พิมพ์หน้านี้
|
จริงๆแล้วช่วงนี้ต้องใช้ความคิดมากและไม่ค่อยมีเวลาว่างเลย(อ้าง) ทำให้จะหยิบอะไรมาเขียนลงในบล๊อกต้องมีอันซาลงไปบ้างทั้งที่เมื่อก่อนสมองมันแล่นมาก แต่ยังไงซะวันนี้ก็อยากจะนำเรื่องราวของบุคคลผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้นำประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆทางตอนใต้ของประเทศไทยมาเล่าสู่กันฟัง (นายกเราก็พึ่งจะไปเยี่ยมเขาผู้นี้เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเอง) เพื่อว่าเราจะได้เข้าใจวิถีของความเป็นมาเป็นไปของประเทศนี้มากขึ้น บุคคลที่ผมจะขอนำเสนอในวันนี้ก็คือ นายลี กวน ยิว ผู้นำตลอดการของประเทศสิงค์โปร หากจะเข้าใจสิงค์โปรก็ต้องรู้จักกับเขาผู้นี้ก่อน วันนี้เราลองมาดูกันว่าเขาผู้นี้มีที่มาและที่ไปอย่างไร และเขามีส่วนอย่างไรในการทำให้สิงค์โปรเป็นมาดังเช่นทุกวันนี้ ![]() นายลี กวน ยูเกิดเที่บ้านเลขที่ 92 ถนนกัมปงยาวาเมื่อวันที่ 16 กันยายน ปี 1923 (ปัจจุบันอายุ 84 ปี)เป็นบุตรคนโตของนายลี ชิน กูนกับนาง ชัว จิม เนียว เขาเป็นคนจีนสิงค์โปรรุ่นที่สี่ โดยที่ปู่ทวดของเขา ลี บ๊ก บูนได้อพยพเข้ามาจากเมืองดาปูจากมนฑลกวนดอง เมื่อปี 1862 เขาเติบโตขึ้นท่ามกลางวัฒนธรรมที่เป็นแบบอังกฤษ และที่สำคัญปู่ของเขาก็ส่งเสริมลูกๆให้เรียนในโรงเรียนแบบอังกฤษ ทั้งนี้ปู่ของเขาก็ยังตั้งชื่อฝรั่งให้กับเขาด้วย โดยให้ชื่อว่า แฮร์รี่ ซึ่งชื่อนี้มักจะทราบกันเฉพาะในหมู่เครือญาติหรือเพื่อนสนิทเท่านั้น ซึ่งชื่อเต็มๆของเขาก็คือ แฮร์รี่ ลี กวน ยูนั้นเอง แต่อย่างไรเสียชื่อต้นแบบฝรั่งก็ไม่ได้ใช้อย่างเป็นทางการ ![]() เมื่อลีเป็นหนุ่มเขาก็ได้พบรักกับนางกวา กิอค ชู และได้แต่งงานกันเมื่อวันที่ 30 กันยายน ปี 1950 พวกเขามีบุตรด้วยกันทั้งสิ้น 3 คน เป็นชาย 2 คน เป็น 1 หญิงหนึ่งคน ลูกชายคนโตชื่อ ลี ทเซียน ลูง ปัจจุบันเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศสิงค์โปรพร้อมควบตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง อดีตเคยเป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือ นอกจากนี้เขายังมีตำแหน่งเป็นรองประธานของบริษัทลงทุนของรัฐบาลสิงค์โปรด้วย ทั้งนี้ประธานของบริษัทนี้คือ ลี กวน ยูนั้นเอง ![]() ลูกชายคนที่สองชื่อ ลี ทเซียน หยางก่อนหน้านี้เคยมีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือเช่นกัน ปัจจุบันเป็นประธานและซีอีโอของสิงค์เทลซึ่งเป็นบริษัทสื่อสารยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคอาเซี่ยนและบริษัทนี้ถือเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในสิงค์โปร โดยที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดคือเทมาเส็ก ซึ่งซีอีโอของเทมาเส็กก็คือนางโฮ ชิงผู้เป็นสตรีหมายเลขหนึ่งของสิงค์โปรนั้นเอง ส่วนลูกสาวคนสุดท้องนางสาว ลี เวย ลิงบริหารสถาบันนิวโรไซน์ ในวัยเด็กลี กวน ยูได้เข้าเรียนในโรงเรียนประถมที่เตอโละกูเรา ต่อมาได้เข้าเรียนต่อที่สถาบันรัฟเฟิ้ล หลังจากนั้นก็เข้าเรียนต่อในวิทยาลัยรัฟเฟิ้ล การเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยของเขาต้องช้าลงไปเพราะเหตสงครามโลกครั้งที่สองและการบุกเข้ายึดสิงค์โปรของญี่ปุ่นในช่วงสงครามมหาเอเชียบุรภา ในช่วงที่ถูกปกครองโดยญี่ปุ่นเขาได้ทำการเปิดธุรกิจค้าขายเกี่ยวกับกาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่าสติกฟาสแม้เป็นธุรกิจใต้ดินแต่เขาก็ประสบความสำเร็จกับธุรกิจชนิดนี้มาก นอกจากนี้การที่มีความรู้ในภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่นที่เขาเคนรำ่เรียนมาเมื่อปี 1942 ทำให้เขาสามารถทำหน้าที่ในการถอดรหัสของฝ่านสัมพันธ์มิตรให้กับญี่ปุ่นได้ นอกจากนี้เขายังเป็นบรรณาธิการภาษาอังกฤษของหนังสือเพื่อการชวนเชื่อของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่าเจแปนนิสโฮดูบูตั้งแต่ปี 1943 ถึงปี 1944 หลังสงครามสงบลงเขาได้ไปศึกษาต่อทางด้านกฎหมายที่วิทยาลัยฟิทซวิลเลี่ยม แคมบริด์จ ประเทศอังกฤษซึ่งที่นั้นเขาได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งสองดาว และยังได้เข้าเรียนในลอนดอนสคูลออฟอิคอนอมิคในช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นเขาก็ได้กลับสู่สิงค์โปรในปี 1949 เพื่อทำงานในฐานะนักกฎหมายในเลย์คอกแอนด์อองซึ่ง ณ ที่นั้น จอห์น เลย์คอกผู้ริเริ่มลัทธิหลากหลายชาติพันธุ์พร้อมกับเอ พี รายาห์ และซี ซี ตันได้ก่อตั้งชมรมพหุชาติพันธ์สิงค์โปรแห่งแรกในอาเซี่ยน ต่อมาก็ถึงช่วงเวลาหรือเส้นทางด้านการเมืองของเขา เขาเร่มมีประสปการณ์ด้านการเมืองครั้งแรกโดยการเป็นตัวแทนในการเลือกตั้งให้กับเจ้านายของเขาคือจอห์น เลย์คอกภายใต้ร่มเงาของพรรคก้าวหน้าที่มีแนวคิดสนับสนุนอังกฤษในช่วงการเลือตั้งสภานิติบัญญัติในปี 1951 อย่างไรก็ตามต่อมาเขาก็ได้รับรู้ว่าอนาคตของพรรคดังกล่าวไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มวัยทำงานที่ใช้ภาษาจีน ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะเมื่อคณะกรรมการเร็นเดลในปี 1953 ได้ขยายโอกาศการเลือกตั้งให้กับผู้ที่เกิดในท้องถิ่นด้วยซึ่งมีผลให้ผู้ลงคะแนนชาวจีนเพิ่มมากขึ้นด้วย ช่วงเวลาแตกหักของเขามาถึงเมื่อเขามีความเกี่ยวข้องกับสหภาพการค้าและนักศึกษาในฐานะของที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ในที่นี้ทำให้เขามีความสัมพันธ์กับโลกของชนชั้นทำงานที่พูภาษาจีนมากขึ้น ในวันที่ 21 พฤศจิกายน ปี 1954 เขาและเพื่อนที่เป็นกลุ่มชนชั้นกลางที่ได้รับการศึกษาแบบอังกฤษได้ก่อตั้งพรรคพรรคการเคลื่อนไหวแห่งประชาชนที่มีแนวคิดสังคมนิยมขึ้นมาเพื่อเป็นการสะดวกที่จะเป็นพันธ์มิตรกับสหภาพการค้าที่นิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งการรวมตัวกันดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายทั้งนี้เป้าหมายหลักก็เพื่อที่จะปกครองตนเองและยุติบทบาทของอังกฤษลงไปนั้นเอง โดยมีการประชุมครั้งแรกที่วิคตอเรียเม็มโมเรียล มีคนเข้าร่วมกว่า 1500 คน ลีได้รับตำแหน่งเลขาธิการซึ่งตำแหน่งนี้เขาครองมาจนถึงปี 1992 ไม่นับในช่วงที่ทางมาเลเซียได้เชิญเข้าไปร่วมเป็นประเทศเดียวกัน ลีได้รับชัยชนะในการลงสนามทางการเมืองครั้งแรกที่ตันหยง ปากัรเมื่อปี 1955 เขาได้รับตำแหน่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านต่อสู้กับรัฐบาลร่วมของแนวร่วมกลุ่มแรงงานที่นำโดยเดวิด ซาอูล มาแชล นอกจากนี้เขายังเป็นหนึ่งในตัวแทนจากพรรคของเขาในการเสวณาเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญถึงสองครั้งที่จัดขึ้น ณ กรุงลอนดอนเพื่อตกลงอนาคตของประเทศสิงค์โปร สถานะของเขาในพรรคเริ่มสั่นคลอนเมื่อกลุ่มแนวคิดสนับสนุนคอมมิวนิสต์ได้รับตำแหน่งผู้บริหารพรรค โชคของเขายังดีที่ลิม ยิว หอคได้จับกุมกลุ่มที่มีแนวคิดสนับสนุนคอมมิวนิสต์ขนานใหญ่ทำให้ลีสามารถกลับมาอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการอีกครั้ง หผลังจากนั้นเขาก็กลับเข้าสู่สภาอีกครั้งจากการเลือกตั้งซ่อมที่ตันหยง ปากัร ปี 1957 ต่อมาในการเลือกตั้งใหญ่ที่จัดขึ้นในวันที่ 1 มิถุนายน ปี 1959 พรรคของเขาชนะการเลือกตั้งถึง 43 ตำแหน่งจากทั้งสิ้น 51 ตำแหน่งด้วยกันในสภานิติบัญญัติ สิงค์โปรได้ปกครองตนเองในทุกๆด้านยกเว้นในเรื่องการป้องกันประเทศ และการต่างประเทศเท่านั้น และลีก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศนี้โดยเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนปีเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้นำรัฐบาลจะมีตำแหน่งเป็นเพียงหัวหน้ารัฐมนตรีเท่านั้น ในการบริหารประเทศที่เป็นอิสระจากอังกฤษเขาประสบกับปัญหานานับประการดังเช่น การศึกษา ที่อยู่อาศัย และการว่างงาน ในการนี้เขาได้ก่อตั้งคณะกรรมการที่อยู่อาศัยและการพัฒนาขึ้นมาเพื่อรับมือกับปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งหน่วยงานนี้ได้เริ่มโครงการสร้างที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่เพื่อที่จะบรรเทาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยในขณะนั้น ในขณะที่ประเทศขนาดใหญ่อย่างมาลายันที่พึ่งจะได้รับเอกราชได้ไม่นาน ในปี 1961 นายกรัฐมนตรีตนกู อับดุลเราะห์มารได้เสนอแนวคิดสหพันธ์รัฐขึ้นมาโดยในที่นี้จะรวมเอา มาลายา สิงค์โปร ซาปะห์ และซาราวัคเข้าด้วยกัน ลีก็ได้เริ่มการรณรงค์แนวคิดผนวกกับมาเลเซียเพื่อยุติการปกครองของอังกฤษอย่างสมบูรณ์ เขาได้ยึดเอาประชามติที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายนปี 1962 ที่ประชาชนถึง 70 เปอร์เซ็นด้วยกันเห็นด้วยกับการเข้าร่วมในครั้งนี้ และเขาก็ได้จัดการกับกลุ่มนิยมคอมมิวนิสต์หรือผู้กิจกรรมเข้าร่วมการต่อต้านการควบรวมในครั้งนี้ด้วย และในวันที่ 16 กันยายน ปี 1963 สิงค์โปรก็เป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์รัฐมาเลเซีย การนี้รัฐบาลกลางของมาเลเเซียที่นำโดยพรรคอัมโนเริ่มเล็งเห็นความหน้ากลัวของการรับเอาสิงค์โปรที่มีชนชาติพันธุ์จีนเป็นส่วนใหญ่และยังมีพรรคการเคลื่อนไหวของประชาชนมาร่วมในสหพันธ์ในครั้งนี้แล้ว หลังจากรวมกับมาเลเซียได้ไม่นานลีก็ได้เปิดประเด็นต่อต้านนโยบายภูมิบุตรของมาเลเซีย และการใช้ แนวคิด"มาเลเซียของชาวมาเลย์" ชาติที่ช่วยเหลือคนที่มีสันชาติมาเลเซีย รวมทั้งยังต่อต้านชาติพันธุ์มาเลย์ การนี้ทำให้พรรคพีเอพีกับอัมโนมีความสัมพันธ์ที่แย่ลงมากถึงขั้นวิกฤต หลังจากนั้นไม่นานมีการจราจลเกิดขึ้น ในวันที่ 21 กรกฎาคม ปี 1964 ซึ่งถือเป็นวันคล้ายวันเกิดของศาสดาของอิสลามใกล้ๆกับโรงงานก๊าซกัลลัง ในการจราจลครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตถึง คน และมีคนเป็นร้อยที่ได้รับบาดเจ็บจากการที่ชาวจีนและชาวมลายูต่อสู้ทำร้ายกัน ทุกวันนี้ยังมีข้อถกเถียงกันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร บ้างก็ว่ามีชาวจีนโยนขวดนำ้ไปที่กลุ่มของชาวมุสลิม ในขณะที่อีกกลุ่มก็ว่าชาวมาเลย์เป็นผู้เริ่มก่อน หลังจากนั้นก็มีการจราจลมากขึ้นในปี 1964 ซึ่งผู้ก่อการได้ทำลายและขโมยของจากรถยนต์และร้านค้า ทำให้ทั้งตนกูอับดุลเราะห์มานและลี กวน ยูต้อออกมาปรากฎตัวต่อสาธารณะชนเพื่อลดความรุนแรงต่อสถาการณ์ดังกล่าว การนี้ทำให้ราคาของอาหารเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าใจหายเนื่องมาจากการขนส่งที่ไม่สะดวกและปลอดภัย ทำให้เป็นยุคที่มีความยากลำบากเกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่ม ![]() เมื่อไม่สามารถยุติเหตุดังกล่าวได้นายกรัฐมนตรีอับดุลเราะห์มานได้ตัดสินใจขับสิงค์โปรออกจากสหพันธ์รัฐ โดยเลือกที่จะ ตัดความสัมพันธ์ทุกอย่างกับรัฐบาลของรัฐที่ไม่แสดงความจกรักภักดีต่อรัฐบาลกลาง ทั้งนี้ทางลีได้พยายามไกล่เกลี่ยเรื่องดังกล่าวแต่ไม่ประสบผล ต่อมาเขาได้รับคำยืนยันจาก โก๊ะ เกง สวีว่าการแยกตัวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ลีจึงลงนามในข้อตกลงในการแยกตัวเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ปี 1965 ซึ่งได้มีการหารือกันในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกันหลังจากแยกตัวออกจากกันไปแล้ว เพื่อที่จะสามารถร่วมมือกันในเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องการค้าและการป้องกันประเทศ ความล้มเหลวในการรวมกับมาเลเซียเป็นสิ่งที่กระเทือนใจลีมากเพราะเขามีความเชื่อว่าการรวมในครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สิงค์โปรอยู่รอดได้ ในช่วงแถลงข่าวการแยกตัวทางทีวีลีได้กล่าวว่า "สำหรับผมมันเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวด ตลอดทั้งชีวิต ตลอดทั้งวัยผู้ใหญ่ของผม ผมมีความเชื่อว่าการรวมกันและการเป็นหนึ่งเดียวของสองอาณาเขต.... ตอนนี้ผม ลี กวน ยูนายกรัฐมนตรีแห่งสิงค์โปรขอป้าวร้องและประกาศในฐานะของประชาชนและรัฐบาลแห่งสิงค์โปรว่า นับจากวันนี้ วันที่เก้าของเดือนสิงหาคมปีหนึ่งพันเก้าร้อยหกสิบห้า สิงค์โปรจะเป็นชาติอธิไตยแบบประชาธิปไตยและรัฐอิสระ ตั้งขึ้นมาอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพและความเป็นธรรม และจะบรรลุถึงความอยู่ดีกินดีและความสุขของประชาชนในสังคมที่มีความเท่าเทียมกันและยุติธรรมที่สุด" และในวันเดียวกันนั้นรัฐสภาแห่งมาเลเซียได้ออกข้อมติที่จะตัดขาดความสัมพันธ์กับสิงค์โปรในฐานะรัฐ (ภายใต้สหพันธ์) และด้วยเหตุนี้สาธารณะรัฐสิงค์โปรจึงเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามแม้การรวมตัวครั้งนี้จะสิ้นสุดลงในระยะเวลาสั้นๆ สิงค์โปรก็ได้ความเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์จากอังกฤษอยู่ดี ด้วยความที่สิงค์โปรขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่นนำ้จืด แม้จะตัดความสัมพันธ์กับมาเลเซียไปแล้ว ประเทศนี้ก็ยังต้องพึ่งนำ้จืดส่วนใหญ่จากมาเลเซียจวบจนถึงปัจจุบัน วันนี้ขอนำเสนอเพียงกำเหนิดสิงค์โปรก่อนนะครับ คราวหน้าจะเป็นตอนกำเหนิดผู้นำทางเศรษฐกิจตัวเล็กแห่งภูมิภาคอาเซียนกันนะครับ ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน ครั้งหน้าจะนำเสนอตอนจบครับ สนต้นที่เก้า เรื่องนี้เนื้อหาหลักแปลและเรียบเรียงจากวีกีพีเดีย ภาพประกอบจากตามลำดับ http://dl.nlb.gov.sg/digitalk/lee%20kuan%20yew.jpg http://www.parliament.gov.sg/AboutUs/images/Prof-LeeHsienLoong.gif http://cache.daylife.com/imageserve/02aQ1QN4nBaCR/340x.jpg http://www.primeministersofmalaysia.net/images/1st.jpg |
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||