พิมพ์หน้านี้
|
เรื่องเล่าอาชีพเก่าพ่อ พ่อของฉันเป็นคนเมืองน่านแต่กำเนิด มีอาชีพหลักคือทำนา พ่อเป็นเกษตรกรที่อดทนมาก ในฤดูทำนา ที่นาสิบกว่าไร่พ่อทำเองทั้งหมด มีเพียงแรงงานควายสองตัวช่วยในการไถคราด พอหมดฤดูทำนา พ่อจะต่อเรือแล้วล่องไปตามลำน้ำน่านหายไป 8-9 วัน แล้วกลับมาพร้อมปลาที่แปรรูปจากปลาสด เป็นปลาแห้ง ปลาร้า ปลาส้ม ขี้ปลา มาถึงวันนี้ พ่ออายุมากขึ้น และอยู่ในวัยพักผ่อนกับลูกหลาน ไม่ได้ทำอย่างในวัยหนุ่มอีกแล้ว แต่วันดีคืนดีพ่อก็มักจะแอบไปพายเรือตกปลาเล่นบ้างเป็นครั้งคราว เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป อาชีพของชาวเมืองน่านก็พัฒนาไปด้วย สิ่งที่พ่อเคยทำก็ไม่มีใครทำอีกแล้ว อาชีพเก่าที่ทำมาหากินเพื่อยังชีพมาเนิ่นนานมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดในสังคม วันนี้คงจะเหลือเพียงเรื่องเล่าของวันวานที่อาจจะหาดูที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว อาชีพเกษตรกรในปัจจุบันกับอดีตไม่ต่างกันมากนัก จะมีก็แต่เครื่องทุ่นแรงเท่านั้นที่เปลี่ยนไป ส่วนวิธีการหว่านกล้า ดำนา และเก็บเกี่ยว ยังคงเหมือนเดิม การไถคราดจากใช้แรงควายเป็นๆ ก็เปลี่ยนมาใช้ควายเหล็กแทน การตีข้าวด้วยแรงคนเพื่อให้ได้เมล็ดข้าวเปลือก ก็ใช้เครื่องนวดข้าวมาแบ่งเบาแรงงาน เพียงเท่านี้เองที่อาชีพเกษตรกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม แต่มีอยู่อาชีพหนึ่งที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนคือ อาชีพประมงน้ำจืดแบบดั้งเดิม ที่พ่อเคยทำมาเมื่อยี่สิบปีก่อน ซึ่งในปัจจุบันไม่มีให้เห็นอีกแล้ว นั่นหมายถึงวิถีชีวิตเก่าของคนเมืองน่านกลุ่มหนึ่งได้สูญหายไปตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง ในช่วงเข้าพรรษาซึ่งเป็นฤดูทำนา พอเสร็จจากการทำนาตามฤดูกาล พ่อจะเตรียมออกหาปลาซึ่งจัดได้ว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งของครอบครัว ไม่ได้มีแต่พ่อเท่านั้นที่ทำอาชีพนี้ หลายครอบครัวในหมู่บ้านก็นิยมออกไปหาปลาตามลำน้ำน่านเพื่อนำมาขายเป็นรายได้หลักเช่นเดียวกัน ก่อนที่พ่อจะออกเดินทาง แม่จะเป็นผู้เตรียมเสบียงเอาไว้ สิ่งจำเป็นในการออกหาปลาแต่ละครั้งนอกจากเสื้อผ้า เครื่องนอนแล้ว ก็มีเพียง ข้าวสาร เกลือ พริกแห้ง และกระเทียม เท่านั้น โดยเฉพาะเกลือและกระเทียมนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ในการถนอมอาหาร จึงต้องนำไปในปริมาณที่มากพอควร ส่วนอาหารอย่างอื่นนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะสถานที่ที่พ่อจะไปคือแหล่งอาหารชั้นดีอยู่แล้ว พ่อจะออกเดินทางไปกับคู่หูอีกหนึ่งคน ที่เป็นทั้งหุ้นส่วน และนายหัวเรือ ส่วนกัปตันเรือคือพ่อเพราะเป็นผู้คัดท้าย พ่อจะล่องเรือจากตัวอำเภอเมืองเรื่อยไป ผ่านอำเภอเวียงสา เข้าอำเภอนาน้อย อำเภอนาหมื่น ระหว่างล่องเรือก็จะจับปลาไปตลอดเส้นทาง ถ้าบริเวณไหนจับปลาได้จำนวนที่มากก็จะพักค้างแรมหลายคืนเพื่อจับปลาและแปรรูปตรงนั้นเลย