พิมพ์หน้านี้
|
แค่เก้าบาทถือว่าไม่พอเพียงต่อพี่น้องแรงงาน! ในวันแรงงานแห่งชาติ วันที่ 1 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมาไม่นานมานั้น ทางพี่น้องผู้ใช้แรงงานชาวไทย (หรืออาจจะมีแรงงานชาวต่างชาติด้วย) ได้ขอร้องวิงวอนให้รัฐช่วยเหลือค่าแรงงานขั้นต่ำที่พวกเขาต้องใช้ประทังท้องและการอยู่กับสิ่งของจำเป็น ขึ้นค่าแรงงานจากปกติเพียงเก้าบาท (9 บาท) หากจะคิดแบบสามัญสำนึก ผมเชื่อว่าใครก็คิดว่าการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำเพียงเก้าบาทเป็นจำนวนเงินที่น้อยไป (ข้าวจานเดียวก็ยังไม่ได้!) ซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้และในช่วงยุคที่รัฐกล่าวว่าเป็นช่วงที่ไทยประสบภาวะเงินเฟ้อ การมีคำกล่าวอ้างของรัฐบาลหรือพวกนักเศรษฐศาสตร์แบบเสรีนิยมสุดโต่งที่เชื่อมั่นในระบบตลาดอย่างเป็นที่สุดนั้น ซึ่งกล่าวไว้ว่าการเพิ่มน้ำหนักกระเป๋าสตางค์ของประชาชนนั้นไม่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจที่เงินกำลังเฟ้อๆอยู่ พวกเขาเกรงว่าภาวะเงินเฟ้อจะทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคมีจำนวนสูงเกินกว่าที่สินค้ามีขายอยู่ กลัวภาวะเศรษฐกิจเกิดการชะงักงันและกลัวนักหนาว่าประชาชนจะใช้จ่ายไม่บันยะบันยัง ความเป็นจริงในมาตรฐานที่พวกนักพัฒนาเศรษฐกิจที่อยู่ในบ่วงวาทกรรมการพัฒนากระแสหลัก เป็นการประเมินและการมองสถานการณ์เศรษฐกิจที่รัฐตั้งใจที่จะ "ละเลย" หรือ "ไม่ใส่ใจ" ภาระอันหนักอึ้งในชีวิตประจำวันของประชาชนที่จำเป็นต้องมีเงินในกระเป๋าเพื่อสร้างความอยู่รอดของชีวิตภายใต้เศรษฐกิจแบบทุนนิยม พูดง่ายๆก็คือว่ารัฐบาลไม่ฉลาดพอที่จะมองว่าปัญหาความทุกข์ยากของแรงงานไทยหรือแรงงานต่างชาติ มิได้มีมิติเศรษฐกิจครอบคลุมปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ เพียงแต่วิธีคิดของรัฐเป็นการคิดแบบเสี้ยวๆที่เอาเศรษฐกิจจนขาดการเชื่อมโยงมิติอื่นๆที่เกี่ยวกับปัญหาแรงงานในสังคมไทย เช่น มิติทางด้านสังคม มิติทางด้านวัฒนธรรม ฯลฯ เป็นต้น ผู้บริหารบ้านเมืองอย่างนักการเมืองในรัฐบาลชุดลอกคราบทักษิณบริหารบ้านเมืองไม่เป็น ไม่เข้าใจกับปัญหาของบ้านเมืองที่กำลังดำรงอยู่มาอย่างสืบเนื่อง แต่มองปัญหาเรื่องราวที่เป็นแผลเน่าอยู่นั้นเป็นเพียงความโง่เง่าของประชาชนที่รอรัฐมาอุปถัมภ์และคอยช่วยเหลือ ป้อนข้าวป้อนน้ำให้ในเรื่องที่ประชาชนไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ แม้กระทั่งเรื่องง่ายๆในชีวิตประจำวัน เพราะว่ารัฐบาลชุดนี้ก็คือพวกสามานย์ครองเมืองเพียงเท่านั้นเอง การขึ้นแรงงานขั้นต่ำให้พี่น้องชาวแรงงานเพียงเก้าบาทนั้นเป็นแรงงานที่อยูทำงานในเขตโรงงานหรือไม่ รัฐมองแรงงานที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งทำงานอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนหรือมิได้อยู่ไกลบ้านเกิดของตนมากนัก เช่น แม่บ้านกลุ่มเย็บปักถักร้อย ที่นายทุนจ้างให้ชาวบ้านทำผ้าด้วยมือ ซึ่งแรงงานเหล่านี้ทำงานอยู่กับบ้านกับเรือน ไม่รู้จักหน้าคาดตาผู้จ้างตนแต่อย่างใดหรืออย่างที่บ้านผมพวกนายทุนที่ต้องการผ้าไปขายได้จ้างพวกกลุ่มผู้หญิงในละแวกหมู่บ้านใกล้เคียงมาเป็นแรงงานทำงานเย็บผ้ากับเครื่องจักร