พิมพ์หน้านี้
|
อย่าให้มันตายเปล่า! ในช่วงวันที่ผ่านมาไม่นาน ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับความอิ่มตัวของพลังทางวิทยาศาสตร์ในสังคมไทย ซึ่งมีนักวิพากษ์วิจารณ์หลายท่าน กล่าวว่าผมประเมินพลังทางวิทยาศาสตร์อย่างผิดมหันต์และในความคิดของผมเองนั้น ผมกำลังสร้างฝัน "ลมๆแล้งๆ" ว่าสักวันวิชาของผมที่ได้ร่ำเรียนมานั้น จะได้เติบใหญ่เสียที ทั้งที่ความเป็นจริงนั้นแทบจะกล่าวได้ว่ายิ่งกว่า "งมเข็มในมหาสมุทร" แต่ผมก็เชื่อว่าพลังงานเพียงเล็กน้อยก็สามารถที่จะชี้ให้สังคมเห็นได้ว่าอีกหน่อยเราต้องพบพานกับ "ความไม่รู้" และ "ความหวาดระแวง" อยู่ทุกทั่วหัวระแหง จึงจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์แบบเข้มข้นพกติดตัวไว้เป็นอาวุธทางความคิด แต่เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา หากใครดูข่าวตามสื่อต่างๆอย่างจริงจัง ก็คงได้ยินหรือพบเห็นข่าวที่หัวหน้าอุทยานป่าไม้แห่งหนึ่ง ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ถูกชาวม้งสองคนฆาตกรรมอย่างอุกอาจ จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตามนั้น พวกนักฟังข่าว นักดูข่าวจำเป็นต้องถอดรหัสข่าวกันเอง เพราะว่า สื่อที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับการฆาตกรรมของหนุ่มชาวม้งสองคนนั้น เหมือนว่า "ชาวเขา" (หรือคนชายขอบ) อยู่ดีดีเกิดผีเข้า แล้วเกิดการฆาตกรรมหัวหน้าอุทยานป่าไม้อย่างเลือดเย็น โดยที่ไม่ทราบต้นสายปลายเหตุว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ผมไม่ทราบว่าพวกผู้บริโภคข่าวจะถอดรหัสข่าวนี้ได้แหลกละเอียดเลยหรือเปล่า ซึ่งผมจะไม่ถอดรหัสข่าวนี้ว่ามีที่มาที่ไปกันอย่างไร แต่ผมคิดว่าการที่สื่อนำเสนอข่าว "แบบเลือกข้าง" หรือ "กลัว...ขายข่าวไม่ได้" ด้วยการสร้างข่าวให้ภาพลักษณ์พี่น้องชาวเขาเป็นผู้ผิดอยู่ทุกครั้งทุกครา (ก็ผิดตั้งแต่ที่ไม่มีสัญชาติแล้ว) และความยุติธรรมในเรื่องการฆาตกรรมนี้ไปซุกหัวนอนอยู่ตรงไหนกันเล่า? เมื่อทุกครั้งทุกคราฝ่ายอำนาจรัฐมักกุมความได้เปรียบของความถูกต้องอยู่ทุกครั้งทุกครา ส่วนชาวบ้านกลับกลายสถานะเป็น "แพะ" อยู่ทุกครั้งทุกคราเช่นกัน (เช่นเรื่องหมอกและควัน ที่รัฐมักโทษชาวบ้านอยู่เสมอ เพราะความงี่เง่าหรือการไม่เข้าไปสอบถามชาวบ้านเลยสักคำ) การป้ายสีว่าหนุ่มชาวม้งสองท่านที่ฆาตกรรมหัวหน้าอุทยานป่าไม้ที่ตายไปแล้วนั้น หากเราจะกล่าวกันในแง่ขื่อแปของบ้านเมืองแล้ว การฆ่าคนนั้นย่อมผิดอยู่สม่ำเสมอ แต่หากจะกล่าวในเรื่องของศีลธรรมอีก พ่อหนุ่มชาวม้งเขาก็ผิดอยู่เต็มประตูอยู่ดี แต่เหตุไฉนเล่า?ที่หัวหน้าอุทยานป่าไม้ถึงถูกฆ่าตายอย่างเลือดเย็น ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิดเมื่อครั้งได้ฟังข่าวนี้ครั้งแรก พวกสื่อก็นำเสนอว่าหัวหน้าฯที่นอนในโลงกลายเป็นที่รักของชาวบ้าน (ซึ่งน่าจะเป็นชาวบ้านที่เป็นม้ง) ถ้าท่านเป็นที่รักของชาวบ้านอย่างแท้จริง เหตุใดจึงถูกพ่อหนุ่มฆ่าตายและเมื่อวานนี้ที่ทางพวกพิทักษ์ความยุติธรรมจับพ่อหนุ่มชาวม้งได้ หลังจากไปกบดานแหล่งใดมิได้ทราบ ชาวบ้านที่เป็นชาวม้งถึงแห่แหนไปให้กำลังใจให้กับพ่อหนุ่มชาวม้งสองคนนี้นับจำนวนร้อยคน! แน่นอนครับว่ามิใช่ความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์อย่างแน่นอนหรือเป็นความเลวของผู้ใด แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นและการเมืองระดับรัฐที่ไม่เคยแยแสหรือใส่ใจกับวัฒนธรรมท้องถิ่นเลย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือวัฒนธรรมการอนุรักษ์ป่าไม้ของชาวบ้าน รวมทั้งพี่น้องชาวม้งที่ขึ้นชื่อว่ามีที่พำนักอยู่ในป่าใหญ่ พวกม้งย่อมรักษาสืบสานภูมิปัญญาการดูแลพื้นที่ป่าไม้ได้มากกว่าพวกเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งลงมาทำหน้าที่ตามคำสั่งของรัฐในบริบทของทุนนิยมเพียงเท่านั้น ใครเล่าจะรู้คุณค่าและความหมายของ "ป่าไม้" มากกว่ากัน การหันสมาทานวัฒนธรรมแบบตะวันตก โดยที่ไม่ทราบว่า "ความเป็นตะวันตก" คืออะไรนั้น เราเห็นว่าการตามก้นความเจริญในความหมายแบบตะวันตกถือว่าเป็น "ความสุข" แต่นั้นเป็น "ความสุข" จริงหรือ! เมื่อสังคมไทยกำลังล่มสลายเกือบจะทุกระดับและมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ฯลฯ เมื่อคืนนี้ (15/04/2551) ผมดูรายการ "ตาสว่าง" ทางรายการได้เชิญ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส.ศิวรักษ์) มาพูดอธิบายเกี่ยวกับความสุขว่าที่เราหันไปมุ่งหาความสุขในบริบทของทุนนิยมนั้น เป็นความสุขแบบ "เทียมๆ" และสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุขได้นั้นก็คือการเปลี่ยนวิธีคิดที่เผื่อแผ่และเห็นใจผู้อื่นกันมากขึ้น ไม่ใช่หลงระเริงเอาตนดีทัดเทียมกับคนอื่นที่เขาดีกว่าเราหรือถีบตนให้ดีกว่าเขา ซึ่งเขาคนนั้นด้อยกว่าเรา ดังนั้น การมองพื้นที่ป่าไม้ของรัฐกับการมองพื้นที่ป่าไม้ของชาวบ้านนั้นเป็นความคิดในระดับนามธรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การมองพื้นที่ป่าไม้ของรัฐเป็นการมองพื้นที่แบบ "แยกส่วน" ส่วนการมองพื้นที่ป่าไม้ของชาวบ้าน (ซึ่งรวมไปถึงชาวม้ง) เป็นการมองพื้นที่แบบ "องค์รวม" ที่ธรรมชาติล้วนมีการโยงใยการเข้าหากันโดยที่ไม่สามารถที่จะแยกขาดจากกันได้ มีป่าก็ต้องมีน้ำ มีสัตว์ป่า มีสีเขียว มีฝนโปรยปรายลงมา อีกทั้งพวกชาวบ้านยังพิธีกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้ด้วย ด้วยการเชื่อว่าพื้นที่ป่าไม้มี "ผี" สิงสถิตอยู่ (รวมทั้งทุกพื้นที่ด้วย) อันเป็นการสร้างหน้าที่ทางสังคมให้เด่นชัดขึ้นไป แต่เมื่อพวกรัฐหันมาใช้ระเบียบทางความคิดเข้ามาจัดการกับพื้นที่ป่าไม้ในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เน้นการแยกเศษส่วนและไม่ยอมเปิดหูเปิดตารับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้ แค่นั้นไม่พอ พวกรัฐไทยยังเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมหรือทุนนิยมอย่างสุดขีด พวกนักการเมืองกับพวกนายทุนสมคบกันเพื่อขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้มาเป็นผลประโยชน์ในรูปของตัวเงิน ชาวบ้าน "ไม่มีสิทธิ์" ถือพื้นที่ป่าไม้ส่วนมาเป็น "ของชุมชน" อีกต่อไป เราจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการดำเนินชีวิตของชาวเขาที่มีพลวัตอย่างซับซ้อน จนเห็นได้ว่าชาวเขาบางหมู่บ้านหันมาเน้นการขายวัฒนธรรมของตนในรูปลักษณ์ของ "สินค้า" หรือถ้าจะเป็นสมัยแต่ก่อนก็ค้ายาเสพติด ซึ่งทุกชาติพันธุ์ก็ค้าขายยาเสพติดกันทั้งบ้านทั้งเมืองแหละ แต่ชาวเขามีความเป็นอื่น "สูง" จึงโดนใส่ร้ายป้ายสีและกดทับแบบไม่มีปี่ไม่ขลุ่ยว่าเป็น "ชายขอบ" อยู่ยันวันค่ำ เช่นเดียวกันกับในกรณีฆาตกรรมของพ่อหนุ่มชาวม้งสองคนที่ฆาตกรรมหัวหน้าอุทยานป่าไม้ ก็คงพอที่จะใช้คำอธิบายดังกล่าวให้ทุกคนพอเข้าใจได้ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของรัฐไทยที่ยัง "ไม่เคย" ที่จะเข้าใจและใส่ใจวัฒนธรรมท้องถิ่นในแง่ของการดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง แต่รัฐไทยคงจะเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นในเรื่องของการทำให้วัฒนธรรมเป็นสินค้าและเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพียงเท่านั้นเอง ไหนเล่าที่รัฐและประชาชน (ซึ่งมักเป็นคนชั้นกลางแบบดัดจริตมารยาสูง) หันมารณรงค์เรื่อง "ภาวะโลกร้อน" กันอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ไม่เคยเข้าใจว่าโลกร้อนที่เกิดขึ้นก็มีส่วนหนึ่งมาจากการทำลายล้าง "ความสมดุล" ของทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภท รวมทั้ง "พื้นที่ป่าไม้" หากว่าข่าวนี้จะเป็นเรื่องของการ "ฆาตกรรม" ล่ะก็ ก็คงไม่พอที่จะทำข่าวเรื่องนี้ให้เป็นการชำแหละศพของคนเพียงท่านเดียว แต่ต้องชำแหละนโยบายและบรรทัดฐานของการมองพื้นที่ป่าไม้ของรัฐไทยด้วยว่า "ลำเอียง" และ "ปิดหูปิดตา" ต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น ผมจึงไม่สงสัยว่าชาติพันธุ์ที่มี "ความเป็นอื่น" จึงถูกเหยียบย่ำและถูกมันรังแกอยู่ทุกระดับโครงสร้างทางสังคม เพราะชาวม้งหรือชาวเขา "ไม่ใช่ไทย" นั่นเอง (ตามบริบทกึ่งเสรีนิยมและกึ่งศักดินา) อีกทั้งยังดูดกลืนผลประโยชน์ของพี่น้องชาวเขาด้วย พวกมักมากในผลประโยชน์จึงสูบเลือดสูบเนื้อพี่น้องชาวเขาทั้งขึ้นทั้งร่อง จนพวกชาวเขาหรือชาวบ้านที่อยู่ในชนชั้นรากหญ้าจึงกลายสถานภาพเป็น "ปู" ดังคำพังเพยที่ว่า "ขูดเลือดกับปู" การมรณกรรมของหัวหน้าอุทยานป่าไม้ก็เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของการศึกษา "นิเวศน์วิทยาการเมือง" ให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น อย่าให้ความตายของเขาเป็นการ "ตายเปล่า" แต่ควรเป็นการตายที่ต้องมา "ชำแหละ" ระบบโครงสร้างทางสังคมและความยุติธรรมภายในสังคมไทยกันขึ้นมาใหม่ ที่สำคัญที่สุด คือ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการรื้อถอนอย่างยิ่งใหญ่ และมองว่าการฆาตกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของคนเพียงไม่กี่คนแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลกระทบทางสังคมอย่างใหญ่หลวง วิวัฒน์ สวาทชาติ
|
| พวกเรามาแล้วจ้า (Bigman) | ||
พวกเราผู้ปราบเหล่าร้ายที่ทำให้ชีวิตท่านลำเค็ญทุกข์ยาก งอมพระรามมาชั่วนาตาปี ชดใช้เวรกรรมที่ท่านก่อทำไว้ในชาติที่แล้วนั้นก็ไม่หมด เมื่อท่านช่วยตนเองไม่ได้พวกเราจะมาช่วยท่านและพวกท่านก็ควรให้ความร่วมมือ |
||
|
View All |
||
| Jetman flying to help you | ||
Jetman ขบวนปราบชาตินิยมจัด คอยพิทักษ์รักษาสังคมไทย ไม่ให้อยู่ภายใต้เงื้อมมือเหล่าร้ายที่กุมชะตาชีวิตพ่อแม่พี่น้องประชาชน วันนี้พวกเราพร้อมแล้วที่จะแปลงร่างเป็น Jetman ไปช่วยท่าน รอพวกเราได้เลย บินได้ๆ |
||
|
View All |
||