ถ้าระหว่างทางจับปลาได้น้อยก็ต้องล่องเรือหาไปเรื่อยๆ จนถึงอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์เลยทีเดียว พอตกเย็น พ่อจะเตรียมค้างแรมที่ริมน้ำ โดยจะสร้างเพิงหมาแหงนชั่วคราวปูพื้นด้วยผ้าพลาสติกที่เตรียมไปจากบ้าน เพื่อจัดการกับปลาที่ได้มา เริ่มต้นด้วยการคัดขนาดของปลาก่อน จากนั้นจะเลือกวิธีการถนอมอาหารตามชนิดและขนาดของมัน ปลาตัวโตๆ จะถูกแล่และนำมาตากแห้งโดยใช้ไฟที่ก่อขึ้น พ่อต้องย่างจนกว่าปลาจะแห้งสนิท แล้วจึงนำไปเก็บในตะกร้าไม้ไผ่ที่สานขึ้นเองในระหว่างการเดินทาง ตะกร้านี้คนเมืองน่านเรียกว่า ก๋วย
ปลาที่มีขนาดรองลงมาหน่อยจะนำมาทำความสะอาด ควักไส้พุงออก แล้วนำมาทุบจนเนื้อปลานุ่ม จากนั้นก็เอาข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วมาล้างให้ยางเหนียวหมดไปก่อน จึงนำมาคลุกกับปลาที่ทุบเอาไว้ ใส่เกลือป่นลงไป ตามด้วยกระเทียม หมักไว้ในกระบอกไม้ไผ่ ปิดปากกระบอกด้วยใบตอง ทิ้งไว้สัก 2-3 วันก็จะได้ ปลาส้มเป็นตัว หรือแหนมปลาทั้งตัวนั่นเอง สำหรับปลาขนาดเล็กก็ควักเอาพุงปลาออก นำมาสับให้ละเอียด แล้วนำมาคลุกเช่นเดียวกับการทำปลาส้มเป็นตัว หมักในกระบอกไม้ไผ่เช่นเดิมก็จะได้ ปลาส้มลาบ อีกชนิดหนึ่ง ส่วนปลาที่เหลือจะนำมาหมักเป็น ปลาร้าเมือง โดยจะหมักในไห หรือในกระบอกไม้ไผ่ก็ได้ ที่เรียกปลาร้าเมืองก็เพราะส่วนผสมของปลาร้าเมืองแตกต่างจากปลาร้าที่มีขายตามท้องตลาดที่ส่งมาจากที่อื่น ปลาร้าเมืองจะหมักด้วยเกลือเพียงอย่างเดียวและจะใช้ปลาตัวโต เช่นปลาสวาย ปลาเทโพ ปลาบึก และปลาร้าเมืองนี้จะนิยมเอามาทำห่อหมก โดยใช้ใบตองห่อปลาร้าไว้ แล้วนำไปหมกในเตาถ่าน พอใบตองไหม้ปลาก็จะสุกพอดีนำมารับประทานจิ้มกับข้าวเหนียว ยิ่งถ้าเป็นข้าวเหนียวร้อนๆ แล้วล่ะก็ จัดเป็นเมนูเด็ดได้เลยทีเดียว ส่วนปลาตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้นำไปทำปลาแห้งหรือส้มปลา ก็จะเอามาสับรวมกันโดยไม่ต้องเอาขี้ปลาออก รวมทั้งขี้ปลาที่ได้จากการทำปลายแห้งและปลาที่เอาไปทำปลาส้มทั้งหมดก็จะเอามาสับรวมกันในส่วนนี้ แล้วผสมด้วยน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ปรุงรสด้วยเกลือป่น หมักไว้ในไห ก็จะได้อาหารอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ขี้ปลา วิธีรับประทานคือ ตักมาจิ้มข้าวเหนียวได้เลย แต่ถ้าชอบรสจัดก็ปรุงด้วยตะไคร้ หอมแดง พริกป่น รสชาติจะออกเปรี้ยว ขม เผ็ด เรียกว่า ยำขี้ปลา ก็อร่อยได้อีกเมนูหนึ่ง
ขี้ปลาฝีมือพ่อจะเป็นเมนูเด็ดที่ใครๆ ก็ถามถึง จำได้ว่าวันที่พ่อเอาเรือมาเทียบท่าน้ำ จะมีแม่ค้าคนกลางมารอซื้อปลาพวกนี้ไปขาย โดยที่แม่ไม่ต้องเอาไปขายเอง ซึ่งต่างจากชาวประมงกลุ่มอื่นที่แม่บ้านจะต้องนำไปหาบเร่ขาย แสดงว่าฝีมือปรุงปลาของพ่อไม่ธรรมดาเลย เครื่องมือในการจับปลาของพ่อก็เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่คิดและประดิษฐ์ขึ้นเอง ไม่ว่าจะเป็น สวิง ยอ ซึ่งแม่บ้านหรือผู้หญิงจะเป็นผู้ถักสานให้ ส่วน แห แน่ง(ตาข่าย) มักจะเป็นฝีมือของผู้ชาย การล่องเรือหาปลาแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 8-9 วัน เป็นอย่างน้อย เมื่อได้ปลาและผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากปลาจนเต็มลำเรือ จึงจะเริ่มพายเรือทวนน้ำกลับมาบ้าน เมื่อเล่าถึงตรงนี้เหมือนได้ย้อนอดีตไปยังวัยเด็กเลยทีเดียว เด็กหญิงตัวเล็กๆ สามคนเมื่อทราบข่าวว่าพ่อจะกลับมาถึงบ้านทุกคนจะตื่นเต้นกันมาก พากันตื่นแต่เช้าแต่งตัวสวยที่สุดเท่าที่จะมีให้แต่งในขณะนั้น แล้วเดินจูงมือกันเดินข้ามทางหลวงหน้าบ้านไปยังท่าน้ำ แล้วนั่งมองแม่น้ำน่านรอคอยว่าเรือของพ่อจะมาถึงเมื่อไหร่ เมื่อเห็นเรือพายมาแต่ไกลเด็กหญิงทั้งสามคนก็กระโดดโลดเต้นกันใหญ่ ปากก็ตะโกนเรียก พ่อมาแล้วๆ พอเรือเทียบฝั่งเท่านั้นลูกๆ ที่รออยู่บนฝั่งก็กรูกันลงไปกอดพ่อ ถามหาของฝากจากแม่น้ำกันจ้าละหวั่น ของฝากที่พวกเรารอคอยไม่ใช่ปลาแต่เป็นก้อนหินสวยๆ ที่จะเอามาเป็นของเล่นได้ และกระบอกไม้ไผ่ที่นำมาทำข้าวหลามก็เป็นของฝากที่ต้องได้ทุกครั้งในการกลับมาของพ่อ ถ้าพ่อกลับมาถึงวันนี้เราก็จะได้รับประทานข้าวหลามที่พ่อปรุงและเผาเองในวันรุ่งขึ้น ข้าวหลามของพ่อเป็นขนมที่นับว่าอร่อยที่สุดเท่าที่จะหาได้ในชนบทยุคนั้น ส่วนแม่ก็จะกลายเป็นผู้จัดการทันทีที่พ่อมาถึง แม่จะแบ่งขายของทุกอย่างที่พ่อหามา และจะมีแม่ค้าคนกลางมารับของไปขายในทันทีที่เรือเทียบท่า สินค้าของพ่อเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและขายดีมาก เพราะเท่าที่จำความได้สินค้าที่พ่อหามาได้ไม่เคยเหลือเลยสักครั้ง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่อาชีพนี้ในปัจจุบันไม่มีให้เห็นอีกแล้วในหมู่บ้าน พ่อบอกว่าถึงแม้สินค้าทุกชนิดจะขายดีและไม่มีเหลือเลย แต่รายได้นั้นไม่เพียงพอที่จะส่งให้ลูกๆ เรียนหนังสือได้ จึงต้องหยุดและหันมาทำอาชีพอื่นเมื่อลูกเริ่มเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ครอบครัวอื่นๆ ก็คงคิดเช่นเดียวกับพ่อ หรืออาจเป็นเพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป มีงานอื่นมากมายที่ทำให้มีรายได้ดีกว่าการประมงน้ำจืดตามมีตามเกิดอย่างที่พ่อเคยทำ ผู้คนจึงทิ้งอาชีพนี้หันไปทำงานรับจ้างกันเสียหมด แม้พ่อจะเปลี่ยนอาชีพจากการล่องเรือหาปลามาค้าขาย แต่หัวใจของพ่อก็ไม่เคยห่างแม่น้ำน่าน เมื่อว่างจากการออกรถเร่ขายของเมื่อใด พ่อจะต้องคว้าแห คว้าเบ็ด มุ่งสู่แม่น้ำน่าน และไม่นานพ่อจะกลับมาพร้อมปลาพวงโต เป็นอาหารที่มีคุณค่าโดยไม่ต้องเสียเงินไปซื้อหาแม้แต่บาทเดียว ในปัจจุบันการจับปลาตามลำน้ำน่านยังมีให้ได้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการทำเพื่อนำมาเป็นอาหารในครอบครัว ไม่ได้ทำเป็นอาชีพเหมือนแต่ก่อน นี่คงเป็นชีวิตที่เปลี่ยนไปตามวิถีของสังคมนั่นเอง |
| เสน่ห์เมืองน่าน | ||
หนังสือสำหรับคนรักธรรมชาติ และศิลปวัฒนธรรมภาคเหนือ |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||