พิมพ์หน้านี้
|
จริงๆแล้วว่าจะเขียนเรื่องนี้ตั้งนานแล้ว
เพราะครั้งแรกเมื่อเห็นชื่อกลางของว่าที่ผู้นำสหรัฐ ซึ่งมีคำว่า
ฮุดเซ็น
อาจต้องมีใครสงสัยว่าเขาเป็นมุสลิมหรือเปล่า หรือเขามีความเกี่ยวพันธ์อย่างไรกับอิสลามเพราะชื่อของเขามันฟ้อง และล่าสุดผมก็ได้ติดตามข่าวต่างประเทศในเรื่องของการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาที่จะมีขึ้นในปลายปีนี้
อยู่ดีดีก็มีการเอาชื่อกลางของโอบามามาเพื่อลดกระแสความแรงของเขาผู้ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลงของประเทศผู้นำโลกอย่างสหรัฐฯด้วย
จากข่าวเรื่อง RNC criticizes use of Obamas middle name in Tenessee release เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ประธานคณะกรรมการริพับริกันแห่งชาติออกมาตำนิอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีต่อการที่พรรคริพับริกันแห่งเทนเนสซี่ได้ใช้ชื่อเต็มของโอบามาในข่าวล่าสุดที่ตั้วข้อสงสัยข้อผูกพันธ์ของวุฒิสมาชิกจากรัฐอิลินอยต่ออิสราเอล คณะกรรมพรรคการปฏิเสธการใช้วิธีนี้ในการหาเสียง ประธานพรรคฯไมค์ ดันคันกล่าวในแถลงการณ์ที่เขียนขึ้น เราเชื่อว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ต้องการเพียงประเด็นที่สำคัญที่ชาติเราเผชิญอยู่เท่านั้น แถลงการณ์ที่ตั้งข้อสงสัยดังกล่าวซึ่งได้ออกเผยแพร่ในวันจันทร์กล่าวว่าพรรคแห่งรัฐได้เข้าร่วมใน ข้อกังวลของคนอเมริกาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเกี่ยวกับอนาคตประเทศอิสราเอล
หากวุฒิสมาชิก บาแรค ฮุดเซ็น
โอบามาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เกิดอะไรขึ้นทำไม่พรรคริพับริกันสาขาเทนเนสซีได้ออกมาทำเช่นนั้น แล้วมันเกี่ยวอะไรกับอิสราเอลละ แต่นี่ไม่ใช่การโดนโจมตีครั้งแรกของเขา ก่อนหน้านี่ในช่วงเริ่มต้นการชิงชัยเข้าเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครททีมงานของนางคลินตันก็ใช้กลยุทธนี้เช่นกันโดยตั้งคำถามที่น่าสนใจให้กับประชาชนว่า ชาวอเมริกันพร้อมหรือยังที่จะเลือกประธานาธิบดีที่เคยศึกษาในมัดราซะในตอนเป็นเด็ก และไม่เคยเปิดเผยเกี่ยวกับมรดกมุสลิมของเขา
และจากการสืบค้นของทีมงานนี้่พบว่าโอบามาถูกเลี้ยงดูอย่างมุสลิมโดยพ่อเลี้ยงของเขาในอินโดนีเซีย ซึ่งอย่างน้อย 4 ปีที่เขาก็ได้เข้าเรียนในที่เรียกว่ามัดราซะหรือโรงเรียนของมุสลิมในอินโดนีเซีย ซึ่งเรื่องนี้จะใช้ในการรณรงค์หาเสียงในการแข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนของพรรคเดโมเครท มากไปกว่านั้นมีถึงขนาดที่ว่าเขาเคยเรียนในโรงเรียนอิสลาม เขามีโอกาศที่จะเปลี่ยนไปเป็นมุสลิมหัวรุนแรงได้ การเมืองสหรัฐนั้นร้อนจริงๆในช่วงนี้ และล่าสุดจาก Aljazeera Why the war on Obama? The Israeli lobby in the United States is adamantly opposed to Obama, preferring Clinton because they own her. จริงหรือไม่จริงอย่างไรไม่รู้แต่ทำไมอิสราเอลต้องออกมาบลอกโอบามาด้วย เพราะอะไร ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวปล่อยออกมาว่าเขาเป็นมุสลิม หรือเขามีความสัมพันธ์อันดีกับมุสลิม เขาจึงคัดค้านในเรื่องของสงคราม และเมื่อเขามีความสัมพันธ์อันดีกับโลกมุสลิมแล้ว อิสราเอลจึงต้องตกที่นั่งลำบากแน่หากเขาขึ้นเป็นผู้นำประเทศนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่เหมาสมที่จะเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างยิ่ง หากอิสราเอลออกมาดำเนินการดังกล่าวเต็มที่แล้วการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำอย่างสหรัฐฯคงเป็นได้เพียงฝัน เพราะสหรัฐฯนั้นคงแยกกันไม่ออกระหว่างอิสราเอล ซึ่งชาวยิวมีบทบาทอย่างมากกับสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน
แล้วเขาเป็นมุสลิมจริงหรือไม่ แน่นอนที่สุดเขาบอกว่าไม่ใชมุสลิม่แน่นอน ซึ่งเขาเป็นคริสเตียนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็ยังมีคนที่สงสัยว่าเขาเคยเป็นมุสลิมหรือเปล่าละ ในเรื่องนี้เขาได้ออกมาปฏิเสธในเว็ปไซด์ของเขาในวันที่ 12 พฤศจิกายน 07 ว่า เขาไมใช่และไม่เคย่เป็นมุสลิม หลังจากนั้นก็ประกาศว่า เขาไม่เคยละหมาดในมัสยิด เขาไม่เคยเป็นมุสลิม ไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาเป็นมุสลิม และเขาเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัด และในวันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมาในการตอบคำถามที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งใน ออสกาลูซา รัฐไอโอว่าโดยมีการให้เขาอธิบายเรื่องมรดกมุสลิมในตัวเขา เขาตอบว่า พ่อของผมมาจากเคนยา และมีหลายคนในหมู่บ้านของพ่อเป็นมุสลิม ความจริงก็คือพ่อไม่ได้เป็นคนเคร่งครัดในศาสนา เขาได้พบกับแม แม่ของผมเป็นคริสเตียนจากแคนซัส และพวกเขาก็แต่งงานกันหลังจากนั้นก็หย่ากัน ผมถูกเลี้ยงดูโดยแม่่ ดังนั้นผมเป็นคริสเตียนมาโดยตลอด สิ่งเดียวที่ผมมีต่ออิสลามก็คือปู่ของผมทางพ่อมาจากประเทศนั้น แต่ผมไม่เคยปฏิบัติตนอย่างอิสลาม .เพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้นที่ผมได้อาศัยอยู่ในอินโดนีเซีย ก็เพราะว่าแม่ของผมสอนหนังสือที่นั้น และนั้นคือประเทศมุสลิม และฉันได้เข้าโรงเรียน แต่ไม่ได้ปฏิบัติตาม(อิสลาม) แต่สิ่งที่ผมคิดว่าผมได้ประโยชน์ก็คือผมได้เข้าใจว่าคนเหล่ารั้นคิดอะไรกัน และส่วนหนึ่งในสิ่งที่ผมคิดว่าเราควรจะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับโลกตะวันออกกลางอย่างไร และมันจะช่วยให้เราปลอดภัยขึ้นหากเราสามารถเข้าใจว่าพวกเขาคิดอย่างไรในประเด็นต่างๆ แม้เขาจะออกมาปฏิเสธอย่างไรก็ยังมีคนสงสัยอยู่เช่นเดิม สิ่งบ่งชี้อย่างชัดเจนที่เกี่ยวข้องกับอิสลามของเขาก็คือชื่อของเขานั้นเอง ซึ่งผู้ที่เป็นมุสลิมนั้นก็ต้องตั้งชื่อแบบมุสลิม และฮูสเซ็นก็ยังเป็นชื่อของหลานของศาสดาของศาสนาอิสลามด้วย ซึ่งหากได้ยินชื่อนี้ก็สามารถสรุปได้ว่าเขาผู้นั้นเป็นมุสลิม หรืออย่างน้อยก็เกิดมาเป็นมุสลิม(โดยทางบิดามารดา) เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ่งเราจำเป็นต้องย้อนมองไปในประวัติความเป็นมาของบาแรค ฮูดเซ็น โอบามาก่อนอย่างที่เรารู้กันว่าบิดาของเขาเป็นชาวเคนยา และมารดาของเขาเป็นคนสหรัฐฯ ในงานเขียนของ Nedra Pickler เรื่อง Obama Debunks Claim About Islamic School แม่ของโอบามาหลังจากหย่าขาดกับบิดาของเขาต่อมาได้แต่งงานกับชาวอินโดนีเซียที่ชื่อว่า โลโบ โซโตโร และได้ย้ายครอบครัวมาอยู่ในประเทศนี้จากปี 1967-71 ตอนแรกเขาได้เข้าเรียนในโรงเรียนคาทอลิคที่ชื่อ ฟรานซิสกุส อัสซีซิสที่ซึ่งจากเอกสารเขาได้ลงทะเบียนในฐานะของมุสลิม ศาสนาซึ่งเป็นของพ่อเลี้ยงของเขา ซึ่งการลงทะเบียนนั้นต้องกรอกข้อมูลหนึ่งในศาสนาที่กำหนดไว้ในการลงทะเบียน คือ มุสลิม ฮินดู พุทธ แคทอลิค หรือโปรแทสแตนท์ แต่โรเบิร์ด กิบผู้อำนวยการด้านสื่อสารออกมาแถลงในเรื่องดังกล่าวว่า เขาไม่ทราบว่าทำไมเอกสารถึงได้ระบุว่าโอบามาเป็นมุสลิม เพราะเขาไม่เคยเป็นมุสลิม และจาก time มีข้อมูลว่า ครูในทั้งโรงเรียนคริสต์และมุสลิมรวมทั้งเพื่อนในชั้นสามและสี่กล่าวว่า โอบามาได้ลงทะเบียนในฐานะมุสลิมโดยครอบครัวเขา
พร้อมกันนี้ได้กล่าวว่าเขาได้เรียนอิสลามสองชั่วโมงต่ออาทิตย์ในชั้นเรียนวิชาศาสนา เพื่อนในวัยเด็กกล่าวว่าบางครั้งโอบามาได้ไปละหมาดในวันศุกร์ที่มัสยิดในท้องถิ่น เราละหมาดแต่ไม่ได้จริงจังนัก แค่ทำตามที่ผู้ใหญ่เขาทำกันเท่านั้น แต่สำหรับเด็กๆแล้ว พวกเราชอบที่จะไปพบปะเพื่อนฝูงและเราไปมัสยิดและเล่นด้วยกัน ซุลฟิน อาดีกล่าว นองสาวของโอบามา
มายา โซโตโร กล่าวว่าครอบครัวจะไปมัสยิดก็ในเทศกาลสำคัญๆ ไม่ใช่ทุกวันศุกร์ และไทม์ได้สรุปช่วงที่โอบามาอยู่ในอินโดนีเซียว่า โอบามาได้ไปมัสยิด และเขาเป็นมุสลิมซึ่งการที่เขากล่าวว่า โอบามาไม่เคยละหมาดในมัสยิดนั้นไม่จริง ซึ่งจากข้อมูลข้างต้นสรุปได้ว่าหลังพ่อกับแม่ของโอบามาหย่าขาดจากกันในตอนที่เขามีอายุได้สองขวบเท่านั้น พ่อของเขาก็ได้กลับไปอยู่ที่เคนยา ต่อมาแม่ของโอบามาได้แต่งงานกับนักศึกษาอินโดนีเซีย และครอบครัวของเขาได้ย้ายไปอยู่ที่จาการ์ตา ที่นั้นเขาได้เข้าเรียนในมัดราซะและได้ถูกเลี้ยงดูและเรียนรู้ในฐานะของมุสลิมคนหนึ่ง ซึ่งกล่าวกันว่าโรงเรียนที่เขาเรียนนั้นเป็นหลักสูตรวาฮาบี และยังโยงไปถึงกลุ่มเจไอซึ่งเป็นกลุ่มที่สหรัฐฯกำลังต่อสู้อยู่ เมื่อเขาอายุได้สิบขวบพ่อและแม่ได้แยกทางกัน แม่และเขาก็ได้เดินทางกลับมาอยู่ที่ฮาวาย และเขาก็ได้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างคริสเตียนนับตั้งแต่นั้นมา การมีชาติกำเหนิดที่เป็นมุสลิมโดยมีพ่อจริงๆเป็นมุสลิม และมีพ่อเลี้ยงเป็นมุสลิม ได้เติบโตมาในประเทศมุสลิม รวมทั้งยังได้ศึกษาและปฏิบัติศาสนาในแบบของมุสลิมนั้นเป็นจุดที่ถูกนำมาเป็นจุดอ่อนที่คู่ต่อสู้ใช้ในการหยุดยั้งเขามิให้ก้าวเข้ามาสู้ตำแหน่งผู้นำโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ในทางกลับกันแม้เขาจะไม่ใช้มุสลิมแล้วแต่การที่มีความคุ้นเคยและเขาใจวัฒนธรรมอิสลามทั้งทางตรงและทางอ้อมทำให้เขามีจุดแข็งในเรื่องดังกล่าว และนั้นอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่แท้จริงของประเทศผู้นำโลกอย่างสหรัฐฯ หากเขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ
สนต้นที่เก้า ภาพประกอบ(ตามลำดับ) http://www.usvetdsp.com/gifs/obama_char2.jpg http://www.whudat.com/news/images/barack-obama-somali-elder-clothing.jpg http://img130.imageshack.us/img130/5681/obamagrouphy6.jpg http://www.kansasprairie.net/kansasprairieblog/wp-content/uploads/2007/ 12/copy-of-28585926.jpg อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Hillary Clinton Agrees With Schlussel: Obama Suspicious, Deceptive on Muslim Background http://www.debbieschlussel.com/archives/2007/01/hillary_camp_ag.html Barack
Hussein Obama: Once a Muslim, Always A Muslim http://www.debbieschlussel.com/archives/2006/12/barack_hussein.html Obama Smeared As Former Madrassa Student, Possible Covert
Muslim Extremist http://thinkprogress.org/2007/01/19/fox-obama-madrassa/ |
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||