พวกเขาทำงานปากกัดตีนถีบอยู่ทุกวี่ทุกวัน เคยได้รับสวัสดิการสังคมจากรัฐหรือไม่หรือรัฐเข้าถึงแรงงานกลุ่มนี้หรือไม่ หรือตั้งใจเข้าถึงเฉพาะแรงงานที่ทำงานอยู่ในเมืองใหญ่เพียงเท่านั้นเองหรือ! สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชุดปัญญานุ่มนิ่มได้ละเลยคือมิติของ "พื้นฐานครอบครัว" ซึ่งเป็นสถาบันทางสังคมกลุ่มแรกๆที่มนุษย์จำเป็นต้องมี ทางรัฐเคยมองหรือไม่ว่าค่าแรงงานที่ขึ้นเพียงเก้าบาทนั้น คิดในฐานเชิงปัจเจกบุคคลหรือคิดในฐานเชิงกลุ่มสังคม ผมคิดว่าพวกรัฐน่าโง่หรือกลุ่มแรงงานที่ไม่กล้าเรียกร้องค่าแรงให้มากขึ้นกว่านี้ ประเมินรายได้ของตนต่ำอย่างสุดขีด ดังว่าค่าแรงงานที่คุณได้มานั้นมีไว้เก็บเพื่อเลี้ยงตัวเองเพียงเท่านั้น ครอบครัวย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่แรงงานจากไกลปืนเที่ยงย่อมปรารถนาให้ครอบครัวเป็นสุข ให้มีข้าวในท้องอิ่มหมีพีมันเหมือนพวกคนรวยที่ชอบรับประทานอาหารแพงๆตามร้านภัตตาคารชื่อดังและให้ลูกหลานของตนหรือคนแก่ที่นอนรอคอยอยู่บ้านนอกได้มีเงินหยิบจับใช้สอยเหมือนคนอื่นบ้าง จะบอกให้เอาบุญว่าค่าแรงงานที่ขึ้นเพียงเก้าบาท จากเดิมสองร้องสามบาท (203 บาท) เป็นสองร้อยสิบสี่บาท (214 บาท) (เอามาตรฐานกรุงเทพฯวัด) อย่างไรก็ไม่พอค่ากับข้าวที่ต้องรับประทานอยู่ทุกวันอย่างแน่นอน หากว่าเขามาเป็นแรงงานเพียงตัวคนเดียว ครอบครัวไม่ได้มาด้วย แต่อย่างไรไหนจะค่าอย่างอื่นที่จำเป็น เช่น ผงซักผ้า น้ำยาล้างจาน ฯลฯ ของพวกนี้ไม่จำเป็นหรือ! (ชมพู่!ปากหมาและไอ้หน้าลิงรัฐมนตรีฯพาณิชย์ฯ) รวมทั้งเงินเก็บหอมรอบริบเพื่อส่งเสียเงินส่วนหนึ่งไปที่บ้านเกิดหรือหนี้ที่หอมรอบริบมานมนาน ในแวดวงแรงงานพวกนายทุนผู้ว่าจ้างบางคนกลับจ่ายค่าแรงงานไม่เต็มอัตรา แถมยังหลอกล่อให้ทำงานนอกเวลาจนร่างกายของแรงงานเสียสุขภาพ แน่นอนครับว่าเรื่องสุขภาพของแรงงานเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่แรงงานต้องเรียกร้องนอกจากค่าแรงงานขั้นต่ำก็คือ "ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต" เพราะว่าบางทีเมื่อคุณเกิดความเจ็บป่วยรบเร้าคุณ เงินค่าแรงงานเพียงเก้าบาทก็คงไม่พอหรอกนะ เพราะพวกแพทย์คงไม่ใจดีต่อคนไข้หรอก เห็นแต่จะแดกเงินแต่เพียงอย่างเดียวและผมคิดว่าแรงงานก็คงเรียกร้องและต่อรองเกี่ยวกับเรื่องนี้มานมนานแล้ว เพียงแต่รัฐไม่เคยเห็นความสำคัญเพียงเท่านั้น (แรงงานตายก็ปัดบอกไปว่าเป็นอุบัติเหตุหรือเป็นเอดส์ตาย!) ส่วนเรื่องของเพศสภาวะในพื้นที่ของกลุ่มแรงงาน ส่วนมากแรงงานที่ทำงานขลุกขลักอยู่ในโรงงานล้วนเป็นผู้หญิงที่ใครก็มองว่าพวกเธอเป็นผู้อ่อนแอ แต่ชีวิตการทำงานในโรงนรกนั้นก็ไม่ต่างกับการเอาชีวิตไปฝากใบมรณกรรมไว้หรือความทุกข์ยากเข็ญใจไว้ให้กับตนเองและบุคคลรอบข้าง พวกเธอเป็นผู้สร้างความมั่งคั่งให้กับระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล แต่เหตุไฉนเลยที่แรงงานหญิง (รวมทั้งแรงงานชาย) กลับถูกละเลยคุณค่าของมนุษย์คนหนึ่ง เพราะฉะนั้น บริบทเช่นนี้ถือว่าเป็นทาสเศรษฐกิจทุนนิยมที่ตรากตรำหลังอานไปทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะฉะนั้นแรงงานต่างชาติจึงกลายเป็นแรงงานสำคัญของนายทุนไทย ไม่ว่าจะเป็นแรงงานจากประเทศพม่าหรือประเทศเพื่อนบ้าน พวกเขาตุกติกไม่ได้ หากแรงงานต่างชาติตุกติกเขากลัวถูกผู้จ้างไล่ออก ค่าแรงงานต่ำกว่าชาวไทยเท่าไหร่ก็ยินยอม เช่นว่า แรงงานจากพม่าเป็นคนที่ทำงานดีซื่อสัตย์ พวกเขาต่อล้อต่อเถียงไม่ได้ หากกระทำถูกเด้งแน่นอน ไปอยู่พม่าในยุคเผด็จการที่ร้ายที่สุด เขาก็ไม่อยากจะไปอยู่หรอก เป็นต้น ดังนั้น ผมไม่ใช่พวกชาตินิยมไทยหรือไทยจัดที่จะเอาแต่คนไทยรอดตัวไว้ก่อน แต่แรงงานไทยและแรงงานชาวต่างชาติควรได้รับความเท่าเทียมทางสังคมเช่นมนุษย์ผู้มั่งมีศรีสุขคนอื่นด้วย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การเมืองไทยเป็นการเมืองที่น้ำเน่าปล่อยให้พวกสามานย์ครองเมือง ประชาชนที่รักคุณทักษิณหรือพวกพลังประชาชนก็รักเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ส่วนคนชั้นกลางบางท่านกลับไม่สนใจความน้ำเน่าของบ้านเมือง เอาแต่สนุกสนานและปลดปล่อยความเครียดในชีวิตประจำวันไปวันๆ ดังนั้น อำนาจทางการเมืองถูกรวบรัดอยู่ที่นักการเมืองเพียงเท่านั้น ประชาชนผู้มีปัญญาถูกกล่าวว่าเป็นพวกมือที่สาม ส่วนพวกที่ไม่รู้เรื่องการเมืองก็ไม่สนใจ ใครจะเป็นอย่างไรก็ไม่สนใจ เพราะไม่ใช่เรา เพราเป็นเขาที่เป็นคนอื่น เอาแต่ตนเองให้รอด ไหนเลยนอกจากจะมีนักการเมืองที่สามานย์และในมหาวิทยาลัยของผมเองก็มีพวกผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่สุดสามานย์ไม่แพ้กัน นักศึกษาจะมองว่าเป็นแรงงานก็ยังได้ แต่ปล่อยให้แรงงานทางวิทยาศาสตร์เติบโต ด้วยการละเลยพวกแรงงานที่เข้าใจสังคมและมนุษย์ ด้วยเหตุฉะนี้ พวกประชาชนจำเป็นต้องรื้อถอนวาทกรรมการพัฒนาของรัฐบาลชุดนี้ว่าการขึ้นค่าแรงงานเพียงเก้าบาทนั้นไม่ "พอเพียง" อย่างแน่นอน (แรงงานควรขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำจากค่าเดิมเพิ่มเป็นหนึ่งร้อยบาทหรือมากกว่านั้น เพราะผมไม่เห็นใจพวกนายทุนที่ไร้จริยธรรมหรอก) ไม่เหมาะสมกับคำกล่าวอ้างของภาวะเงินเฟ้อและคำกล่าวอ้างของนายทุนที่บอกกล่าวไว้ว่าต้นทุนผลิตสินค้าสูงขึ้น หากจะปรับค่าแรงงานขั้นต่ำคงไม่เหมาะสมนัก เดี๋ยวเศรษฐกิจไทยไม่เติบโต ตัวเลขจีดีพีไม่เติบโต แรงงานตายก็ช่างปะไรหากว่าตัวเลขสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น กำไรงอกงามดังเมล็ดรวงข้าว แต่ละเลยคุณภาพชีวิตแรงงานตาดำๆยาจกผู้น่าสงสารและถูกย่ำยีตลอดมา โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเสียจริง! วิวัฒน์ สวาทชาติ
|
| พวกเรามาแล้วจ้า (Bigman) | ||
พวกเราผู้ปราบเหล่าร้ายที่ทำให้ชีวิตท่านลำเค็ญทุกข์ยาก งอมพระรามมาชั่วนาตาปี ชดใช้เวรกรรมที่ท่านก่อทำไว้ในชาติที่แล้วนั้นก็ไม่หมด เมื่อท่านช่วยตนเองไม่ได้พวกเราจะมาช่วยท่านและพวกท่านก็ควรให้ความร่วมมือ |
||
|
View All |
||
| เสี่ยวรำพึง : จากนอกสู่เมือง | ||
จากวันนั้น แม้ว่าตัวฉันจะเคยผิดหวังแต่ฉัน มั่นคงในหัวใจใฝ่ฝัน สิ่งใด สิ่งนั้น สักวันจะมา ความผิดหวังครั้งเราผ่านมา สร้างสรรค์สร้างวันสดใส ให้คนเรียนรู้ตัวชั่วดี อย่างใด อย่างนั้นสักวันเจอะเจอ |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |