พิมพ์หน้านี้
|
เหตุเกิดในวันอาสาฬหบูชา.........พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร . . . อมตะธรรมแรก ที่กลั่นออกมาจากใจ ด้วยวิสุทธิสุรเสียง จากพระโอษฐ์แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า . หลั่งออกมาด้วยพระเมตตาต่อมวลมนุษยชาติ เผื่อแผ่การข้ามพ้นฟากฝั่งแห่งสังสาร ที่ทุกข์ทบถมทับไม่มีประมาณ หวังสุขเกษมในพระนิพพาน... บังเกิดแก่มหาชน . อมตธรรมนั้นคือ... พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร . สิ่งที่พระองค์ทรงรู้แจ้งนำให้ตรัสรู้ในวันวิสาขบูชา ก่อให้เกิดพระพุทธเจ้าศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา แล้วทรงนำมาสาธยายในวันอาสาฬหบูชา ก่อให้เกิดพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา . จึงใคร่ขอนำข้อความใน... พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแปล เรียบเรียงโดยครูบาอาจารย์กรรมฐานของฉัน มาแสดงดังนี้ . . . พระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้ซึ่งพระอนุตตรสัมโพธิญาณแล้ว เมื่อจะทรงประกาศธรรมที่ใคร ๆ ยังมิได้ให้เป็นไปแล้วในโลก ให้เป็นไปโดยชอบแท้ ได้ทรงแสดงพระอนุตตรธรรมจักรใดก่อน คือในธรรมจักรใด ๆ . พระองค์ตรัสรู้ซึ่งที่สุดสองประการ และ ข้อปฏิบัติเป็นกลางและปัญญาอันรู้เห็นอันหมดจดแล้วในอริยสัจทั้งสี่ เราทั้งหลายจงสวดธรรมจักรนั้น... ที่พระองค์ผู้พระธรรมราชาทรงแสดงแล้ว ปรากฏโดยชื่อว่า... ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นสูตรประกาศพระสัมมาสัมโพธิญาณ อันพระสังคีติกาจารย์ ร้อยกรองไว้โดยเวยยากรณ์ปาฐะ เทอญ. . อันข้าพเจ้า(คือพระอานนท์เถระ) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้... . สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันใกล้เมืองพาราณสี . ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเตือนพระภิกษุปัญจวัคคีย์ว่า... . ดูกร ท่านผู้เห็นอำนาจประโยชน์มละฆราวาสสมบัติ ออกบำเพ็ญพรตพรหมจรรย์เลี้ยงชีพด้วยภิกขาจารตามอริยยาจนาวิสัย กล่าวนามตามอรรถสมุทัยว่าภิกษุ . ส่วนสุดลามกเลวทรามสองอย่าง อันบุคคลผู้มละกามากรสถานคิหิพันธุ์ ดำรงผนวชพรหมจรรย์ เว้นไปจากกามารัมมณานุโยคแล้ว มีนามว่าบรรพชิต ผู้เว้นไปจากกามบริโภคกิจ แสวงหาวิเวกเป็นเบื้องหน้า ไม่พึงเสพสมาคมประกอบประพฤติเลย . ความประกอบตามซึ่งอันพัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย อันนี้ใดด้วย เป็นของต่ำช้า กระทำสัตว์ให้ห่างจากอุตตริมนุสสธรรม และให้สัตว์เกิดในหีนกายคืออบายกรรมเนิด เป็นธรรมแห่งบ้าน... เป็นเหตุที่จะให้ตั้งบ้านตั้งเรือน เป็นของของปุถุชนคนกิเลสหนา และนำมาซึ่งความเป็นปุถุชนมิให้ล่วงพ้นไปได้ ไม่ไปจากข้าศึก ไม่กระทำสัตว์ให้เป็นอริยบุคคล อันความพินาศใช่ประโยชน์ตั้งอยู่ด้วยแล้ว กำกับอยู่ด้วยแล้ว กามสุขัลลิกานุโยคนี้ เป็นส่วนสุดลามกประการหนึ่ง . ความประกอบตามซึ่งความให้ลำบากเหน็ดเหนื่อยตน อันนี้ใดด้วย เป็นทุกข์ ให้เกิดทุกข์แก่ผู้ประกอบ ไม่ไปจากข้าศึก ไม่กระทำให้สัตว์เป็นอริยบุคคล อันความพินาศใช่ประโยชน์ตั้งอยู่ด้วยแล้ว อัตตกิลมถานุโยคนี้ เป็นส่วนสุดลามกประการหนึ่ง . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย... ปฏิปทาหนทางที่สัตว์ไต่ไปดำเนินไป ตั้งอยู่ ณ ท่ามกลาง ไปโดยท่ามกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดลามก 2 อย่างนั้น . มัชฌิมาปฏิปทา หนทางกลางนั้น อันพระตถาคตเจ้าตรัสรู้ด้วยปัญญายิ่งแล้ว กระทำจักษุ... กระทำญาณ... คือปรีชาที่รอบรู้ดังแสงสว่างชัชวาล กำจัดมืดมหันธการ คือโมหะความหลงเสียให้พินาศ ย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบระงับ ย่อมเป็นไปเพื่อจะ... ตรัสรู้ยิ่ง ตรัสรู้เฉพาะหน้า ตรัสรู้ครอบงำโลกิยญาณ ย่อมป็นไปเพื่อ... ความตรัสรู้พร้อม ตื่นด้วยดีจากหลับคือกิเลส จะให้เบิกบานด้วยธรรมพิเศษในอริยวิสัย ย่อมเป็นไปเพื่อ... นิพพาน ดับไม่เหลือ... เหล่าเพลิงกิเลสมีราคะเป็นต้น เหล่ากองทุกข์มีชาติเป็นต้น . มัชฌิมาปฏิปทา มรรคากลางซึ่งพระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว กระทำจักษุคือปรีชาญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อสงบถึงอภิญญาสัมโพธนิพพาน เป็นเขมวิถีมรรคาเอก ด้วยประการฉะนี้ . มัชฌิมาปฏิปทานั้นเป็นไฉน ? คือธรรมานุโยคสัมมาปฏิบัติอันใดเล่า ? ที่พระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว กระทำจักษุคือปรีชาญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อสงบถึงอภิญญาสัมโพธนิพพาน . มรรคาหนทางมีองค์อวัยวะ ๘ ประการ เป็นอริยะไปจากข้าศึกอันนี้นั่นแลอันนี้อย่างเดียว ชื่อว่า... มัชฌิมาปฏิปทาหนทางกลาง . องค์อวัยวะ ๘ ประการนี้เป็นไฉน ? คือธรรมอันใด ๆ บ้าง ? . องค์อวัยวะ ๘ ประการคือ สมฺมาทิฏฺฐิ ความเห็นชอบ ๑ สมฺมาสงฺกปฺโป ความดำริชอบ ๑ สมฺมาวาจา วิรัติเป็นเหตุเจรจาชอบ ๑ สมฺมากมฺมนฺโต วิรัติธรรมเป็นเหตุทำชอบ ๑ สมฺมาอาชีโว เครื่องอาศัยเลี้ยงชีวิตชอบ ๑ สมฺมาวายาโม พยายามชอบ ๑ สมฺมาสติ ระลึกชอบ ๑ สมฺมาสมาธิ ตั้งใจไว้เสมอชอบ ๑ . องค์ ๘ ประการนี้ เป็นอวัยวะสัมภาระของมรรคานั้น ๆ จึงเป็นอฏฺฐงฺคิโก มีองค์ ๘ ประการ . มรรคามีองค์อวัยวะ ๘ ประการนี้ เป็นมรรคาดีกว่ามรรคาทั้งปวง ที่สัตว์ทั้งหลายดำเนินไปด้วยกาย วาจา ใจ ไปจากข้าศึกภายในคือกิเลสได้จริง จึงเป็นอริยะ กระทำปุถุชนคนหนาให้เป็นอริยะได้ . มรรคามีองค์ ๘ ประการเป็นอริยะ อันนี้นี่แลไม่ใช่มรรคาอื่น อันนี้มรรคาเดียวเท่านั้น เป็นมัชฌิมาปฏิปทาหนทางกลาง ที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้ด้วยปัญญายิ่งแล้ว กระทำจักษุคือปรีชาญาณ เป็นไปเพื่อสงบถึงอภิญญาสัมโพธนิพพาน ดับสังขารทุกข์ทั้งปวง . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้แลมัชฌิมาปฏิปทานั้น พระตถาคตเจ้าตรัสรู้แล้ว กระทำจักษุคือปรีชาญาณ เป็นไปเพื่อสงบถึงอภิญญาสัมโพธนิพพาน . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อันนี้แลทุกขอริยสัจ ของจริงอย่างประเสริฐคือทุกข์ . แม้ชาติความเกิดด้วยขันธ์ ๕ ขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ ในสัตตนิกายนั้น ๆ โดยชลัมพุชะ อัณฑชะ สังเสทชะ อุปาติกะ สี่กำเนิด ชื่อว่าชาติความเกิด...ก็เป็นทุกข์ . แม้ชราความชำรุดเสื่อมถอยแห่งขันธ์ที่เกิดแล้วนั้น...ก็เป็นทุกข์ . แม้มรณะความแตกแห่งขันธ์ที่เกิดและชำรุดแล้วนั้น...ก็เป็นทุกข์ . แม้โศกความแห้งใจและปริเทวะร่ำไรรำพันเพ้อด้วยวาจา ทุกข์-ความเจ็บกาย โทมนัส-ความไม่สบายจิต อุปายาส-ความคับแค้น ก็ล้วนเป็นทุกข์ละอย่างละอย่าง . ความที่ประจวบสมาคมพร้อมกับด้วยสัตว์และสังขารที่ตนไม่รักใคร่...ก็เป็นทุกข์ . ความพลัดพรากไปจากสัตว์และสังขารที่ตนรักใคร่...ก็เป็นทุกข์ . เมื่อปรารถนามุ่งหมายทะยานอยากและไม่ได้สมหวังอยู่แม้อันใด ความไม่ได้สมหวังตามประสงค์นั้น...