พิมพ์หน้านี้
|
นางทาสกับการเมืองไทยยุคลูกกรอกหนึ่ง ละคร "นางทาส" ทางช่องเจ็ดสีทีวีเพื่อคุณเพิ่งลาจอไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (12/05/2551) ผู้ชมหรือแฟนละครเรื่องนางทาสคงจะได้รับความบันเทิงเริงใจแบบฉบับประวัติศาสตร์ไทย สมัยยุคศักดินารัตนโกสินทร์ตอนต้นและช่วงยุครัตนโกสินทร์เข้าสู่ความทันสมัย ที่มีไพร่ทาสเกลื่อนกลาดเต็มอยู่ไปทั่วในแว่นแคว้นไทย ซึ่งผมเชื่อว่าตัวละครที่น่าสงสารที่สุดคงเป็นตัวเอกของเรื่องอย่าง "อีเย็น" (แสดงโดย สุวนันท์ คงยิ่ง) และตัวละครที่แฟนละครควรหมั่นไส้หรือเกลียดเข้ากระดูกดำ คือ "แม่สาลี่" (แสดงโดย จีระนันท์ มะโนแจ่ม) จนตอนอวสานแม่สาลี่ก็โอดครวญพิษไข้ไม่ไหวแล้วตรอมใจตายอยู่ที่กระท่อมโทรมๆแห่งหนึ่งของผู้รับใช้ผู้ซื่อสัตย์อย่าง "อีแอบ" ส่วนละครตัวอื่นๆนั้นก็มีตัวสำคัญอยู่มากน้อยเช่นกัน แต่อยากให้ท่านผู้อ่านย้อนมองกลับไปตามช่วงประวัติศาสตร์การเมืองไทยกับประวัติศาสตร์ละครไทยทางสื่อโทรทัศน์ ไม่รู้ว่าอะไรจะ "บังเอิญ" ซะขนาดนี้ คือว่า ละครนางทาสที่เพิ่งจบไปหมาดๆถือว่าเป็นเวอร์ชั่นที่เท่าไหร่ไม่รู้ แต่เท่าที่ผมจำได้ในยุคร่วมสมัยของผมคือว่านางทาสเวอร์ชั่นแรกฉายตอนปี 2537 หากจะเทียบเวลาระยะห่างการนำมาผลิตซ้ำละครใหม่ คือ 2537-2551 เท่ากับ 15 ปี เช่นกัน รัฐประหารที่เกิดขึ้นล่าสุดโดยพวกรักความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เกิดขึ้นเมื่อปี 2549 ซึ่งพวกคอการเมืองไม่ยักอยากเห็นแล้วว่ายุคประชาธิปไตยเสรีเช่นนี้รัฐประหารจะผลุดโผล่ขึ้นมาอีก ซึ่งกลุ่มคนที่น่าผิดหวังที่สุดคงเป็นพวกนักวิชาการทั้งหลาย เพราะว่าระยะห่างของรัฐประหาร 2534 จะให้ชัดเจนคือการยึดครองอำนาจของทหารช่วงยุคพฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 บังเอิญติดการเมืองว่าระยะห่างของเวลารัฐประหารในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเท่ากับ 15 ปีเช่นกันของละครนางทาส นั่นคือ "ความบังเอิญ" เพียงเท่านั้นเอง ลองหันมาทบทวนขบคิดกับการสร้างสรรค์ละครไทยหรือละครชาติอื่นบ้างว่าเขามักจะสร้างละครหรือภาพยนตร์เรื่องหนึ่งขึ้นมาตามกระแสสังคมขณะนั้นที่กำลังดำรงอยู่อย่างเกลื่อนกลาด เช่นกันพวกฉลาดแกมโง่หรือพวกฉลาดแกมเฉลียวมักจะวิจารณ์ละครไทยว่าเป็นประเภท "น้ำเน่า" (ให้ไปดูบทความก่อนหน้านั้นของผมที่ชื่อว่า "ลักษณะร่วมละครไทยสมัยใหม่") อันเป็นการตีแผ่สังคมและวัฒนธรรมที่กำลังดำรงอยู่อย่างแท้จริง เพียงแต่ผู้สร้างสรรค์ละครนำเผยแพร่หรือแสดงออกอย่างมีศิลปะเพียงเท่านั้น (ไม่ใช่พูดตรงไปตรงมาเหมือนเรา) และละครเป็น "กระจกส่องสะท้อน" สังคมได้เป็นอย่างดี (อย่างที่อาจารย์ ดร. วสันต์ ปัญญาแก้ว กล่าวไว้ในหนังสือชื่อดังของตนที่มีชื่อว่า "ชีวิตข้างถนน") ท่านผู้ชมคงจำได้ว่าเมื่อสองสามปีที่แล้ว (ประมาณปี 2548) ทางช่องเจ็ดสีได้ผลิตละคร "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์" เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นพวกคนที่โกงบ้านกินเมือง ฉกฉวยทรัพย์สมบัติของแผ่นดินเพื่อนำไปเสวยสุขให้กับตน แน่นอนครับว่าเรื่องนี้เขากำลังด่าใคร? หากจะพิจารณาบริบททางการเมืองยุคนั้นเป็นยุคเริ่มขาลงของคุณทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังถูกคนในก๊วนแก้เผ็ดกันเองและกลุ่มที่ขัดแย้งผลประโยชน์กับพวกชินคอร์ปอย่างคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เกิดอาการบ้าแฉไต๋คุณทักษิณแบบเผาผีเผาคน จนประชาชน (คนชั้นกลาง) เกิดอาการสงสัยกับความชั่วของคุณทักษิณที่ใครๆก็รู้ว่าเขาเล่นไม่จ่ายภาษีให้กับรัฐ เนื่องจาก คุณทักษิณใช้มนตร์สะกดแก้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตนและพวกพ้อง ที่กล่าวมาข้างต้น ผมพยายามจะสะท้อนให้เห็นเป็นนามธรรมว่าการเมืองไทยยุคนี้เป็นไปอย่างคำกล่าวของนักวิชาการหลายท่านว่าเป็น "การเมืองของไพร่ทาส" (ซึ่งผมได้ยินมาจาก ดร.วสันต์ ปัญญาแก้ว) ช่วงนี้ไพร่ทาสหรือพวกทาสกสิกรรม (serf) อยู่ในช่วงดิ้นรนชีวิตตนเองให้อยู่รอดด้วยการพึ่ง "ผู้มีบุญ" แต่ว่าปัญหาคือผู้มีบุญมิได้มีอยู่คนเดียวนะสิ พูดง่ายๆก็คือว่าพวกชนชั้นรากหญ้าก็มีผู้มีบุญสถิตอยู่ในดวงใจคนหนึ่ง ส่วนคนชั้นกลางก็มีผู้มีบุญอีกชุดหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นการชูอุดมการณ์อะไรสักอย่างหนึ่ง ที่ถือว่าเป็น "สิ่งต้องห้าม" ในประเทศไทย ถึงอย่างไรผู้มีบุญที่แท้จริงมีเพียงคนเดียวเพียงเท่านั้นเอง เพียงผู้มีบุญเขาไม่ได้มาเล่นละครทางการเมืองแบบเต็มตัวด้วยเท่านั้นเอง จะเห็นได้ชัดว่า ผู้มีบุญได้สั่งสอนพวกผู้พิพากษาที่ทำงานศาลไขฟงว่าท่านควรจะเป็นอย่าง "เปาบุ้นจิ้น" ซึ่งเป็นความไม่เอาถ่านของพวกผู้พิพากษาเก่งๆทั้งหลาย ด้วยการละเลยพวกที่โกงบ้านกินเมืองว่าให้เขาไปโกงการเลือกตั้งแบบนั้นได้อย่างไร จนตาหนุ่มเสื้อกั๊ก อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี วิเคราะห์การเมืองตอนนั้นว่าเป็น "ตุลาการภิวัฒน์" นี่แหละคือความสืบเนื่องของการเมืองไทยที่มอบอำนาจไว้ให้ศาลมากจนเกินไป จนรัฐบาลลูกกรอกหนึ่งก้นร้อนและอยู่ไม่เป็นสุขไปตามๆกัน ซึ่งถ้าชมข่าวการเมืองไทยยุคนี้คือเป็นการแก้เผ็ดพวกนักการเมืองด้วยกันเอง ถ้าเรามองการเมืองภาคประชาชนสามารถเห็นได้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองกันอย่างที่สุด พวกกสิกรรมหรือเกษตรกรต่างพากันไม่พอใจกับพวกนายทุนที่ไร้จริธรรมทั้งหลาย ดังจะเห็นได้จาก การประท้วงปิดถนนสายหลักของพี่น้องชาวนาคนเชียงรายว่าขอเรียกร้องขึ้นราคาข้าวตามกลไกราคาตลาด เพื่อมิให้การทำนาขาดทุน เช่นกันพี่น้องชาวใต้ที่ปลูกต้นปาล์มที่ไม่พอใจกับราคาปาล์มที่ถูกกระหน่ำชีวิตเกษตรกรรมอย่างหนักหนาที่สุด ประชาชนจึงร่วมใจปิดคมนาคมสายหลักของภาคใต้จนการจราจรเกิดอาการวุ่นวายและอัมพาตเต็มที่ ดังนั้น รัฐบาลลูกกรอกจึงพากันกุมขมับกันใหญ่ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี สุดท้ายนั้น การเจรจาต่อรองผลประโยชน์ของนายทุนกับพี่น้องกสิกรรมหรือเกษตรกรได้ผลบรรลุเป็นที่น่าพอใจไปชั่วระยะหนึ่งเพียงเท่านั้นและเป็นการต่อลมหายใจของพวก Serf ไปช่วงหนึ่งเพียงเท่านั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนแต่อย่างใดเลย หากพิจารณาจากความสัมพันธ์การผลิตในระบบเศรษฐกิจไทย ยังคงยืนอยู่บนศรีษะของระบบทุนนิยมอย่างสุดโต่ง พวกนายทุนที่ไหนที่มีคุณธรรมบ้าง ไม่เคยเอาเปรียบผู้คนหรือกรรมมาชีพที่มอบส่วนเกินให้ หวังกอบโกยเอาแต่กำไรแต่เพียงอย่างเดียว แล้วกลับไม่สนใจคุณภาพชีวิตของกรรมมาชีพ พวกเขาจึงยอมก้มหน้ารับกรรมนี้ไปชั่วชีวิตอย่างนั้นเองหรือ คนรวยเอาก็รวยเอาๆ คนที่ถังแตกก็ยิ่งจนลงๆ อะไรคือความยุติธรรมหรือความเสมอภาคหรือคุณพี่ นี่หรือที่ใครหลานท่านเรียกว่าเป็น "เวรกรรม" หรือเป็นการ "ทำนาบนหลังคน" กันแน่ เพราะฉะนั้น พื้นที่ถนนคือพื้นที่การแสดงการเคลื่อนไหวทางการเมืองในระดับหนึ่ง จนพวกลูกกรอกหรือพวกชนชั้นปกครองก็น่าจะกระอักเลือดไปหลายหยดเลยทีเดียว ถนนเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญอย่างหนึ่ง คืออำนาจของการดึงดูดให้คนรู้จักเข้าถึงการพัฒนาแบบตะวันตก แต่พวกเขาใช้สัญลักษณ์ความเจริญเป็นพื้นที่การแสดงออกทางการเมืองด้วยการปิดถนน