได้สร้างชื่อให้ตนโดยได้เป็นผู้นำกองกำลังเข้าจัดการกับกองทัพญี่ปุ่นที่หลงเหลืออยู่ในอินโดนีเซีย และเตรียมตัวให้พร้อมกับการกลับเข้ามาอีกครั้งของฮอนแลนด์และได้รับแต่งตั้งเป็นพันตรีและผู้นำกองพัน เมื่อฝ่ายสัมพันธ์มิตรได้รับชัยชนะก็พยายามเข้าควบคุมพื้นที่ของตนไว้ ฮอนแลนด์เองก็ได้กลับเข้ามาอีกครั้งเพื่อจะครอบครองอินโดนีเซียเหมือนเดิมแต่ต้องเผชิญหน้ากับกองทหารแห่งชาติของอินโดนีเซีย การศึกในครั้งนี้ซูฮาร์โตได้นำกองพลของเขาเข้าต่อสู้กับทหารของฮอนแลนด์หลายต่อหลายครั้งจนเขาได้รับการยอมรับจากหลายฝ่าย หลังจากนั้นความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายได้เบาบางลง จนเมื่อปี 1947 ฮอนแลนด์ได้เริ่มเปิดฉากยุทธการยึดคืนอินโดนีเซียอีกครั้ง แต่ต่อมาได้ถูกเข้าแซกแทรงโดยสหประชาชาติทำให้เรื่องราวต้องยุติลงชั่วคราว หลังจากนั้นไม่นานนักฮอนแลนด์ได้เปิดฉากยึดอินโดนีเซียครั้งที่สองในปลายปี 1948 โดยการโจมตีในครั้งนี้มีชื่อว่ายุทธการอีกา(พญายม) ผลจากการเข้าจู่โจมในครั้งนี้ทำให้ฝ่ายปฏิวัติแห่งชาติอินโดนีเซียเสียหายหนักผู้นำอย่าง ซูการ์โนและฮัตตาโดนจับ ส่วนซูร์ฮาร์โตหนีรอดไปได้ หลังจากนั้นก็ได้มีการโต้กลับด้วยวิธีกองโจรและประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก จนในที่สุดสหประชาชาติโดยสภาความมั่นคงกดดันฮอนแลนด์ให้ยอมเข้าเจรจากับอินโดนีเซียอีครั้ง ซูฮาร์โตได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเรื่องของการวางแผนทางทหารอย่างมาก หลังจากนั้นซูฮาร์โตก็กลับเข้าทำงานในฐานะของทหารเช่นเดิม และได้รับตำแน่งหน้าที่สำคัญสำคัญในการปราปรามฝ่ายตรงกันข้าม จนช่วงหลังได้รับตำแน่งเป็นหัวหน้ากองกำลังต่อต้านฮอนแลนด์ในนิวกีนีจนทำให้ฮอนแลนด์ต้องยอมแพ้ในที่สุด เขาจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันที่ตั้งอยู่ในกรุงจาร์กาตา และกองทัพได้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ซูฮาร์โตอยู่ฝ่ายขวา ต่อมาได้มีปัญหาภายในเกิดขึ้นโดยนายพลฝ่ายขวาที่มีแนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์โดนลอบสังหารโดยองค์รักษ์ของซูการ์โนด้วยเหตุที่ว่าคนเหล่านั้นได้รับการสนับสนุนจากซีไอเอจะกระทำการยึดอำนาจจากซูการ์โน คำกล่าวหาต่างๆก็ตกไปอยู่กับพวกนิยมซูการ์โนและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดนีเซีย และต่อมาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดนีเซียก็ถูกห้าม และออกจากการเมืองอินโดนีเซีย และในเดือนต่อๆมาผู้ให้การสนับสนุนคอมมิวนิสต์และผู้ภักดีต่อซูการ์โนถูกฆ่าและจับกุมเป็นจำนวนมาก อำนสจทางการเมืองของประธานาธิบดีเหลือน้อยมาก แต่ของซูฮาร์โตและนายพลนาซูตันเพิ่มมากขึ้น ต่อมาประธานาธิบดีซูการ์โนได้ประกาศภาวะฉุกเฉินและมอบอำนาจเกือบทั้งหมดให้กับซูการ์โนในวันที่ 11 มีนาคม 1966 และด้วยอำนาจนี้เขาได้สร้างรูบแบบประเทศใหม่ขึ้นมา เขาได้ห้ามพรรคคอมมิวนิสต์เข้าร่วมทางการเมืองอย่างเป็นทางการ เขาได้ล้างบางรัฐสภาของซูการ์โนเสียใหม่ ยุบสหภาพแรงงาน และสร้างสถาบันตรวจสอบสื่อ ในระหว่างประเทศเขาได้สร้างความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก และตัดความสัมพันธืกับประเทศจีน และยังจบการเผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกา สหประชาชาติ และมาเลเซียด้วย ส่วนชาวจีนในอินโดก้ได้รับผลพวงของระบอบใหม่นี้ด้วย โดยรัฐออกกฏหมายต่อต้านชาวจีนขึ้นมาหลายฉบับ และถูกจำกัดสิทธิต่างๆมากมาย ทั้งก่อนหน้านี้ยังถูกฆ่าตายในช่วงกวาดล้างคอมมิวนิสต์ด้วย ซูการ์โนได้หมดอำนาจทั้งหมดไปในวันที่ 12 มีนาคมปี 1967 