พิมพ์หน้านี้
|
เปิดประตูสู่เมืองน่าน บ่อยครั้งที่ฉันมีโอกาสได้รู้จักเพื่อนใหม่ แล้วแนะนำตัวเองว่าเป็นคนเมืองน่าน ก็มักจะถูกถามว่า จังหวัดน่านหรือ? อยู่ภาคเหนือใช่ไหม ? อยู่ใกล้กับจังหวัดอะไร ? มีอะไรน่าเที่ยวบ้าง ? คำถามเหล่านี้ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเป็นคนเมืองลับแลหรือนี่ ? แต่มันก็น่าจะจริงอยู่หรอก เพราะน่านเป็นจังหวัดเล็กๆ ติดชายแดนที่อยู่ในอ้อมกอดของขุนเขาอันสลับซับซ้อน และดูเหมือนจะถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แถมยังไม่มีเส้นทางผ่านไปจังหวัดอื่นที่พอจะช่วยจูงใจผู้คนที่นิยมการท่องเที่ยวแบบแวะรายทางให้อยากมาเยือนได้ แต่เดี๋ยวก่อน ... ยังมีเพื่อนใหม่อีกหลายคนที่เมื่อเอ่ยถึงเมืองน่านแล้ว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไปมาแล้ว ชอบมาก ทิวทัศน์สวยงาม อากาศดี สงบ น่าไปพักผ่อน ... นี่เป็นคำกล่าวของคนต่างถิ่นที่เคยไปเยือนเมืองน่านมาแล้ว บนพื้นที่ประมาณ 7.17 ล้านไร่หรือ 11,472 ตารางกิโลเมตร ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขา ทิศเหนือติดประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีทิวเขาหลวงพระบางกั้นเขตแดนเอาไว้ ทิศตะวันตกติดกับจังหวัดพะเยา และจังหวัดแพร่ แต่ก็มีแนวเขาผีปันน้ำเป็นตัวกั้นเขตแดน แนวเขาผีปันน้ำที่ทอดตัวยาวจากด้านตะวันตกไปทางทิศใต้จนบรรจบกับแนวเขาหลวงพระบาง ทำให้มีช่องว่างระหว่างแนวเขาเป็นเส้นทางผ่านของแม่น้ำน่านทางด้านใต้ที่ติดกับจังหวัดอุตรดิตถ์ เมืองน่านจึงเป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขา มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาที่มีความลาดชันถึง 7 ใน 10 ของพื้นที่ทั้งหมด นั่นหมายถึงว่ามีที่ราบอยู่เพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเป็นที่ราบตามลุ่มน้ำน่านเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น อำเภอต่างๆ ของจังหวัดน่านจึงตั้งเรียงรายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำน่านนั่นเอง จังหวัดน่านมีประชากรทั้งสิ้น 487,042 คน เป็นชาย 246,128 คน หญิง 240,914 คน มี 14 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ 99 ตำบล 877 หมู่บ้าน มีแม่น้ำที่เป็นเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตคนเมืองน่านอยู่ทั้งสิ้น 7 สาย แม่น้ำสายสำคัญคือ แม่น้ำน่าน มีแหล่งต้นน้ำอยู่ที่อำเภอบ่อเกลือ และอำเภอทุ่งช้าง ไหลผ่านอำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอเมือง อำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย ไปสู่จังหวัดอุตรดิตถ์ ผ่านพิษณุโลก พิจิตร จนไปบรรจบกับแม่น้ำปิง วัง ยม ที่อำเภอปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ แล้วกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของประเทศคือ แม่น้ำเจ้าพระยา แต่กว่าจะมาเป็นแม่น้ำสายหลักของคนเมืองน่านและของคนไทยทั้งชาติ ก็มี น้ำว้า น้ำสมุน น้ำสา น้ำแหง น้ำปัว เป็นแม่น้ำสายเล็กๆ ที่นำพาน้ำซับจากภูเขาลำเนาไพรไหลลงสู่แม่น้ำน่าน หากมีโอกาสได้เดินทางเข้าไปในจังหวัดน่าน คุณจะเกิดความรู้สึกเหมือนกำลังเข้าไปในกระเป๋าใบใหญ่ๆ ที่มีทางออกทางเดียว คือปากกระเป๋า นั่นเป็นเพราะเส้นทางที่จะนำพาผู้คนให้มาเยือนเมืองน่านเป็นเส้นทางปิด ไม่มีเส้นทางให้ผ่านไปยังจังหวัดอื่น คนที่จะมาเที่ยวเมืองน่านจึงต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้ เป็นกลุ่มคนที่ตั้งใจมาที่นี่จริงๆ ไม่เห็นเมืองน่านเป็นทางผ่าน ยิ่งเมื่อสิบกว่าปีก่อน ถนนสายหลักกรุงเทพ-น่าน ที่มาจากจังหวัดแพร่คือ ถนนยันตรกิจโกศล นั้นทั้งเล็ก แคบ คดเคี้ยว และต้องเลื้อยเลาะไปตามไหล่เขาและหุบเหว ไม่ได้สะดวกอย่างเช่นทุกวันนี้ ก็ยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะมีใครอยากมาเที่ยว แม้ในปัจจุบันจะมีการปรับปรุงขยายถนนให้กว้างขึ้น แต่ก็ยังมีความคดเคี้ยวอยู่เช่นเดิมตามสภาพภูมิประเทศที่ถูกล้อมไว้ด้วยภูเขา แม้จะเสมือนหนึ่งเดินทางเข้าสู่กระเป๋า แต่ปัจจุบัน กระเป๋าใบนี้ก็เริ่มมีรอยรั่วหลายรูแล้ว ถึงแม้จะเป็นรูที่ไม่ใหญ่นักแต่ก็พอจะเป็นทางระบายให้ผู้คนไหลออกจากกระเป๋าได้ ไม่ต้องเดินทางเข้าและออกแค่ทางปากกระเป๋าเท่านั้น นอกจากเส้นทางที่มาจากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดแพร่แล้ว ประตูทางทิศตะวันตกก็มีอีกสองเส้นทางที่เปิดให้นักเดินทางได้แวะเวียนเข้ามา เส้นทางแรกมาจากจังหวัดพะเยา เข้าสู่จังหวัดน่านทางอำเภอบ้านหลวง กับอีกเส้นทางหนึ่งคือ ถนนสายเชียงคำ-น่าน ซึ่งเป็นเส้นทางที่เชื่อมระหว่างอำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงรายกับจังหวัดน่าน โดยผ่านทางอำเภอสองแคว อำเภอท่าวังผา และหากเดินทางมาโดยเส้นทางนี้ คุณจะได้ผ่านแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญคือ อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน และยังสามารถแวะชม อุทยานแห่งชาตินันทบุรี ได้อีกด้วย ยังมีอีกเส้นทางหนึ่งที่น่าสนใจในการมาเยือนเมืองน่าน คือ เส้นทางสายน่าน-ห้วยโก๋น- เมืองเงิน ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นเส้นทางสายเศรษฐกิจที่ทำให้เมืองน่านมีความสำคัญและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น เพราะสามารถเดินทางผ่านแดนเข้าไปเที่ยวยังประเทศลาวได้สะดวกโดยใช้เส้นทางนี้ ประกอบกับทางสายนี้มีทิวทัศน์สองข้างทางที่งดงามจนผู้คนที่ผ่านไปมาขนานนามให้เป็น ถนนลอยฟ้า เนื่องจากขณะที่ขับรถไปคุณจะมองเห็นเส้นทางข้างหน้าทอดยาวไปตามสันเขาที่สูงชัน และสองข้างทางเป็นหุบเขาลึกลงไป ราวกับว่าถนนถูกแขวนไว้ในอากาศนั่นเอง ยังมีเส้นทางที่ยังไม่เปิดใช้อย่างเป็นทางการอีกสายหนึ่ง คือเส้นทางด้านทิศใต้ที่ติดกับจังหวัดอุตรดิตถ์ ด้วยเส้นทางนี้คุณสามารถเดินทางจากอำเภอน้ำปาดเข้าสู่อำเภอนาหมื่นโดยใช้รถยนต์ และข้ามแม่น้ำน่านที่หมู่บ้านประมงปากนาย ซึ่งจะมีโป๊ะเรือข้ามฟากบรรทุกรถยนต์ข้ามมาสู่อำเภอนาหมื่นได้ แต่ยังไม่เป็นที่นิยมเพราะถนนสายนี้ยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ใช้งานได้ดี บางช่วงยังขรุขระ ทำให้ใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าเส้นทางอื่น แต่ถ้าคุณเป็นชาวออฟโรด เส้นทางนี้ก็นับว่าเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเดินทางแบบสมบุกสมบันและรักการผจญภัยเป็นอย่างยิ่ง การเดินทางมาเที่ยวเมืองน่านนั้น