หวังก่อให้เกิดความวุ่นวายและสร้างความเห็นใจให้ชนชั้นปกครองหันมาเหลียวมองบ้าง เพราะว่าพวก serf งอมพระรามมาเต็มทนเต็มแก่อยู่แล้ว ซึ่งในความเป็นจริงพวกเขาน่าจะเรียกร้องความเสมอภาคและเคลื่อนไหวให้สังคมเกิดการกระตุ้นความคิด เพื่อแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อเขาเกรงอกเกรงใจ จะหันหน้าพึ่งใครราวกับว่าเสียศักดิ์ศรี เขาจึงยอมทนงอมพระราม หวังว่าบุญจะส้มหล่นมาสักครั้งหนึ่ง ขอให้ย้อนไปในวันแรงงานที่ผ่านมาว่าพี่น้องผู้ใช้แรงงานขอให้รัฐช่วยขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพียงเก้าบาท ผมกล่าวไปแล้วว่าแค่เก้าบาทถือว่า "ไม่พอเพียง" และอีกหลายประการที่พี่น้องผู้ใช้แรงงานควรได้รับสวัสดิการจากรัฐให้มากขึ้น โดยเฉพาะระดับคุณภาพชีวิต เช่น สุขภาพ ครอบครัว ฯลฯ เป็นต้น อีกทั้งผมเข้าใจว่าแรงงานส่วนมากเป็น "เพศแม่" พวกท่านจะกดขี่ขูดรีดกำลังของผู้หญิงที่ได้สร้างความมั่งคั่งแก่ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างเติบใหญ่เลย หลังจากที่สูญเสียที่ดินทำกินหรือภาคเกษตรกรรมล่มสลาย จึงเข้ามาอพยพหาฝันในเมืองศิวิไลซ์ว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ส่วนมากลับไม่ใช่อย่างที่พวกเขาคาดคิดเลย มิหนำซ้ำชีวิตจึงถูกงอมพระรามไปชั่วนาตาปีอย่างไม่มีวันสิ้นสุดด้วย ส่วนคนที่ไม่สนใจข่าวสารหรือความเป็นไปของบ้านเมือง ก็คอยนั่งกระดิกตีนสบายๆไปวันๆ แค่จะคิดสักหน่อยก็ยังไม่คิด เช่น เพื่อนนักศึกษาหลายท่านก็เรียนๆรอๆวันรับพระราชทานปริญญาบัตร เด็ก ม.6 มีความสุขที่สอบติดเข้ามหาวิทยาลัยได้ พวกไฮโซเอาแต่เดินแบบตามงานรื่นเริงต่างๆ โชว์สวยโชว์หล่อให้ชาวบ้านดูจนตาแฉะ แต่มันรับประทานลงท้องไม่ได้และอีกมากมาย เป็นต้น ขนาดว่าตัวผมก็ยังคิดว่าเป็นตัวถ่วงในบ้านเมืองแล้ว แต่อย่างน้อยผมก็คิดมากและพูดแบบมีสาระมากกว่าคนอื่น ไม่ใช่ดื่มด่ำความไร้ประโยชน์ไปวันๆ มันช่วยใครไม่ได้หรอกและไม่ช่วยตัวคุณเองด้วย ดังนั้น ผมไม่อยากให้ประชาชนเป็นแบบ "อีเย็น" ในยุคนี้เลย พวกขุนนางจะว่าเยี่ยงไร จะชื่นชมอย่างไร จะถูกทำร้ายอย่างไร ก็ได้แต่ยอมก้มหน้าผงกหัวอย่างยินยอม เป็นแค่ "บ่าว" หรือ "ทาส" อย่าริมาเถียงไม่ตบฟากกับ "นาย" เขาสั่งอย่างไรก็ให้ทำเช่นนั้น ใครจะมาทำร้ายถึงขั้นชีวิตก็ยังมาถนอมทำตนให้เป็นผู้มีศีลธรรม โดยไม่เคยเรียกร้องหรือฟ้องร้องต่อนายแต่อย่างใด ผู้คนรอบข้างอย่างพวกทำครัว เช่น ยายฟัก (แสดงโดย ดวงดาว จารุจินดา) คอยนั่งน่าเวทนาสงสารอีเย็นและร่วมเศร้าเล่าเรื่องเคล้าน้ำตา ในเรื่องนางทาสคนที่เป็นตัวร้าย ก็คือ ร้ายแบบสุดๆ ชั่วไม่เลือกกาลเทศะ นั่นคือ สาลี่กับแม่บุญมี (จีระนันท์ มะโนแจ่ม และ อรวรรษา ฐานวิเศษ) ส่วนแม่แย้ม เมียหลวงของเจ้าคุณ (ปิยธิดา วรมุกสิก และ วีรภาพ สุภาพไพบูลย์) คอยกีดกันไม่ให้พวกเมียน้อยอย่างสาลี่กับบุญมีมาคอยรังควานท่านเจ้าคุณได้ นี่คือ ความต้องการมีอำนาจของชายที่แสดงให้เห็นว่าหญิงเป็นที่มาของอำนาจ ด้านหนึ่งฝ่ายหญิงต่างใช้ระบบอำนาจชายเป็นใหญ่มาเถลิงความเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ใหญ่ที่สุด ด้วยการแสดงออกจากพื้นที่เหย้าเรือนว่าเรือนแม่แย้มใหญ่กว่าเรือนแม่สาลี่และแม่บุญมีหลายเท่าตัวนัก ที่สำคัญคือการมีลูกมอบให้ท่านเจ้าคุณ ซึ่งเท่ากับเป็นการตอกย้ำความชอบธรรมให้ตนว่าใครครองใจเจ้าคุณได้มากกว่ากันหรือเล่นมนต์สะกดให้ท่านเจ้าคุณมาร่วมหลับนอนด้วยทุกวัน แต่ประเด็นสำคัญคือการที่อีเย็นยอมพร้อมใจให้ลูกที่กำเนิด (คือหนูแดงหรืออุ่นเรือน) ให้กับแม่แย้ม ช่วงหลังมาแม่แย้มจึงสงสารอีเย็นอย่างสุดขีดว่ามันรักลูกของมันมาก คอยติดตามเฝ้าดูหนูแดงตลอด ทำแบบนี้เท่ากับการเป็นการสร้างบาปเพราะแม่แย้มไปแย่งลูกของอีเย็นมาจนอีเย็นงอมพระรามไปนานปีอยู่เหมือนกันและสุดท้ายพวกนางร้ายก็ถูกเจ้าคุณจัดการเสียหมด ตัดทอนอำนาจออกไปและอีเย็นก็ได้กลับมาเป็นเมียเจ้าคุณอีกครั้งหนึ่ง เท่ากับว่าเรื่องนี้ยุยงส่งเสริมให้ชายเหนือกว่าหญิง ไม่เคารพผู้หญิง จะทุบตีหรือเฆี่ยนผู้หญิงที่เป็นเมียเมื่อยามใดก็ได้ ดังที่อีเย็นถูกใส่ร้ายจากบุญมี ซึ่งถูกกกล่าวว่า "อีเย็นมีชู้" แต่ทั้งนี้ละครอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ไม่ได้สอนให้ชายเคารพและเข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงในฐานะที่เป็น "เพศแม่" เลยแม้แต่นิดเดียว แน่นอนในเรื่องนี้เจ้าคุณไม่ใช่คนผิดในสายตาของสังคมยุคนั้นหรืออาจจะในสายตาของท่านผู้ชม นี่แหละคือการทำลายเพศแม่อย่างรุนแรงที่สุด อย่างที่เราเห็นสามีหรือผู้ชายหลายคนทุบตีภรรยาหรือผู้หญิงจนบวมช้ำกายและใจกันอย่างที่สุด ผมอยากจะเปรียบเทียบว่าเจ้าคุณคือคุณทักษิณ ชินวัตร แม่แย้มคือพจมาน สาลี่กับบุญมีคือพวกคณะความมั่นคงแห่งชาติ อีเย็นคือกรรมาชีพผู้คลั่งทักษิณ คนใช้อย่างอีป่วนคือพวกประชาชนที่ไม่สนใจการเมืองหรือสนใจแต่มิได้จริง จึงเปล่งวลีว่า "แต่...