และสภาแห่งอินโดนีเซียที่นำโดยนายพลนาซูตันได้ตั้งซูฮาร์โตเข้ารักษาการ เขาได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มีนาคม 1968 ในช่วงต้นของการบริหารประเทศเขาใช้นโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ทำให้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากชาติตะวันตก ส่วนเรื่องเศรษฐกิจนั้นเขาให้ผู้เชี่ยวชาญที่จบจากอเมริกาเป็นคนดูแล และเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ในที่นี้รวมถึงการแปรรูปธุรกิจด้านพลังงานรวมถึงออกกฎหมายที่เปิดช่องให้กับประเทศอุตสากรรมเข้ามาลงทุนจนทำให้ประเทศก้าวหน้าเป็นอันมาก แต่ทำให้บังเกิดการคอรัปชันในวงกว้างขึ้นในหมู่ผู้กุมอำนาจในอินโดนีเซีย หลังยุคสงครมเย็นตะวันตกเริ่มมองเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยที่ซูฮาร์โตปกครองประเทศ จนต้องเข้ามาแทรกแซงอาธิเช่นในกรณีย์ของติมอร์เป็นต้น (ก่อนหน้านี่ไม่รู้อะไรบังตาทำให้มองไม่เห็น) และในปี 1996 ก็เริ่มจะปรากฎนามผู้ที่จะมาสั่นคลอนเก้าอี้ของซูฮาร์โตเมื่อได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำพรรคประชาธิปไตยแห่งอินโดนีเซีย โดยผู้ที่มาใหม่มีนามว่าเมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีคนที่ถูกซูฮาร์โตกดดันให้ออกไปนั้นเอง เธอได้เริ่มวิจารณ์การบริหารของซูฮาร์โตจนทำให้เขาไม่พอใจจนมีแผนจะปลดเธอออก จนในที่สุดมีผู้คนออกมาประท้วงการกระทำในครั้งนี้ทั่งทั้งอินโดนีเซียจนรัฐต้องออกมาปราบปรามด้วยวิธีรุนแรง นี่จึงเป็นกระแสประชาธิปไตยที่ประชาชนออกมาต่อต้านเผด็จการ จนกระทั่งฟองสบู่แตกในช่วงปี 1997 เศรษกิจของประเทศล้มไม่เป็นท่า รวมถึงค่าเงินรูเปียของอินโดนีเซียที่ร่วงเอาๆจนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์นั้นได้(บ้านเราก็เกิดบางคนเรียกวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง) จนต้องหันไปพึ่งองค์กรต่างๆ อาทิเช่น ไอเอ็มเอฟ (บ้านเรารู้จักกันดี) เป็นต้น ในปี 1988 เขาลงแข่งขันเพื่อลงเลือกตั้งอีกครั้งเป็นสมัยที่เจ็ดซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีใครที่จะมาค้านการเป็นผู้นำของเขาเลย มีการประท้วงเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งในอินโดนีเซียเพื่อต่อต้านการเป็นประธานาธิบดีของเขาและได้เรียกกันว่าการปฏิวัติอินโดนีเซียปี 1998 เมื่อไม่สามารถทนต่อกระแสต่ต้านและการขาดการสนับสนุนจากคนในพรรคและกลุ่มทหารทำให้ซูฮาร์โตต้องยอมลงจากอำนาจในวันที่ 21 มีนาคมปีเดียวกันโดยให้ฮาบีบีเป็นผู้รับช่วงอำนาจต่อจากเขา หลังจากลงจากอำนาจเขาก็กลับมาอาศัยอยู่กับครอบครัวในกรุงจาร์กาตาร์โดยมีอาการเจ็บออดๆแอดๆ และเมื่อลงจากหลังเสือเรื่องราวต่างๆที่เขาได้กระทำไว้ก็ได้รับการเปิดเผยขึ้นมาจนทำให้เขามีข้อหามากมายที่รอเขาเข้ารับการไต่สวนและพิพากษา แต่ด้วยร่างกายที่ทรุดโทรมด้วยโรคร้ายทำให้ทุกวันนี้เขาต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา แต่ทว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและประชาชนชาวอินโดนีเซียยังต้องการให้เขาเข้ารับการตัดสินคดีความในสิ่งที่เขาได้ทำไว้กับประเทศชาติและประชาชน จากประเวัติของเขาจะเห็นว่าเขามีความดีอยู่มากต่อประเทศนี้ แต่ความผิดของเขานั้นก็มีมากเช่นกัน ทั้งสองไม่สามารถหักลบกันได้ต้องคิดคำนวนคนละครั้ง และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามเขาย่อมมิสามารถหลีกหนีจากผลแห่งการกระทำของเขาไปได้ สนต้นที่เก้า ภาพประกอบจาก http://www.photius.com/images/id04_03b.jpg |
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||