นอกจากจะใช้รถยนต์แล้ว ใครที่ชอบความสะดวกรวดเร็วก็มีสายการบินคอยให้บริการทุกวันไปกลับวันละหนึ่งเที่ยวบิน จึงทำให้ประตูสู่เมืองน่านมีให้เลือกหลายช่องทางมากขึ้นตามความสะดวกของผู้มาเยือน แม้ว่าเมืองน่านจะอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาอันห่างไกล แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครสนใจ จะเห็นได้จากโรงแรม และรีสอร์ทสวยๆ ที่ผุดขึ้นเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนมีมากขึ้นทุกปี นั่นหมายถึงการมีผู้คนเดินทางเข้ามาเที่ยวที่นี่มากขึ้นทุกปีด้วย จุดเด่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเมืองน่านน่าจะเป็นเพราะ น่านเป็นเมืองที่ยังคงความสงบ มีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสวัฒนธรรมสมัยใหม่ วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่ยังดำรงตามแบบล้านนาเดิม ชาวน่านยังคงร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมล้านนาให้คงอยู่อย่างชัดเจน จะเห็นได้จากนโยบายการอนุรักษ์การแต่งกายที่หน่วยราชการต่างๆ ในจังหวัดน่านได้กำหนดขึ้นโดยให้มีการแต่งกายด้วยผ้าพื้นเมืองของน่านทุกวันศุกร์ และมีการจัดสถานที่ให้ได้แสดงออกถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น ณ บริเวณลานหน้าวัดภูมินทร์ที่เรียกกันว่า ข่วงเมือง ข่วงเมืองเป็นสถานที่ใช้จัดแสดงศิลปะพื้นบ้าน สินค้าท้องถิ่น เพื่ออนุรักษ์ความเป็นเมืองน่านเอาไว้ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมามีร้านจำหน่ายสิ้นค้าพื้นเมืองเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงแนวคิดเชิงอนุรักษ์นิยมของคนเมืองน่านแล้ว ยังเป็นแหล่งให้นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนได้จับจ่ายสิ้นค้าพื้นเมืองเหล่านี้ไปใช้สอยและเป็นของที่ระลึกได้อีกด้วย หากจะถามถึงอาชีพหลักของชาวเมืองน่าน ก็ยังคงเป็นอาชีพเกษตรกรรมที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก เกษตรกรที่นี่ยังใช้แรงงานคนและสัตว์อยู่เป็นส่วนมาก ยังมีวัฒนธรรมการลงแขกเพื่อช่วยเหลือกันในการทำนาซึ่งช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้เป็นอย่างดี สินค้าด้านการเกษตรที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักก็คือ ส้มสีทอง ที่มีแหล่งเพาะปลูกอยู่ทางเหนือเช่น ทุ่งช้าง เชียงกลาง ปัว สองแคว และท่าวังผา นับเป็นหนึ่งในสินค้าที่ทำรายได้ให้กับจังหวัดน่าน และสินค้าเกษตรแปรรูปที่ขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของจังหวัดน่านก็คือ มะไฟจีนเชื่อม แหล่งเพาะปลูกมะไฟจีนที่ให้รสชาติหวานกลมกล่อมนี้อยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองน่านนี่เอง มะไฟจีนถือเป็นผลไม้ที่จัดอยู่ในกลุ่มพืชสมุนไพร มีสรรพคุณทางยาคือ ช่วยในการขับลมและทำให้เจริญอาหาร จึงเป็นสินค้าที่เหมาะสำหรับเป็นของฝากที่ผู้มาเยือนมักจะซื้อติดมือกลับไปทุกครั้ง แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดน่านส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของความงดงามของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น อุทยานแห่งชาติที่ยังคงมีความเป็นป่าธรรมชาติอยู่มาก การเดินป่า ล่องแก่ง ดูนก ล้วนแต่เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ตามแหล่งธรรมชาติทั้งสิ้น อุทยานแห่งชาติในจังหวัดน่านมีอยู่ถึง 7 แห่ง แต่ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ คือ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่มีพันธุ์ไม้หายากที่สุดในโลกคือ ต้นชมพูภูคา ต้นเต่าร้างยักษ์ และต้นกว่างภูคา ปัจจุบันพบในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคาเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยเท่านั้น ผาชู้ หรือ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ก็เป็นสถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยงามไม่แพ้ที่อื่นๆ ในช่วงฤดูหนาวจะมีทะเลหมอกปกคลุมยอดเขา มีแก่งที่สวยงามชื่อแก่งหลวง มีภูเขาดินที่ถูกธรรมชาติปั้นแต่งให้เป็นรูปร่างต่างๆ ที่เรียกว่า เสาดิน และมีทิวทัศน์เหนือเขื่อนสิริกิติ์ที่หมู่บ้านประมงปากนาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าไปเยือนอย่างยิ่งอีกแห่งหนึ่ง อุทยานแห่งชาติแม่จริม เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในเรื่องของกิจกรรม การล่องแก่งน้ำว้าอันน่าตื่นเต้น และมีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติที่สวยงามยิ่งนัก ส่วนอุทยานอื่นๆ นั้นก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่อีกมากมาย เพียงแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไปเท่าใดนัก เนื่องจากเป็นอุทยานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ แต่เชื่อเถอะว่าทุกอุทยานของจังหวัดน่านมีธรรมชาติที่สวยงามให้ได้สัมผัสไม่แพ้กันเลย คนที่มาเที่ยวเมืองน่านบางกลุ่ม เข้ามาพร้อมด้วยความรักในศิลปวัฒนธรรมก็อาจจะอยากไปเที่ยวตามแหล่งโบราณสถานที่มีผลงานศิลปะให้ได้ศึกษา วัดวาอารามในเมืองน่าน ก็จัดว่าเป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ที่น่าค้นคว้ายิ่งนัก ศิลปะที่โดดเด่นส่วนมากจะเป็นศิลปกรรมแบบไทลื้อ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากชนกลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจากตอนใต้ของจีน แล้วมาตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนเหนือของเมืองน่านเช่น วัดภูมินทร์ วัดหนองบัว วัดต้นแหลง วัดหนองแดง มีบางส่วนที่เป็นศิลปกรรมล้านนาที่ได้รับอิทธิพลในช่วงที่เมืองน่านเป็นเมืองขึ้นของล้านนาเช่น วัดพญาวัด วัดหัวข่วง รวมถึงวัดที่ได้รับอิทธิพลทางศิลปะมาจากสุโขทัยเช่น วัดพระธาตุแช่แห้ง วัดช้างค้ำวรวิหาร และวัดสวนตาล แต่ละแห่งล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่ที่น่าไปเยี่ยมชมและศึกษา เพราะเป็นวัดที่มีประวัติควบคู่มากับประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมืองน่าน หากคุณโชคดีได้มาเยือนเมืองน่านในช่วงที่มีประเพณีแข่งเรือยาว คุณจะได้ตื่นตาตื่นใจกับการแข่งเรือยางของที่นี่ เพราะมีความแตกต่างจากการแข่งเรือของจังหวัดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะเรือที่มีหัวเป็นรูปพญานาค และมีการแกะลวดลายที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละหมู่บ้าน การแข่งเรือของจังหวัดน่านนั้นไม่ได้แข่งที่ฝีพายเพียงอย่างเดียว ยังมีการแข่งเรือสวยงาม และกองเชียร์อีกด้วย ประเพณีแข่งเรือมักจะจัดร่วมกับงานบุญของชุมชน เช่นงานทอดกฐิน งานสลากภัต นอกจากนี้ยังมีประเพณีการเลี้ยงผี การสืบชะตา สู่ขวัญ ประเพณีเหล่านี้ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกัน แต่ในรายละเอียดของพิธีการจะมีความแตกต่างกันออกไป และในความเหมือนที่แตกต่างนี้ก็แฝงไว้ด้วยเอกลักษณ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละชุมชน ผู้คนในเมืองน่านส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมืองที่ยังมีการดำเนินชีวิตตามวิถีเดิม มีการปฏิบัติตามขนบประเพณีของบรรพชน เช่นการสร้างบ้านเรือนในลักษณะเรือนสูง มีชานสำหรับซักล้างหรือนั่งเล่น บันไดมีอ่างล้างเท้า และจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ รักการทำบุญ จะเห็นได้จากจำนวนวัดต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย เรียกได้ว่ามีวัดอยู่แทบทุกหมู่บ้าน และวัดนี่เองที่เป็นศูนย์รวมกิจกรรมทางศาสนา และศิลปวัฒนธรรมของคนเมืองน่าน นอกจากคนพื้นเมืองดั้งเดิมแล้ว เมืองน่านยังมีชนกลุ่มน้อยอาศัยกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ หลายกลุ่ม เช่นชาวไทลื้อ ชาวลั๊วะ ชาวขมุ ตองเหลือง และไทยพวน ชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มเช่นชาวไทยลื้อ ไทยพวน จะมีวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกับคนพื้นเมืองจนแทบจะแยกกันไม่ออก แต่ก็มีชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มที่แยกตัวออกไปจากคนพื้นเมืองอย่างชัดเจน และมีการดำรงชีวิตตามบรรพบุรุษของเขา มีวัฒนธรรมประเพณีตามแบบของตัวเองอย่างเด่นชัดเช่น กลุ่มของชาวลั๊วะ(ถิ่น) ขมุ ม้ง(แม้ว) เมี้ยน(เย้า) เผ่าตองเหลือง เป็นต้น ชุมชนของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ ในปัจจุบันกลับกลายเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจกันมากขึ้น หากคุณเป็นคนที่ชอบแสงสี ขอบอกว่าจังหวัดน่านคงไม่เหมาะกับคุณนัก คนที่เข้ามาเที่ยวที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นนักอนุรักษ์ ที่นิยมชมชอบธรรมชาติและความดั้งเดิมของวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดน่านตั้งอยู่กระจัดกระจายกันไปตามอำเภอต่างๆ ระยะทางก็ห่างกันพอสมควร ดังนั้น หากจะจัดโปรแกรมมาเที่ยวน่านให้เต็มอิ่มล่ะก็ อาจต้องใช้เวลาประมาณสองถึงสามวัน แม้แนวสันเขาจะแยกเมืองน่านให้เป็นเอกเทศและโดดเดี่ยว แต่ก็ใช่ว่าจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เพราะในปัจจุบันการสื่อสารอันทรงประสิทธิภาพทำให้เมืองน่านมิได้ล้าหลังจังหวัดอื่นๆ เลย ในทางกลับกัน เมืองน่านกลับมีทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยควบคู่ไปกับวัฒนธรรมพื้นเมืองที่คนเมืองน่านรักและหวงแหน และได้นำเอาทั้งสองสิ่งมาผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืนทีเดียว ประตูสู่เมืองน่านจึงพร้อมเปิดต้อนรับคุณๆ ที่รักธรรมชาติ ชื่นชมศิลปวัฒนธรรม และความสงบสุขให้มาเที่ยวกันได้ทุกวันตลอดทั้งปี
|