ก็มิได้นำพา..." อยู่เฉยๆแล้วคอยสั่งสอนดีกว่าการลงมือกระทำ ส่วนอีแอบคือพวกคอยยุยงส่งเสริมให้พวกคณะความมั่นคงบ้าอำนาจและหลงผิดทางการเมือง อีกทั้งในเรื่องจะเน้นประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม ดังจะเห็นได้จากฉากที่ข้าราชาการทำหน้าซื่อตาใสประกาศพระราชโองการจากในหลวง (รัชกาลที่ 5- ปิยมหาราช) ทรงประกาศ "เลิกทาส" ผมตกใจมากเลยว่าพวกไพร่ทาสในละครแสดงได้สมจริงจนเกิดอาการปลาบปลื้มพระมหากรุณาธิคุณของผู้มีบุญ ไม่ใช่หรอก! นี่คือการคงอำนาจของศักดินาให้คงอยู่ต่อไปเท่านั้นเอง ดังนั้น ละครการเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมาก็คล้ายๆกับละคร "นางทาส" เป็นยิ่งนัก คนที่ทำผิดก็ไม่รับโทษทัณฑ์อย่างเจ้าคุณหรือแม่แย้ม มีคนแบบอีเย็นรักเจ้าคุณอย่างหน้ามืดตามัว ไม่แยกแยะความผิดชอบชั่วดี หาความถูกต้องไม่เป็นหรือกลัวหาเรื่องใส่ตัวเพราะการยินยอมว่าเป็นบ่าวหรือทาส ส่วนอีสาลี่กับอีบุญมีก็คอยแก้เผ็ด คอยเล่นงาน คอยฟ้องและโจมตีทำร้ายเอาทุกเรื่องให้แก่พวกท่านเจ้าคุณ จนเจ้าคุณไม่ปลื้มและผลักไสไล่ส่งไปตอนท้ายเรื่อง ส่วนคนแบบอีป่วนก็ "เฉยชา" อะไรๆก็เปล่งวลีมาว่า "แต่...ก็มิได้นำพา.." แล้วถ้าคุณมีความคิดดีๆทำไมไม่มาช่วยกันคนละไม้ละมือแก้ปัญหาหรือกล้าขยับปากหน่อยก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ส่วนคนอย่างอีแอบก็ช่วยพาบ้านเมืองฉิบหายกันถ้วนหน้าและนี่คือการเมืองของไพร่ทาสของการเมืองไทยยุคลูกกรอกที่อำนาจไปฝังแน่นอยู่ในมือของศาล ไม่ใช่อยู่ที่ฝ่ายนิติบัญญัติ นักการเมืองที่น้ำเน่าจึงแก้เผ็ดกันเอง ประมาณว่า "ขิงก็รา ข่าก็แรง" ส่วนผู้มีบุญก็ฉลาดมากที่ฉวยโอกาสภัยธรรมชาติพายุไซโคลนาร์กิสที่ถล่มพม่าและแผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวนในประเทศจีน คอยทำบุญสุนทานให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและใช้อุดมการณ์ที่สั่งสมมายาวนานจนสามารถครอบงำคนหลายชนชั้นได้คอยคงอยู่อำนาจต่อไป น่ากลัวมากเลยนะครับที่การเมืองไทยยุคนี้คือการแหย่สิ่งต้องห้ามในสังคมไทย อย่างคุณเสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวสก็โดนข้อครหานี้ คุณทักษิณ ชินวัตรถูกก่นด่าเรื่องชื่อท่านบนธงชาติ พูดง่ายๆก็คือว่าใครอยากมีอำนาจอยู่ในกำมือและต้องการกำจัดเขี่ยศัตรูทางการเมือง เขาจะใช้อุดมการณ์เจ้าสร้างความชอบธรรมให้กับพวกพ้องและใครที่ไม่จงรักภักดีจึงถูกฟ้องด่าเล่นงานเหมือนเราเล่นกันตอนสมัยเด็กๆ "เลิกคบกันไปเลย...