ก็เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง . โดยย่นย่อแล้ว อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ ทุกข์ทั้งปวงย่นลงในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อันนี้แลอริยสัจคือทุกขสมุทัย เหตุที่ให้ผลเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ . ตัณหาเครื่องดิ้นรนประจำตัวสัตว์นี้อันใด มีอันกระทำความเกิดอีกเป็นปกติ ไปพร้อมแล้วด้วยนันทิราคะความกำหนัดด้วยความเพลิน อันนันทิราคะความกำหนัดด้วยความเพลินไปกับไปพร้อมกำกับคุมอยู่ด้วยแล้ว มักเพลินเฉพาะในอารมณ์นั้น ๆ . ตัณหาอันกระทำภพใหม่ไปพร้อมด้วยนันทิราคะ เพลินยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ เป็นไฉน ? คืออาการประหวัดแห่งจิตและเจตสิกอันใดเล่า ? . กามตัณหา คือตัณหาความดิ้นรนในกามารมณ์ที่สัตว์ปรารถนา ๑ . ภวตัณหา ความปรารถนาดิ้นรนในภาวะความมีความเป็น ๑ . วิภวตัณหา ความปรารถนาดิ้นรนในความพินาศ ความขาด ความไม่มีไม่เป็น ๑ . และตัณหาทั้ง ๓ นั้น... . กามคุณิกราคะ ความกำหนัดยินดีที่เป็นไปในทางกามคุณ ๕ ประการ ความกำหนัดที่เกิดในกามคุณทั้ง ๕ มีกามคุณทั้ง ๕ เป็นวิสัย ชื่อกามตัณหา ความปรารถนา ความดิ้นรนกระสับกระส่ายในกามารมณ์ . ราคะความกำหนัดที่สหรคตไปพร้อมด้วยสัสสตทิฏฐิ ทิฏฐิความเห็นว่าเที่ยงยั่งยืนมีทุกเมื่อเข้ากำกับอยู่ด้วย ชื่อว่าภวตัณหา ความปรารถนา ความดิ้นรนในความมีความเป็น . ราคะความกำหนัดที่สหรคตไปพร้อมด้วยอุจเฉททิฏฐิ ทิฏฐความเห็นว่าขาด ณ เบื้องหน้าขาดศูนย์เข้ากำกับอยู่ด้วย ชื่อว่าวิภวตัณหา ความปรารถนาดิ้นรนในความไม่มีไม่เป็น ความฉิบหายขาดศูนย์ . ตัณหาที่กำหนดโดยอาการเป็นไปเป็น ๓ อย่างคือ... กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา นี้เป็นสมุทัยให้ผลเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน อุดหนุนซึ่งเจตนา เป็นตัวกรรมนำปฏิสนธิในภพน้อยใหญ่ จึงเป็นสมุทัย...เหตุให้เกิดทุกข์ คืออุปาทานขันธ์เกิดขึ้น เป็นทุกขสมุทัย อริยสัจที่ ๒ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้แลของจริงอย่างประเสริฐคือทุกขนิโรโธ... ความดับทุกข์ไม่เหลือ ความที่แห่งตัณหานั้นนั่นแลดับไปด้วยปราศย้อมโดยไม่เหลืออันใด . จาโค ความสละเสียซึ่งตัณหานั้นนั่นแลอันใด . ปฏินิสฺสคฺโค ความเสียสละคืนเสียซึ่งตัณหานั้นนั่นแลอันใด . มุตฺติ ความปล่อยเสียซึ่งตัณหานั้นนั่นแลอันใด . อนาลโย ความที่ไม่ติดอยู่ไม่พัวพันอยู่แห่งตัณหานั้นนั่นแลอันใด . ความที่ตัณหาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์นั้นมาดับสนิทเสียได้ เป็นทุกขนิโรธ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์...เป็นอริยสัจที่ ๓ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้แลอริยสัจของจริงอย่างประเสริฐ คือทุกขนิโรโธ ปฏิปทาให้สัตว์ผู้ปฏิบัติ...ถึงความดับทุกข์ . มรรคมีองค์อวัยวะ ๘ ประการ เป็นอริยะไปจากข้าศึกอันนี้นี่แล อันนี้อย่างเดียวไม่ใช่มรรคาอื่น . องค์อวัยวะ ๘ ประการนี้เป็นไฉน ? . องค์ ๘ ประการคือ... สมฺมาทิฏฺฐิ ความเห็นชอบ ๑ สมฺมาสงฺกปฺโป ความดำริชอบ ๑ สมฺมาวาจา วิรัติเป็นเหตุเจรจาชอบ ๑ สมฺมากมฺมนฺโต วิรัติธรรมเป็นเหตุทำชอบ ๑ สมฺมาอาชีโว เครื่องอาศัยเลี้ยงชีวิตชอบ ๑ สมฺมาวายาโม พยายามชอบ ๑ สมฺมาสติ ระลึกชอบ ๑ สมฺมาสมาธิ ตั้งใจไว้เสมอชอบ ๑ . มรรคามีองค์อวัยวะ ๘ ประการนี้ เป็นปฏิปทาข้อปฏิบัติให้สัตว์ถึงความดับทุกข์ได้ ชื่อทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา...อริยสัจที่ ๔ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ญาณได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา วิชชาความรู้แจ้งได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา อันนี้อริยสัจคือทุกข์ดังนี้ ในธรรมทั้งหลายที่เราที่เราไม่เคยได้ยินตามฟังต่อ ๆ กันมาในกาลก่อน . ญาณจักษุที่รู้ชัดรู้แจ้งสว่างว่า อันนี้ทุกขอริยสัจดังนี้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้ยินตามฟังต่อ ๆ กันมาในกาลก่อน อันนี้เป็นสัจญาณที่ ๑ ในทุกขอริยสัจ . อนึ่งเล่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ญาณจักษุปรีชารู้ชัดแจ้งสว่าง ทุกขอริยสัจนี้นั้น อันบุคคลพึงกำหนดรู้ดังนี้ ได้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้ยินมาในกาลก่อน อันนี้เป็นกิจจญาณที่ ๒ ในทุกขอริยสัจ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่งญาณจักษุปรีชารู้ชัดแจ้งสว่างว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นเรากำหนดรู้แล้วดังนี้ เกิดขึ้นแก่เราแล้ว ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้ยินมา ณ กาลก่อน อันนี้เป็นกตญาณที่ ๓ ในทุกขอริยสัจ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ญาณจักษุปรีชารู้ชัดแจ้งสว่างว่า อันนี้อริยสัจคือทุกขสมุทัย เหตุให้ผลเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ดังนี้ เกิดขึ้นแก่เราแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้ยินมา ณ กาลก่อน อันนี้เป็นสัจจญาณที่ ๑ ในทุกขสมุทัยอริยสัจ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ญาณจักษุปรีชารู้ชัดแจ้งสว่างว่า อริยสัจคือทุกขสมุทัยนี้นั้น อันบุคคลจะพึงมละเสียดังนี้ เกิดขึ้นแก่เราแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้ยินมา ณ กาลก่อน อันนี้เป็นกิจจญาณที่ ๒ ในทุกขสมุทัยอริยสัจ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่งญาณจักษุปรีชารู้ชัดแจ้งสว่างว่า อริยสัจคือทุกขสมุทัยนี้นั้น อันเรามละเสียแล้วดังนี้ เกิดขึ้นแก่เราแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้ยินมา ณ กาลก่อน อันนี้เป็นกตญาณที่ ๓ ในทุกขสมุทัยอริยสัจ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ญาณจักษุปรีชารู้ชัดแจ้งสว่างว่า อันนี้อริยสัจคือทุกขนิโรธ ความดับทุกเสียโดยไม่เหลือดังนี้ เกิดขึ้นแก่เราแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้ยินมา ณ กาลก่อนดังนี้ อันนี้เป็นสัจจญาณที่ ๑ ในทุกขนิโรธอริยสัจ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่งญาณจักษุปรีชารู้ชัดแจ้งสว่างว่า อริยสัจคือทุกขนิโรธนี้นั้น อันบุคคลพึงกระทำให้แจ้งดังนี้ เกิดขึ้นแก่เราแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้ยินมา ณ กาลก่อนดังนี้ อันนี้เป็นกิจจญาณที่ ๒ ในทุกขนิโรธอริยสัจ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่งญาณจักษุปรีชารู้ชัดแจ้งสว่างว่า อริยสัจคือทุกขนิโรธนี้นั้น อันเรากระทำให้แจ้งแล้วดังนี้ เกิดขึ้นแก่เราแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้ยินมา ณ กาลก่อนดังนี้ อันนี้เป็นกตญาณที่ ๓ ในทุกขนิโรธอริยสัจ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ญาณจักษุปรีชารู้ชัดแจ้งสว่างว่า อันนี้อริยสัจคือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือปฏิปทาให้สัตว์ถึงความดับทุกข์ได้ดังนี้ เกิดขึ้นแก่เราแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้ยินมา ณ กาลก่อนดังนี้ อันนี้เป็นสัจจญาณที่ ๑ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่งญาณจักษุปรีชารู้ชัดแจ้งสว่างว่า อริยสัจคือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้นั้น อันบุคคลพึงให้มีให้เจริญดังนี้ เกิดขึ้นแก่เราแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้ยินมา ณ กาลก่อนดังนี้ อันนี้เป็นกิจญาณที่ ๒ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่งญาณจักษุปรีชารู้ชัดแจ้งสว่างว่า อริยสัจคือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้นั้น อันเราได้ให้มีให้เจริญแล้วดังนี้ เกิดขึ้นแก่เราแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้ยินมา ณ กาลก่อนดังนี้ อันนี้เป็นกตญาณที่ ๓ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ยถาภูตญาณทัสสนะ ปัญญาอันรู้อันเห็นจริงแท้ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ของเรา มีปริวัฏเวียนไป ๓ ๆ มีอาการ ๑๒ ดังนี้ ยังไม่บริสุทธิ์เพียงใดแล้ว เราผู้พระตถาคต...ยังปฏิญญาณตนในโลก กับทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ ทั้งสมณพราหมณ์ เทพดา มนุษย์ ว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณไม่ได้เลย . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่กาลใดแล ยถาภูตญาณทัสสนะ ปัญญาอันรู้อันเห็นจริงแท้ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ของเรา มีปริวัฏเวียนไป ๓ ๆ มีอาการ ๑๒ ดังนี้ เป็นญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์หมดจดพิเศษแล้ว เมื่อนั้นเราผู้พระตถาคต จึงปฏิญญาณตนในโลก กับทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ ทั้งสมณพราหมณ์ เทพดา มนุษย์ ว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณได้ . อนึ่ง... ปัญญาอันรู้อันเห็นเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ความพ้นพิเศษของเราไม่กำเริบไม่มีที่จะเสื่อมถอยคืนคลาย ชาติความเกิดด้วยเป็นอัตภาพเบญจขันธ์ของเราชาตินี้ มี ณ ที่สุดแล้ว . บัดนี้... ความเกิดอีกของเราบ่มิได้มี ปัจจเวกขณญาณอันหยั่งรู้ประจักษ์แน่ดังนี้ ได้เกิดมีแก่เราแล้ว . ก็แลเมื่อธัมมจักกัปปวัตตนสูตรไวยากรณ์ คือบาลีล้วนไม่ระคนด้วยด้วยคาถาอันนี้ อันสมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสเทศนาอยู่ . จักษุในธรรมปราศจากธุลีและมีมลทินอันปราศไป ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระโกณฑัญญะว่า . ยงฺกญฺจิ สมุทยธมฺมํ ไตรวัฏคือ...กรรมกิเลสวิบากอันใดอันหนึ่ง ที่มีกิเลสเกิดขึ้นพร้อมเป็นธรรมดา สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ ไตรวัฏทั้งปวงนั้น ก็เป็นของมีความดับเป็นธรรมดาดังนี้ . ครั้งนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคจึงเปล่งอุทานว่า... อญฺญาสิ วตโภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วตโภ โกณฺฑญฺโญ โกณฑัญญะ...ภิกษุได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะ...ภิกษุได้รู้แล้วหนอ ดังนี้ . เพราะอาศัยพุทธอุทานว่า... อญฺญาสิ อญฺญาสิ ดังนี้ คำว่า อญฺญาโกณฺฑญฺโญ จึงเป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะว่า... อัญญาโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้แล. . . .
. . วันพรุ่งนี้ วันจันทร์ที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๑ วันโกน แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีชวด
|