พิมพ์หน้านี้
|
วันวิสาขบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ มีเหตุการณ์สำคัญ ๓ ประการคือ ประการแรก เป็นวันที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ในวันประสูติ พระกุมารดำรัสอาสภิวาจาว่า ในโลกนี้ เราเป็นยอด เป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุด การเกิดของเรานี้เป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปไม่มี ประการที่สอง เป็นวันที่เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณ ใต้ต้นโพธิ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมื่อวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนตรัสรู้ในวันนั้น ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า แม้เนื้อและเลือดในสรีระเรา จะแห้งเหือดไปหมดสิ้น จะเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตามที หากเรายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จักไม่ทำลายบัลลังก์นี้ หลังจากที่ทรงตรัสรู้แล้ว ทรงเบิกบานพระหฤทัย ถึงกับทรงอุทานเย้ยตัณหาว่า นับแต่ตถาคตท่องเที่ยว สืบเสาะหาตัวนายช่างผู้กระทำเรือน คือตัวตัณหา ตลอดชาติสงสารจะนับประมาณมิได้ ก็มิได้พานพบ ดูกร ตัณหา นายช่างเรือน บัดนี้ ตถาคตพบท่านแล้ว แต่นี้สืบไป ท่านจะทำเรือนให้ตถาคตอีกไม่ได้แล้ว กลอนเรือน เราก็รื้อออกเสียแล้ว ช่อฟ้า เราก็ทำลายเสียแล้ว จิตของเรา ปราศจากสังขารเครื่องปรุงแต่ง ให้เกิดในภพอื่นเสียแล้ว ได้ถึงความดับสูญสิ้นไปแห่งตัณหา อันหาส่วนเหลือมิได้โดยแท้ ประการที่สาม เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ใต้ต้นรังคู่ ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้ตรัสเรียกพระอานนท์ให้เป็นผู้รับเทศนา ประทานพุทธโอวาทแก่พุทธบริษัทว่า... ดูก่อนอานนท์ ความดำริดังนี้ จะพึงมีบ้างแก่ท่านทั้งหลายว่า ปาพจน์คือศาสนธรรมมีพระศาสดาล่วงไปแล้ว พระศาสดาแห่งเราทั้งหลายไม่มี ดังนี้ ดูก่อนอานนท์ ท่านทั้งหลายไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมก็ดี วินัยก็ดี อันใด อันเราได้แสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้ว แก่ท่านทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาแก่ท่านทั้งหลาย โดยกาลที่ล่วงไปแล้วแห่งเรา หลังจากนั้นพระพุทธองค์ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า.... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราผู้พระตถาคตเตือนท่านทั้งหลายให้รู้ สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมความฉิบหายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ให้บริบูรณ์ด้วยไม่ประมาทเถิด. . .
วันพรุ่งนี้ วันอาทิตย์ที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๑ วันโกน ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีชวด |