พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อวาน (เสาร์ที่ 6 ตุลาคม) งานรัดตัวมาก เดินสายกินเลี้ยงเป็นว่าเล่น เกริ่นหัวได้เหมือนสาวสังคมชั้นสูงที่วัน ๆ เอาแต่ออกงานสังคม แต่จริง ๆ ไม่ใช่เล้ย ช่วงเช้า ไปงานเลี้ยงขอบคุณของบริษัท ฟังแค่ชื่อ ใครต่อใครคงนึกว่าตำแหน่ง "หัวหน้า" คงได้ไปเดินเฉิดฉาย ทักทายแขกเหรื่อและสื่อมวลชน นั่นคงเป็นแค่ภาพฝันที่คนนอกคงวาดไว้ แต่ความจริงนะหรือ ด้วยตำแหน่งหัวหน้า เลยได้เดินถ่ายรูปคนทั่วงาน ทั้งยืนถ่าย นั่งถ่าย ปีนถ่าย โอยสารพัดสารเพ แต่โชคดีเป็นของหัวหน้าต๊อกต๋อย ถ้าเป็นผู้จัดการต้องเฝ้าเครื่องคอม พาแขกไปเสียภาษี พาแขกเดินไปที่เวที พาลงเวที หรือไม่ก็ต้องไปเฝ้าพรีเซนเตชั่น ขำดีเหมือนกัน ไม่เห็นเหมือนในทีวีเลยอ่ะ ออกงานแบบนี้ ที่เคยเห็นในละคร ช้านน่าจะได้สิทธิ์แต่งสวย ใส่เกาะอกทำผมเดิ้น ๆ ใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด ทาปากแดงแจ๋ แต่ไหง สภาพจริง ใส่เสื้อยืด เกงยีน รองเท้าเตี้ย ๆ หน้ามันแพล่บ เฮ้อ สงสัยต่อไปต้องแยกแยะชีวิตจริงกับในละครซะแล้ว เสร็จจากงานบริษัทตอนบ่ายสามครึ่ง ก็รีบบึ่งมาสยาม เพราะนัดกับเพื่อนสนิทสมัยเรียนไว้ 2 นาง (สาว) ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกทำท่าจะนัดกัน 5 - 6 คน แต่ช่างมัน แค่สามคน ก้เมาธ์กันได้สารพัด เราตกลงกันเรื่องไปเวียดนามในสิ้นปีนี้เสร็จสรรพ นัดหมายกำหนดอะไรต่อมิอะไรไว้คร่าว ๆ รายละเอียดยังไม่มีอะไรมากมายนัก แต่ก็เป็นการยืนยัน นั่งยัน และนอนยันว่ ทริปนี้ของพวกเรา เหล่าสาวโสดจะไม่ล่ม (เหมือนชีวิตรักที่ไม่มี หุหุ) จากนั้น ใกล้เวลาหกโมง อันเป็นเวลาคืนสู่เหย้า พวกเราก็ย้ายก้นจากร้านเค้กแสนอร่อย ไปที่ชั้นสองของตึกจุล เดินขึ้นตึกด้วยแสงเทียน ที่ทำบรรยากาศได้ซึ้ง (แต่ไหงใจกลับคิดอยากเป่าเทียนวันเกิดล่วงหน้าฟระ *** แอบคิดในใจ วันเกิดช้าน มีคนทำเซอร์ไพรซ์ให้แบบนี้คงดี) ขึ้นไปข้างบน ยังไม่ทันเข้างาน เสียงที่คุ้นเคยก็เล็ดรอดเข้ารูหู เสียงอึกทึกครึกโครม พูดคุย ว้าว! นี่แหละ เด็กค่ายของแท้ ทำไรเสียงดังตลอด
ทันทีที่เข้าไปถึง ก็เห็นเพื่อนตัวกลม (ที่ครั้งนึงเราเคยทำสนธิสัญญาท้าพนันแข่งกันลดน้ำหนัก แต่ทำได้ไม่ถึงสองเดือน เราสองคนก็สามัคคีคือพลัง ร่วมพร้อมใจกันฉีกสัญญานั้นทิ้ง แล้วตั้งน่าตั้งตามีความสุขกับการกินต่อไป) เรายืนดูรูปเก่า ๆ ที่น้องๆ ไปขุดออกมาจากกรุ แล้วติดห้อยไว้ที่ผนัง ขำดี รูปสมัยสาว ๆ หนุ่ม ๆ ของพวกเรา
จากนั้นเราก็ยืนเมาธ์กันตรงหน้างาน โดยลืมไปว่า นี่เรามางานคืนสู่เหย้า ต้องมีการลงทะเบียนและต่าง ๆ นานา พอได้สติเลยไปรับเสื้อและที่ห้อย... (ไม่รู้จะเรียกไรอ่ะ หน้าตาคล้าย ๆ ที่ห้อยมือถือ) แต่กว่าจะเคลื่อนย้ายจากจุดลงทะเบียน ก็ปาครึ่งชั่วโมง ที่เรายืนรำลึกความหลังกันไปมา ระหว่างกวาดสายตาหาโต๊ะว่าง ก็พบว่า พี่ๆ ไม่ดิ ทั้งงาน มีทั้งรุ่น น้อง พี่ น้า อา ลุง ป้า มากันครบ
มารับรู้เอาทีหลังว่า รุ่นแก่สุด ๆ ที่มาคือ 18 โห คุณลุง คุณลุง diff เลขได้ ก่อนหนูจะท่อง ก.ไก่ ได้อีก แต่น่าประทับใจนะ พี่ (ลุง) เค้าเป็นรุ่นแรกของชมรม จากการเล่าเรื่องของพี่ ๆ ทำให้รู้ว่า แต่ก่อน ชมรมค่ายมีสองค่าย คือ ค่ายหญิงกับค่ายชาย จนต่อมายุบรวมกัน พี่เค้าจะรู้มั้ยนะ ว่าสมัยของเรา ก็แทบจะเป็นค่ายผู้หญิง มีผู้ชายนับหัวได้เลย บรรยากาศโดยรวมของงานนี่โอเคเลย อะไรไม่รู้แหละ ได้เจอเพื่อนเก่าที่คุยกับถูกคอ เมาธ์กันได้เป็นเรื่องเป็นราว ถึงจะไม่เจอกันนานเป็นปี ก็คุยกันได้ ต่อกันติด เหมือนเพิ่งจะไม่เจอกันเมื่อวาน (ก็จะไม่เมื่อวานได้ยังไง วัน ๆ ก็คุยกัน และก็คุยกันแทบจะทุกวันผ่านตัวหนังสือในโลกยุคอินเทอร์เนต) เสร็จจากกิน เล่นเกม และเมาส์กัน ก็มาถึงการร้องเพลงค่าย หุหุ เอาเข้าไปสิ ร้องกันตั้งแต่สองทุ่มถึงสี่ทุ่ม เจ็บคอมชะมัด แต่ทุกคนก็ดูสนุกสนาน ร้องกันอย่างเมามัน สมกับที่เฝ้าครวญหากันมานาน แต่ละคนคงไม่ได้ร้องเพลงแบบนี้ กับเพื่อนรู้ใจแบบนี้ กันมานาน นานแสนนาน สรุปก็คือ เราร้องกันถึงสี่ทุ่ม ค่อยเลิกรากลับบ้าน เพราะหลายคนก็มากันจากต่างจังหวัด ส่วนตัวเองน่ะ ไม่อยากให้เวลาหมุนเลยผ่านไปสักนิด เพราะกว่าจะรวมตัวคนได้แบบนี้ กว่าจะได้เจอเพื่อนรัก น้องที่สนิท พี่ที่คุ้นเคย ก็นานแสนนาน เพราะแต่ละคน โตขึ้น มีภารกิจหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากมาย แย่จัง ตอนเด็ก ๆ ยังมีอะไรที่ยังอยากทำมากมายแล้วไม่ได้ทำ มาถึงตอนนี้ก็นั่งนึกเสียดาย เอาฟระ! ชีวิตต้องมีวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้แน่ แล้วพบกันใหม่นะ พี่น้องบ้านค่าย
|