เดี๋ยวก็มาคืนดีกันอีก" ในส่วนรัฐบาลลูกกรอกหนึ่งคือพวกที่ถูกคนสามานย์ชุบชีวิตขึ้นมาให้มีชีวิตโลดแล่นทางการเมืองอีกครั้ง รัฐบาลชุดนี้ต้องทำงานหนักจนหลังอาน (ทั้งยังทำงานไม่ได้เรื่องเลย) เพราะว่าพิษเศรษฐกิจที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ประชาชนต้องทนรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจไว้อย่างหนักหน่วง สินค้าขึ้นราคากันถ้วนหน้า พ่อแม่ผู้ปกครองคอยรับใช้อุดมการณ์ความเป็นระเบียบของโรงเรียนรัฐและเอกชนงี่เง่าทั้งหลาย จึงเสียเงินเป็นกอบเป็นกำในช่วงเปิดเทอมกันถ้วนหน้า แค่ภาระการใช้จ่ายซื้อชุดนักเรียนชีวิตผู้ปกครองอ่วมอรทัยไปอีกนาน ข้าวก็ราคาแพง พวก serf ต้องทนรับภาระเศรษฐกิจแบบนี้อย่างหนักบ่า เพื่อให้ตนและประชาชนมีข้าวและของต่างๆรับประทานไว้ ทั้งที่อาจจะรับประทานข้าวพร้อมหยดน้ำตาก็ได้และอื่นๆอีกมากมาย นอกจากนี้ ประชาชนยังต้องทนรับความงี่เง่าทางการเมืองไว้อีกต่อไป ซึ่งจะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม-วัฒนธรรม ดังนั้น พวกท่านจะยอมก้มหน้ารับกรรมต่อไปหรือจะลุกขึ้นมาปลดแอกกับความไม่แน่นอนของบ้านเมืองกันแน่ คุณจะรอคอยผู้มีบุญอย่างนั้นเหรอ "แค่ฝันไป!" หรือจะยอมแช่แข็งแบบอีเย็น ยุคนี้คงทำแบบอีเย็นไม่ได้แล้วนะครับพี่น้องประชาชน เมื่อชนชั้นปกครองไม่เอาถ่าน การเมืองภาคประชาชนจึงเป็นความหวังที่จะแก้ไขปัญหาหลายประการในบ้านเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น สิ่งแวดล้อม การศึกษา ฯลฯ เป็นต้น พวกท่านไม่มีบุญอย่างในยุครัชกาลที่ห้าหรือยุคนางทาสหรอก ท่านนั้นแหละคือ "คนที่เลือกเอง" วิวัฒน์ สวาทชาติ
|
| พวกเรามาแล้วจ้า (Bigman) | ||
พวกเราผู้ปราบเหล่าร้ายที่ทำให้ชีวิตท่านลำเค็ญทุกข์ยาก งอมพระรามมาชั่วนาตาปี ชดใช้เวรกรรมที่ท่านก่อทำไว้ในชาติที่แล้วนั้นก็ไม่หมด เมื่อท่านช่วยตนเองไม่ได้พวกเราจะมาช่วยท่านและพวกท่านก็ควรให้ความร่วมมือ |
||
|
View All |
||
| เสี่ยวรำพึง : จากนอกสู่เมือง | ||
จากวันนั้น แม้ว่าตัวฉันจะเคยผิดหวังแต่ฉัน มั่นคงในหัวใจใฝ่ฝัน สิ่งใด สิ่งนั้น สักวันจะมา ความผิดหวังครั้งเราผ่านมา สร้างสรรค์สร้างวันสดใส ให้คนเรียนรู้ตัวชั่วดี อย่างใด อย่างนั้นสักวันเจอะเจอ |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |