พิมพ์หน้านี้
![]() หลังจากการประกาศลงจากอำนาจของมหาบุรุษแห่งคิวบา และผู้หาญกล้าต่อกรกับยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาที่ในปัจจุบันที่เหลือเพียงคั่วเดียว(อนาคตคาดว่าคั่วเก่ากำลังจะมา) ฟีเดล คาสโตรเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2008 ที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่องที่หลายคนทั้งแฟนพันธ์แท้และแฟนพันธ์ทางของบุรุษผู้นำแห่งโลกที่สามต้องหายไปจากเวทีการเมืองระหว่างประเทศจะต้องเศร้าไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตามฟีเดล คาสโตรก็ได้เตรียมการในเรื่องดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว จากนี้ต่อไปฟีเดลเขาก็จะไปเป็นเพียงตำนานโดยเหลือไว้เพียงทายาททางการเมืองให้สืบหน้าที่และอุดมการณ์ของเขาต่อไป เขาผู้นั้นก็คือ ราอูล คาสโตรบุรุษหมายเลขสองที่ร่วมต่อสู้กับพี่ชายนับแต่จุดเริ่มต้นของวิถีแห่งการเมือง แม้จะต่อสู้ฝ่าฟันทุกอย่างมาด้วยกัน เขาก็เป็นบุคคลที่อยู่ใต้เงาของพี่ชายมาโดยตลอด บัดนี้เขาจะต้องกุมบังเหียนประเทศด้วยตัวของเขาเองโดยไม่มีพี่ชายเหมือนที่ผ่านมา แม้ว่าหมากตัวที่พี่ชายของเขาวางไว้แท้จริงอาจจะไม่ใช่น้องชายคนนี้ แต่ ณ วันนี้เขา ราอูล คาสโตรจะต้องนำพาประเทศนี้ฝ่าอุปสรรค์ขวางหนามในยุคที่แนวคิดอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ไม่ได้รับความนิยมเหมือนแต่ก่อน วันนี้ผมก็เลยขอนำเรื่องราวของเขามาให้เพื่อนชาวบลอกได้ทำความรู้จักกันเบื้องต้นก่อนนะครับ หลังจากที่ได้เคยนำเรื่องราวขิงพี่ชายมาเล่ากันแล้วในเอนทรีก่อนหน้านี้แล้ว เรามาทำความรู้จักกับเขาไปพร้อมๆกัน
ราอูลมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ราอูล โมเดสโตร คาสโตร รุส เขาเกิดเมือ13 มิถุนายน 1931 (ตอนนี้ 76 ปี) ในครอบครัวที่พ่อเป็นชาวสเปญโดยกำเหนิด และมีมารดามีเชื้อสายกาลิเชียน บิดาและมารดาของเขามีนามว่านายแองเจล คาสโตรและนางลีนา รุช ราอูลเป็นลูกคนสุดท้อง เขามีพี่ชายสองคน และพี่สาวน้องสาวอีกสี่คน คือ แองเจลา จวนนิตา เอ็มมา และอกุสตินา นิกจากนี้เขายังมีพี่น้องที่เกิดจากภรรยาคนแรกของพ่อเขาอีกสองคนคือ ลีเดียและ เปโดร อีมีลีโอ ![]() ดังเช่นฟีเดลพี่ชาย ราอูลเข้าเรียนที่โรงเรียนเจซัทสกูลที่โคลีจีโอ โดโลเรส ต่อมาก็ได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยคอลิจีโอ เบเลนที่ฮาวานาเหมือนกับพี่ชาย ซึ่งเขาเรียนด้านสังคมศาสตร์ ต่อมาเขาได้เข้ากลุ่มยุวชนสังคมนิยมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์คิวบาที่เอาโซเวียตเป็นแม่แบบ (พรรคประชาสังคมนิยม) สองพี่น้องได้เข้าร่วมกิจกรรมด้านการเมืองหลายครั้ง จนในปี 1953 ราอูลในฐานะสมาชิกกลุ่ม 26 กรกฎาคม ได้เข้าร่วมโจมตีค่ายมอนคาดา ผลจากการโจมตีครั้งนั้นทำให้เขาและพี่ชายต้องใช้ชีวิตอยู่ในคุกถึง 22 เดือน ในปี 1955 สองพี่น้องได้ถูกปล่อยตัวออกมา เขาทั้งคู่ได้เดินทางไปเม็กซิโกเพื่อเตรียมความพร้อมในการกลับมาด้วยเรือที่มีชื่อว่าแกรนมา(ต่อมาได้นำไปเป็นชื่อหนังสือพิมพ์ของคิวบา)ซึ่งเรือดังกล่าวได้ขึ้นฝั่งที่คิวบาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1956 ในช่วงนี้เขาได้เป็นเพื่อนกับ เช กูวารา และเขาได้แนะนำให้เชรู้จักกับฟีเดล ในตอนที่กลุ่มปฏิวัติของพวกเขามาถึงคิวบา พวกเขาได้ปฏิบัติการทหารแบบกองโจรจากเทือกเขาเซียรรา เมอรสตรา ในฐานะของหน่วยจู่โจมของกองกำลังปฏิวัติเขาได้ร่วมรบในสงครามที่เทือกเขาเซียร์รา เมรสตรา และในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1958 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการ และได้ถูกส่งไปเพื่อเปิดพื้นที่โดยผ่านเมืองโอเรียนเต่เก่าเพื่อเปิดการจู่โจมแบบกองโจรในเขตภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือที่เรียกว่า แฟรงค์ เปอิสแนวร่วมด้านตะวันออก เขามรหน้าที่ดูแลภาพรวมบันทึกการประหารหน่วยทหารที่จงรักภักดีต่อฟูเจนซิโอ บาติสตาและท้ายที่สุดกองกำลังของเขาก็ได้จบอำนาจผู้นำเผด็จการบาติสตาลงได้ในปี 1959 ![]() เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากชัยชนะในปี 1959 ราอูลได้แต่งงานกับนาง วิลมา เอสปิน กูยลิออส อดีตนักศึกษาวิศวกรรมเคมีจากเอ็มไอทีและเธอยังเป็นทหารผ่านศึกของการปฏิวัติผู้ซึ่งในปี 1960 ได้กลายเป็นประธานสหพันธ์สตรีแห่งคิวบา เธอกับราอูลมีบุตรด้วยกันรวมทั้งสิ้นสี่คน เป็นหญิงสามคนคือ เดโบร่า มาเรียร่า และ นิลซา ส่วนชายอีกหนึ่งคนมีชื่อว่า อเลยานโดร ภรรยาของราอูลเสียชีวิตในวันที่ 18 มิถุนายน 2007 ในช่วงการให้สัมภาษณ์ที่มีขึ้นในปี 2006 ในช่วงที่เขารักษาการในตำแหน่งผู้นำคิวบา เขาได้กล่าวถึงเรื่องของเขาว่า "เขาไม่คุ้นเคยกับการปรากฎตัวในที่สาธารณะบ่อยครั้ง ยกเว้นเมื่อถึงคราวจำเป็นเท่านั้น ผมได้พินิจพิเคราะห์อย่างรอบครอบแล้ว มันคือวิถีของผม และต่อๆไปผมจะบอกให้ชัดเจนว่า ผมกำลังคิดที่จำทำเช่นนั้นต่อไป" การเข้ามามีบทบาทในตำแหน่งรักษาการผู้นำของประเทศคิวบาแทนพี่ชายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2006 ซึ่งในตอนนั้นเลขาส่วนตัวของฟิเดล นายคาลอส เวเลนเซียกา ได้ประกาศในโทรทัศน์ของรัฐบาลว่าฟีเดล คาสโตรได้ส่งมอบภาระหน้าที่ประธานาธิบดี เลขาธิการพรรคคอมมิวนส์แห่งคิวบา และผู้นำเหล่าทัพแห่งคิวบาให้กับราอูลรักษาการแทนในขณะเข้าพักรักษาตัวจากการผ่าตัด หลายคนมองว่าเขาเป็นคนยืดหยุ่นกว่าพี่ชายและอาจจะนำเอานโยบายเศรษฐกิจเสรีไปใช้ และเขายังชอบระบบการเมืองและเศรษฐกิจที่ประเทศจีนใช้อยู่ในขณะนี้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ในยุคหลังสงครามเย็นเขาก็เป็นผู้นำเสนอรูปแบบตลาดการเกษตรทำให้ประเทศมีผลผลิตมากเพียงพอต่อความต้องการ ราอูลดูจะมีความเป็นผู้นำน้อยกว่าพี่ชายแม้ในช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจก็ตาม การปรากฎตัวต่อสาธารณะชนน้อยครั้งทำให้ยังเห็นบทบาทในฐานะของผู้นำของเขาน้อยมาก ที่ผ่านมาก็มีเพียงการเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในช่วงเดือนกันยายนปี 2006 และเป็นผู้นำการรำลึกการครบรอบห้าสิบปีของการขึ้นฝั่งของเรือแกรนมาและยังเป็นการฉลองวันเกิดครบรอบแปดสิบปีของฟีเดลด้วย และในการให้โอวาทต่อนักศึกษามหาวิทยาลัย ราอูลได้กล่าวว่าระบบคอมมิวนิสต์แห่งคิวบาจะยังคงอยู่ต่อไป และ"ฟีเดลนั้นไม่มีใครแทนที่เขาได้ ยกเว้นเราต้องเปลี่ยนเขาด้วยกัน" ในวันที่ 1 เมษายน ราอูลเป็นผู้นำฉลองวันแรงงานในฮาวานา ซึ่งในวันนั้นมีประชาชนรวมตัวฉลองงานดังกล่าวกว่าล้านคนโดยงานดังกล่าวมีตัวแทนจาก 225 องค์กร และ 52 ประเทศเข้าร่วมงานดังกล่าว และในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2008 ฟีเดล คาสโตรได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดของคิวบาที่เขาครอบครองมาเกือบห้าทศวรรษ การลาออกของเขาทำให้ผู้ที่ชื่นชอบเขาต้องใจหายมิใช่น้อย แต่สำหรับฝ่ายแค้นโดยเฉพาะอเมริกาคู่กัดตลอดการของเขาต้องดีใจเป็นที่สุด เพราะอเมริกาต้องใช้ผู้นำถึงเก้าคนด้วยกันตลอดระยะที่ผู้นำที่แข็งกร้าวผู้นี้อยู่ในอำนาจ ต่อมาในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2008 ที่ผ่านมา รัฐสภาของคิวบาที่ใครๆ(อเมริกา)เรียกว่าสภาตรายางได้เลือกนายราอูล คาสโตรเป็นประธานาธิบดีแห่งคิวบา และหลังจากการแต่งตั้งแล้วราอูลก็ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการเข้ารับตำแหน่งดังกล่าวเพียงสั้นๆเท่านั้น ล่าสุดลูกสาวของฟีเดลได้ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นว่าพ่อของเธอยังคงไม่ละทิ้งการเมือง อลินา เฟอร์นันเดสได้กล่าวว่า "เขายังคงอยู่เบื้องหลังฉากแต่ราอูลจะเป็นผู้ตัดสินใจ" "ไม่มีข้อกังขาใดๆ" แม้จะเป็นเบอร์สอง ราอูล ตาสโตร รูชก็ได้เป็นเบอร์สองในทุกๆตำแหน่งสูงสุดของประเทศคิวบา ไม่ว่าจะเป็นรองเลขาธิการพรรคนับตั้งแต่ก่อตั้งคือเมื่อเดือน ตุลคม ปี 1965 เป็นรองประธานคนแรกของสภาแห่งรัฐคิวบา รัฐสภาแห่งอำนาจประชน และสภาคณะรัฐมนตรีนับตั้งแต่สถาบันเหล่านี้ก่อตั้งด้วยเช่นกัน(ก่อตั้งเมื่อปี 1976 ) นอกจากนี้เขายังมรตำตำแหน่งเป็นผู้นำกองทัพอีกด้วยด้วย แม้เขาจะอยู่ใต้เงาของพี่ชายมาตลอดนับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการต่อสู้ แต่อย่าลืมว่าทุกๆเหตุการณ์ที่ผ่านมามีเขาอยู่ด้วยตลอดทั้้งในที่มืดและที่สว่าง แม้เขาอาจจะไม่ใช่ผู้ที่มีคุณลักษณะเป็นผู้นำที่โดดเด่นเหมือนกับพี่ชายของเขาซึ่งเป็นระดับตำนานที่มีชีวิตอยู่ไปแล้ว เขาก็สามารถกล่าวได้ว่าเป็นตำนานอีกคนหนึ่งได้อย่างไม่อายใครแน่นอน ในแทบทุกเหตุการณ์ยังมีวีรบุรุษและสตรีอีกมากมายที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้กล่าวถึงพวกเขา แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธว่ามีพวกเขาอยู่จริง ฉันใดก็ฉันนั้น การเป็นผู้นำของประเทศที่มีอดีตผู้นำที่โดดเด่นอย่างคิวบาและยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐฯด้วยแล้ว การนำพาประเทศนี้ให้ตลอดรอดฝั่งจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายเขาไม่น้อยทีเดียว สนต้นที่เก้า เนื้อหาราอูล คาสโตรแปลและเรียบเรียงมาจากวิกีพีเดียเป็นส่วนใหญ่ ข่าวเพิ่มเติมจากซีเอ็นเอ็น ภาพประกอบจาก(ตามลำดับ) http://www.lanuevacuba.com/graficas/raul-castro-ruz-5.jpg http://cache.viewimages.com/xc/1606945.jpg?v=1&c=ViewImages&k=2&d=17A4AD9FDB9CF1939057 D9939C83F106DB9817AF843E0CF65A5397277B4DC33E http://msnbcmedia3.msn.com/j/msnbc/Components/Photos/ 060731/060731_castro_hmed_7p.hmedium.jpg |
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |