วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม 2550
ลุงชวน เข็นรถจี๊ปคู่ใจลงใต้ขอคะแนน ย้ำต้องแยกดี-ชั่ว
Posted by
สราลี
,
ผู้อ่าน : 47
, 21:31:58 น.
พิมพ์หน้านี้
|

ปชป.งัดกลยุทธ์โค้งสุดท้าย ลุงชวน ออกแรงเข็นรถจี๊ปคู่ใจสมัยหาเสียงเมื่อ 38 ปีก่อน ตระเวนรอนแรมลงใต้ โดยมีเป้าหมายปลายทางที่จังหวัดตรังบ้านเกิด ย้ำต้องแยกแยะความขัดแย้งกับความแตกสามัคคี คนดีกับคนชั่วทำผิดกฎหมายไปด้วยกันไม่ได้ วันนี้ (6 ธ.ค.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเวลา 06.45 น. นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขับรถจี๊ปซึ่งเป็นรถที่เคยใช้หาเสียงครั้งแรกเมื่อ 38 ปีที่แล้ว ออกจากพรรคประชาธิปัตย์เพื่อมุ่งหน้าไปจังหวัดตรัง โดยจะแวะพบปะประชาชนตามรายทาง เช่นที่อำเภอเมืองเพชรบุรี ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี หัวหิน ปราณบุรี ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพักค้างคืนที่จังหวัดชุมพร และในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ (7 ธ.ค.) จะนำขบวนรถแห่ในตลาดอำเภอเมืองชุมพร จากนั้นจะเดินทางต่อไปที่สุราษฎร์ธานี แวะอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอควนขนุน อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ผ่านอำเภอนาโยง และเข้าจังหวัดตรัง นายชวน กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้มีเป้าหมายจะนำรถจี๊ปที่นำมาซ่อมเป็นปีแล้วกลับไปไว้ที่จังหวัดตรัง จึงคิดว่าจะใช้โอกาสที่เสียเวลาไป 2 วันแวะในจังหวัดต่างๆ เพื่อทักทายชาวบ้านและปราศรัย ซึ่งไม่ใช่เป็นจุดขายเพื่อดึงคะแนน และพรรคก็ไม่ได้รู้เรื่องนี้ เพียงแต่เป็นเพราะว่าเวลามีอยู่น้อย และคิดว่าคงไม่มีเวลาแวะมาที่ประจวบฯ ชุมพร และสุราษฎร์ฯ จึงได้แวะไปปราศรัยและพบปะกับประชาชนก่อน นายชวน กล่าวว่า ปกติก็ได้ขับรถจี๊ปคันนี้อยู่บ้าง จนกระทั่งนำมาซ่อมที่กรุงเทพฯ เลยไม่ได้ขับ แต่ลองขยับดู 2 วันแล้วถือว่าใช้ได้ ซึ่งรถจี๊ปไม่เหมือนรถอื่น เพราะหากขับในหมู่บ้าน ตำบลจะขับง่าย แต่เวลาเข้ากรุงเทพฯ จะไม่คล่องตัว เมื่อถามว่าได้บรรยากาศเดิมๆ กลับมาหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ผ่านไปแล้ว และคนละอย่างกัน ในสมัยก่อนการจราจรไม่หนาแน่น ตนขับคันนี้สบาย แต่สมัยนี้พอรถไม่ปรับอากาศก็ลำบาก นอกจากนี้ ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องความสามัคคีว่า พระองค์ท่านรับสั่งมาหลายครั้งในเรื่องการรักสามัคคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พระองค์ทรงบอกว่าสถานการณ์บ้านเมืองไม่น่าไว้วางใจ ซึ่งตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนคงตระหนัก แต่ทั้งหมดก็ทรงแนะนำเรื่องลดอคติ เรื่องความสามัคคี นายชวน เห็นว่าในการเมืองความเห็นที่ขัดแย้ง หรือความเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่เรื่องการแตกความสามัคคีถือเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเหตุผลที่คณะรัฐประหารนำมาใช้ เพราะหากทบทวนย้อนหลังไปดูจะเห็นว่าสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือการที่เราไม่ปฏิบัติอะไรไปตามทำนองคลองธรรม หรือเลือกปฏิบัติกับประชาชน หรือไม่มีความเป็นธรรมกับคนในองค์กรต่างๆ ถือเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยก ดังนั้นจึงคิดว่าพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีความหมายไปทุกกลุ่ม ทุกภารกิจหน้าที่ที่ต้องตระหนักว่าแต่ละคนมีหน้าที่อย่างไร และมีความเป็นธรรมในหน้าที่นั้นๆ ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายการเมือง ผมคิดว่าในช่วงหลังมานี้เรื่องความแตกแยกขัดแย้งมีสูง เราดูจากพื้นที่ที่น่าห่วงใยคือจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความขัดแย้งระหว่างพี่น้องพุทธ มุสลิม มีมากขึ้นกว่าเดิม และน่ากลัวคือคนย้ายออก โดยตัวเลขเมื่อเร็วๆ นี้โดยเฉพาะจังหวัดยะลา มีคนย้ายออก 40,000 คน และรวมทั้งสามจังหวัดมีประชาชนย้ายออกเป็นแสน ซึ่งตรงนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ความแตกแยก ซึ่งอยู่ดีๆ ไม่ควรจะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ใน 100 ปีก็ไม่เป็นอย่างนี้ แต่มันมีช่วงที่ผมคิดว่ามาจากความไม่ชอบธรรมในหลายเรื่อง นายชวน กล่าว ส่วนหลังการเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลชุดใหม่จะทำให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติอย่างไรนั้น นายชวน กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพรรคการเมือง รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วย โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีความชัดเจนในเรื่องที่จะฟื้นคืนความสามัคคี คือเคารพบทบาทของแต่ละฝ่าย และแต่ละฝ่ายต้องปฏิบัติภารกิจบทบาทของตนอย่างตรงไปตรงมา และทุกสิ่งทุกอย่างต้องมาด้วยความชอบธรรม เหมือนกับการเลือกตั้ง หากไม่ทุจริต ไม่โกง ทุกฝ่ายก็ยอมรับกัน ฉะนั้นเหนือสิ่งอื่นใด จุดเริ่มต้นอยู่ที่เราต้องสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นในกระบวนการทั้งหลาย เหมือนกรณีเด็กนักเรียนที่สอบข้อสอบเดียวกันแล้วไม่มีใครแอบไปลอกข้อสอบ ความรู้สึกได้หรือตก ก็ไม่รู้สึกอะไรมาก แต่ถ้ารู้สึกว่าเพื่อนคนหนึ่งหรือเพื่อนคนหนึ่งได้เปรียบ ความรู้สึกขัดแย้ง แตกแยกก็จะเกิดขึ้น สำหรับกรณีที่นักวิชาการเป็นห่วงว่าหลังเลือกตั้งแล้วสถานการณ์ในบ้านเมืองยังวุ่นวายนั้น นายชวน กล่าวว่า เมื่อมีคนเป็นห่วงก็ถือเป็นเรื่องดีในแง่ให้ระมัดระวัง แต่หากห่วงเกินไปแล้วไปสร้างภาพที่เลวร้ายก็จะทำให้คนเบื่อหน่าย เพราะตอนนี้ได้วาดภาพว่าความเลวร้ายเกิดจากนักการเมือง ความแตกสามัคคี ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะต้องถือว่าทุกฝ่ายมีหน้าที่ การเมืองเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และหลังเลือกตั้งแล้วฝ่ายการเมืองต้องมีหน้าที่ต้องเคารพกฎเกณฑ์กติกา แต่ในช่วงระหว่างเลือกตั้งจะต้องดูแลว่าทุกอย่างมีความชอบธรรมเกิดขึ้น เมื่อถามว่าขณะนี้การเมืองก็แบ่งออกเป็นสองขั้วโดยธรรมชาตินั้นนายชวน กล่าวว่าจะต้องแยกให้ออกระหว่างความขัดแย้งกับการแตกความสามัคคี หากเป็นการขัดแย้งในความเห็นถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่แตกความสามัคคี แต่การแตกความสามัคคีถือว่าเป็นความขัดแย้งรุนแรงประเภทที่ไม่ร่วมสังฆกรรมกัน ไม่ยอมรับซึ่งกันและกันและไม่ให้ความร่วมมือต่อการเคารพกฎเกณฑ์กติกาของบ้านเมือง ไม่เป็นไรที่การเมืองถูกแบ่งขั้ว ใยทางตรงกันข้าม ผมคิดว่าเป็นการย้ำอุดมการณ์ด้วย ไม่ใช่ว่ากับโจรก็อยู่ได้ กับพระก็อยู่ได้ ต้องเลือกความถูกผิด ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ต้องแยกให้ออกความสามัคคี ไม่ได้หมายความว่าใครทำผิดแล้วให้เกิดความสามัคคี ก็คืออย่าไปเอาโทษ ผมว่าอย่างนี้ไม่ใช่ ต้องแยกให้ออกระหว่างความสามัคคี ความผิดถูกตามกฎหมาย ตอนนี้เข้าใจผิดอยู่มาก นายชวน กล่าว
|