พิมพ์หน้านี้
|
Into the light : ตรงไปยังแสงสว่าง เพลง Into the Light . ศิลปิน โอม ชาตรี คงสุวรรณ อัลบั้ม Into the Light. มองดูประตูที่ปิดตายจนไม่รู้ว่าเนิ่นนานเท่าไหร่ แนวความคิดนี้มีที่มาจากเพลง Into the Light ของโอม ชาตรี คงสุวรรณ นักแต่งเพลงชั้นนำของเมืองไทย ผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้กับศิลปินในกลุ่มทุนแกรมมี่ที่ประสบความสำเร็จมากกันนักต่อนักและตอนนี้โอม ชาตรี คงสุวรรรณ ได้ผันตัวเองมาเป็นศิลปินที่อยู่เบื้องหน้าในค่ายเพลงเล็กๆที่ตนเองตั้งนามว่า Craftsman Record ในอัลบั้มที่ชื่อเดียวกับหัวข้อ นั่นคือ Into the Light ซึ่งถือว่านี่เป็นปรากฎการณ์ทางสังคมวงการศิลปะดนตรีไทยสากลที่มีบุคคลที่มาจากฉากละครข้างหลังออกมาเปิดเผยอัตลักษณ์ในฉากละครด้านหน้า Into the Light ในความหมายของเพลง Into the Light ก็จะกล่าวถึงการที่มนุษย์มักจะกักตนขังไว้ในที่มืดมิด ไม่กล้าที่จะเผชิญกับความท้าทายในชีวิตที่นอกออกกรอบพื้นที่ในห้องมืดมิด เพียงแต่จะรอคอยแสงสว่างที่อยู่พื้นที่ด้านนอกให้สาดส่องแสงเข้ามากระทบในห้องที่ยังมืดมิด แทนที่ควรจะนำพาตนเองออกไปเผชิญกับความสว่างเหล่านั้นได้ด้วยตนเองว่าสิ่งที่อยู่ข้างนอกนั้นมีสิ่งที่มนุษย์จักต้องได้รับทราบความรู้อีกมากมาย ไม่ใช่การปิดตายตนเองให้อยู่ในความคับแคบกับสายตาที่ไว้ใช้มองพื้นที่ด้านนอก ซึ่งไม่สามารถเห็นพื้นที่ด้านนอกได้ทั้งหมด แต่ว่าการหาแสงสว่างไม่ใช่การรอให้แสงสว่างมาหาตัวมนุษย์ แต่มนุษย์ต้องเป็นคนที่นำตนเองเข้าสู่แสงสว่างต่างหาก ด้วยเหตุดังนั้น แนวความคิด Into the Light หรือการนำตัวตนออกไปสู่ที่แจ้งควรจะได้รับการนิยามตามบริบททางสังคมสมัยใหม่ว่าในสังคมนี้มีฐานความคิดที่มีอยู่เลื่อนลอยในที่ต่างๆ ความล่องลอยของความรู้ที่เป็นประจักษ์และไม่ประจักษ์ มนุษย์จะสามารถใช้สายตาวิเศษอันใดมองเห็นความรู้ ความจริง หรือข้อเท็จจริงทางสังคมเหล่านั้นได้ว่าการยืนอยู่บนพื้นที่แจ้งแกมความมืดมิดนั้น เราจะสามารถใช้สิ่งใดมาอธิบายกันสิ่งที่เรากำลังสัมผัสได้ด้วยผัสสะทั้งห้าได้ การกำเนิดมนุษย์ผู้หนึ่งต้องมีระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกิดจากตัวแปรการก่อกำเนิดความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีอยู่อย่างซับซ้อนและพลวัต ซึ่งไม่สามารถใช้แนวคิดใดแนวคิดหนึ่งอธิบายได้อย่างครอบจักรวาลว่าการเป็นมนุษย์จะมีฐานเกิดมาจากวัฒนธรรมความรัก ว่าด้วยเรื่องชนชั้น ว่าด้วยเรื่องสายเลือด กลุ่มชาติพันธุ์ การดำรงเผ่าพันธุ์ตามหลักความเชื่อของสมมุติเทพที่มักธำรงความบริสุทธิ์ของตระกูลเอาไว้ด้วยการแต่งงานในบุคคลที่มีสายเลือดเดียวกัน หรือจะด้วยแนวความคิดหรือทฤษฎีใดนั้นคงจะไม่สำคัญเท่ากับการเกิดเป็นมนุษย์ที่ยืนอยู่บนท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายและคงไม่สามารถใช้เกณฑ์ของความเป็นรัฐชาติที่มักจะเข้าใจแบบหลงผิดหลงถูกว่าความเป็นชาติเดียวกันมีฐานความสัมพันธ์อยู่ที่สายเลือด แต่ในความเป็นจริงทางทฤษฎีของมาร์กซิสติ์กล่าวไว้ว่าการเป็นรัฐชาติเกิดขึ้นได้เกิดจากกระแสเศรษฐกิจและการเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกระดับ ซึ่งน่าจะอธิบายเชื่อมโยงต่ออัตลักษณ์ของกลุ่มคนทุกคนได้ว่ารีบใช้แนวคิด Into the Light ได้แล้ว ในสังคมที่มีอิทธิพลทางความคิดแบบประชาธิปไตยครอบงำอยู่จะต้องเคารพความคิดของประชาชนทุกฝ่ายเป็นหลัก ควรจะเน้นสลายของการสร้างระบบกลุ่มที่มีป้ายติดแบบเด่นชัด การเมืองแบบแยกขั้วที่เน้นการทะเลาะกันระหว่างกลุ่มที่ขัดแย้งผลประโยชน์ร่วมกันหรือการทะเลาะกันในทางการเมืองที่ไร้รากฐานความคิดมาจากปร ะชาชน วันๆหนึ่งก็เอาแต่ทะเลาะกัน แสดงละครที่สร้างสรรค์สังคมให้คนอื่นได้เห็นว่าตนไม่ชอบพวกทุนนิยมที่มาจากระบบโลก มีอุดมการณ์ศักดินาเป็นพระราชอำนาจนำให้กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองแลดูทำประโยชน์ให้ชาติ ซึ่งตอนนี้ชาติยังไม่ต้องการให้พวกเขาแก้ปัญหาเรื่องนี้ ส่วนอีกขั้วหนึ่งก็ถูกโจมตีด้วยอุดมการณ์ศักดินาที่หาว่าขาดความจงรักภักดี จนทิศทางทางการเมืองไทยยากที่จะรักษาระดับความคิดที่แตกต่างหลากหลายไว้ได้และแสงสว่างทางการเมืองที่หลากหลายคงสู้แสงสว่างทางการเมืองแบบแยกขั้วไม่ได้ ฉะนั้น การสร้างศักยภาพของปัจเจกบุคคลให้มีความคิดที่กว้างไกลกว่าที่เป็นอยู่นั้น นั่นคือ การรสร้างอิสระให้กับปัจเจกบุคคลเพื่อให้เขามีพื้นที่แสดงความคิดและการแก้ไขปัญหาของชีวิตในสังคม แต่คนเรามักจะใช้ความคิดในระดับสามัญสำนึก ซึ่งมิได้มีการไตร่ตรองความคิดให้ถ้วนถี่ว่าจะคิดจะพูดออกไปแล้วจะมีผลกระทบต่ออะไรบ้าง? แต่เราก็จะปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์ยังคงเป็นสัตว์สังคม ไม่สามารถจะดำเนินชีวิตเองตามลำพังได้หากไร้ขาดความสัมพันธ์กับบุคคลหลายๆบุคคล ดังนั้น แนวคิด Into the Light จึงเป็นแนวคิดหรือปรัชญาชิ้นหนึ่งที่คนในสังคมประชาธิปไตยควรมีไว้ประดับติดตัวเหมือนโทรศัพท์มือถือที่เหน็บไว้ข้างเอวอยู่ตลอดเวลา ทุกวันนี้ที่สังคมไทยกำลังเป็นไปอยู่คนในสังคมไทยมักจะกักขังความคิดของตนเองไว้อย่างหนาแน่น นอกนั้นยังไม่สาแก่ใจคนในสังคมไทยมักจะใช้บรรทัดฐานของตนเองมาวัดพฤติกรรมทางสังคมของผู้อื่นได้อย่างน่าประหลาดใจ จนเห็นพฤติกรรมของมนุษย์ผู้อื่นที่มิใช่ตนเป็นความแปลก เป็นความไม่เหมือนหรือต่างจากคนส่วนใหญ่ เช่น ประเพณีการรับน้องในมหาวิทยาลัยถือว่าเป็นเชื้อวัฒนธรรมที่ใช้ความร้อนระดับใดก็ไม่สามารถฆ่าให้ตายลงเสียได้ เพราะว่านี่เป็นประเพณีที่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติสืบทอดต่อๆกันมาที่ใช่ว่าจะเป็นประเพณีที่ดีไปเสียเท่าไหร่ นอกจากการใช้ความสะใจเพียงเท่านั้นหรือการอ้างความอาวุโสกว่ารุ่นน้องว่าใครมาก่อนควรให้ความเคารพแบบก้มหน้าก้มตา ดังเช่นอีป่วนกับอีแอบไพร่ทาสของแม่นางสาลี่ ในละครชื่อดังทางช่อง 7 เรื่องนางทาส ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยกับการรับน้องถือว่ากลายเป็นคนที่ถูกสายตาประชาชีมองว่าไม่เข้าแนวคิด Into the Light แต่คนที่นิยมการรับน้องควรจะย้อนถามกลับใส่ตัวเองว่า Into the Light แล้วหรือยัง ? แล้วเราจะทำอย่างไรให้เข้าแนวคิด Into the Light ? นี่คือคำถามของผมที่แต่ละคนควรจะตอบให้กับตนเองว่าจะ Into the Light ได้อย่างไร ? หากว่าผมมอบคำตอบให้แต่ละคนผมก็จะถือว่าคงมีการคัดลอกแนวความคิดหรือการสร้างทำนองความคิดในระนาบเดียวกัน ซึ่งมิได้เป็นแนวความคิดที่ควรจะแตกแขนงไปเป็นระนาบอื่นได้เลย ดังนั้น ผมจึงตอกกลับไปว่าคุณกล้าพอหรือเปล่าที่จะ Into the Light ? กรณีตัวอย่างของแนวคิด Into the Light คือ จิตร ภูมิศักดิ์ นักประวัติศาสตร์ในรัฐไทยช่วงสังคมนิยมกำลังเบ่งบาน คนชั้นกลางจากโรงงานผลิตคนชั้นกลางกำลังมีแนวความคิดแบบก้าวหน้ากว่าใครในชนชั้นอื่นๆที่ต่างจากเขา ทั้งนี้ผมจะยกผลงานทางวิชาการที่เลื่องชื่อที่ผู้คนในแวดวงวิชาการด้านมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก (นอกจากว่าไอ้คนนั้นทำเป็นกบในกะลา) นั่นคือหนังสือ โฉมหน้าศักดินาไทย ที่ใช้ทฤษฎีของคาร์ล มาร์กซ ว่าด้วยเรื่องชนชั้นมาวิเคราะห์อธิบายประวัติศาสตร์ของชนชาติไทหรือในดินแดนแถบอุษาอาคเนย์ว่าพัฒนาการของสังคมไทยในทุกยุคทุกสมัยเกิดจากการธำรงของชนชั้นสูงต่อชนชั้นต่ำเป็นหลัก ก่อนหน้าที่จะเกิดคนกลุ่มใหม่ที่ถือว่าตนเป็นชนชั้นกลางในช่วงของรัชกาลที่ 5 กรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดหนึ่งที่สร้างองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ให้ต่างจากวาทกรรมทางประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักที่ ธงชัย วินิจจะกูล กล่าวไว้ว่าประวัติศาสตร์ไทยเป็น ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม ที่เกิดจากการรวบรวมความทรงจำของกลุ่มชนชั้นปกครองที่เรียกว่าเป็น ศักดินา เพียงเท่านั้น แต่จิตร ภูมิศักดิ์ให้คำอธิบายใหม่ว่าสังคมที่ดำรงอยู่มาได้ทุกช่วงเวลาและพื้นที่ในประวัติศาสตร์มาจากกลุ่มมวลชนหรือไพร่ทาสต่างหาก ผลงานชิ้นดังกล่าวถือว่าเป็นแนวทางหนึ่งของกรอบคิด Into the Light ที่นำเสนอหน้าตาออกสู่สังคมว่าเป็นมุมมองใหม่ที่ควรเรียนรู้และควรค่าแก่การศึกษาในแวดวงการศึกษาไทยและสังคมไทย ไม่ใช่เอาความคิดที่เป็นบรรทัดฐานของตนที่อยู่ภายในพื้นที่ห้องคับแคบแห่งหนึ่งมาตัดสินว่าการไม่นิยมเจ้าหรือการใช้แนวคิดทางประวัติศาสตร์ของจิตร ภูมิศักดิ์ มาอธิบายเป็นความไม่จงรักภักดีต่อสามสถาบันหลักของชาติและเป็นการนำอันตรายเข้าสู่ตนเอง แต่ผมยังคิดว่าแนวคิด Into the Light ไม่ควรจะเป็นการนำความคิดของตนออกสู่ที่แจ้งอยู่ตลอดเวลา หากแต่ว่าเราจักต้องรู้จักจังหวะของการสับขาหลอกว่าควรจะอยู่ในที่มืดมิดเมื่อใดหรือแอบซุ่มในโพรงไม้ที่ใด เวลาใดควรจะเปิดตัวออกมาในที่แจ้งซึ่งแน่ใจว่าการนำความคิดของตนออกมานำเสนอนั้น จะเป็นอันตรายหรือไม่อันตรายก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมนุษย์จักต้องรู้จักการพลิกแพลงจังหวะชีวิตของตนเองให้จงได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตามซึ่งอาจจะคุ้นชินหรือไม่คุ้นชินก็ตามและที่สำคัญคือการให้ความเคารพคนอื่นๆที่ร่วมทางสร้างตนในแนวคิด Into the Light ด้วย ส่วนในระบบการศึกษาไทยที่ผมมองด้วยทัศนะที่ว่าเป็นพื้นที่แห่งความเก็บกดอิสระของปัจเจกบุคคล ใครหลายคนต่างก็นึกว่าการที่ต้องส่งลูกหลานไปเรียนที่โรงเรียนชั้นดี-ชั้นซี-ชั้นบี-ชั้นเอ คงจะทำให้เด็กนักเรียนนักศึกษาเฉลียวฉลาดขึ้นกว่าพ่อแม่ผู้ปกครองที่ส่งเสียมันเรียนจนเงินไหลไปเทไป หยาดเหงื่อแรงงานก็ไหลรินเป็นกระแสธารกว้างใหญ่ให้กับความฉ้อฉลของครูบาอาจารย์ที่ไร้จิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ หวังแต่จะหอบฟางอย่างเดียว โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็ตามกลายเป็นพื้นที่ที่มีแสงสว่างที่ผู้คนภายนอกต้องเข้าหาเพื่อไปตักตวงความรู้ให้ได้มากที่สุด แต่หาทราบไม่ว่าในพื้นที่แสงสว่างนั้นได้กลายเป็นแสงสว่างที่เก็บกดอิสระและความต้องการแท้จริงของผู้ศึกษาอย่างไม่มีทางโงหัวขึ้นมาได้ จะให้เข้าใจมากกว่านี้ก็คือผู้ที่เข้าสู่พื้นที่แสงสว่างล้วนมีแสงสว่างเจิดจ้าเป็นประกายอยู่ภายในตัวอยู่แล้ว แต่ว่าแสงสว่างที่เป็นแม่แบบหรือแผนกำหนดของระบบการศึกษานั้นได้ควบคุมการเจิดจ้าของแสงสว่างของผู้ศึกษาไว้จนกลายเป็นความมืดมิดของผู้ศึกษาไปอย่างไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งมหาวิทยาล้ยชื่อดังก็ตามก็ใช่ว่าจะทำให้คนชั้นกลางรุ่นใหม่เจริญสติปัญญามากไปกว่าเก่าก่อน แถมยังจะโง่ลงเสียด้วยซ้ำ เพราะว่า คนส่วนมากดันไปหลงเชื่อว่าแสงสว่างในพื้นที่การศึกษาจะมอบให้ชีวิตของผู้ศึกษาทุกอย่าง แต่ก็หลงลืมไปว่าการเรียนกับตำรับตำรานั้นคงยังไม่พอเพียง เกรดเฉลี่ยที่สวยงามไม่ได้ทำให้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตสูงขึ้น หากว่าไร้คุณธรรมและจริยธรรม และไร้ซึ่งการอาทรต่อผู้คนในสังคม แต่ข้างนอกหน้าต่างและห้องที่คับแคบยังมีหลายสิ่งที่มนุษย์ควรจะได้เรียนรู้ไว้อีกมากมายด้วยสติปัญญาที่มีอิสระครอบงำ ไม่ใช่หมกหมุ่นอยู่กับตำราเพื่อสอบแข่งขันเอาชนะผู้อื่น โดยพื้นที่ข้างนอกกลับไม่มีใครสนใจใยดีเลย จนแสงสว่างไม่สามารถเปล่งประกายได้นานและก็ทำให้คนในสังคมบ้านเราถึงโง่งมกับกิเลสตัณหาหลายประการ รวมทั้งการก่อเกิดวิกฤติทางสังคมหลายประการจนยากที่จะเยียวยารักษาความเจ็บป่วยของสังคมให้เป็นไปได้อย่างแข็งแรง สำหรับคนที่ยังกักขังตนเองภายในพื้นที่คับแคบ ไม่ยอมเดินทางบนผืนดินที่กว้างไกล ไม่ยอมพบกับคนที่แตกต่างจากเรา เอาแต่มองจากพื้นห้องของตนว่าคนที่เดินผ่านมาหน้าห้องฉันเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้ ใครหน้าตาดีก็ชื่นชอบ ใครหน้าตาไม่ดีก็ไม่ชื่นชอบ ใครใส่แว่นก็เคารพรัก ใครเป็นชาวเขาพูดภาษาไทยไม่ค่อยชัดก็ตีตราหน้าว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและไม่ใช่คนไทย หนำซ้ำยังเป็นคนที่ด้อยกว่าเราหรือเขา เพราะฉะนั้น การที่ผมใช้แนวคิด Into the Light ก็คือการที่คนในสังคมยังเรียนรู้กับสิ่งต่างๆรอบตัวในพื้นที่ที่คับแคบอยู่ ซึ่งมิได้หมายถึงในแค่ห้องคับแคบห้องหนึ่ง แต่ยังหมายถึงคณะหนึ่งๆ มหาวิทยาลัยหนึ่งๆ ภาควิชาหนึ่งๆ โรงเรียนหนึ่งๆ บริษัทหนึ่งๆ อะไรอย่างนี้... เป็นต้น ดังนั้น เราจักต้องคิดแล้วว่ากระบวนการเรียนรู้ในสังคมนี้ไม่ได้มีกรอบใดกรอบหนึ่งมากั้นเลย เพียงแต่ว่ากรอบที่สร้างขึ้นมาให้คนหลายคนต้องตกอยู่ภายใต้กับคำว่าสังกัดนั้น ตัวเราเองนี่แหละที่สร้างกรอบกั้นการเรียนรู้ด้วยตัวเราเอง การทลายกรอบกั้นการเรียนรู้คือการคิดหาวิธีการก้าวข้ามกรอบกั้นของกรอบความคิดที่เป็นระดับสามัญสำนึกของตนดังกล่าวหรือยกระดับสามัญสำนึกให้แลดูสูงขึ้นกว่าประสบการณ์ของคนทั่วไป ด้วยตัวเราเองเพียงเท่านั้นและการเรียนรู้แนวความคิดของผู้อื่นที่แตกต่างหลากหลาย หากจะคิดหวังการก้าวข้ามกรอบการเรียนรู้จากผู้อื่น ชาตินี้คนนั้นจะต้องไปนอนกระดิกตีนอยู่บนเหย้าเรือนน่าจะดีกว่าหรือจะให้ดีก็ควรกล่าวตามวาทกรรมการพัฒนากระแสหลักที่ว่าด้วยเมืองใหญ่ดีกว่าชนบท นั่นคือ ไปเลี้ยงควายกลางทุ่งนาดีกว่า! ที่กล่าวมาทั้งหมดคือแนวทางส่องสว่างการใช้ชีวิตภายใต้สังคมที่วุ่นวายและสับสนแกมกับความดีงามแท้จริงและหลอกลวงไปพร้อมๆกัน การท่องหลักพักจำแบบการเรียนในเมืองไทยคงช่วยอะไรไม่ได้ที่จะช่วยชีวิตของคนในสังคมไทยมีคุณค่าทางความคิดและการกระทำที่สูงขึ้น แม้ว่าแต่ละเรื่องที่เข้ามาจะเป็นเรื่องราวที่ยากยิ่งและหนักหนาสาหัสก็ตาม สิ่งเดียวที่มนุษย์มีไว้ติดตัวก็คือปัญญาและความคิดที่ใช้ต่อสู้กับระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันภายในสังคมงี่เง่าแบบนี้และจงจำไว้ให้ขึ้นใจด้วยว่า Into the Light ไม่ใช่การออกพื้นที่ที่มักบำเรอวัตถุสินค้าเป็นตัวนำทาง แต่ก้าวเดินเท่านั้นที่จะช่วยให้เราเห็นสองข้างทางได้ละเอียดชัดกว่าผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญก็คือนอกจากเราจะเข้าสู่แสงสว่างด้วยตัวเองแล้ว เราต้องจักนำแสงสว่างที่เราสัมผัสมาสร้างความเป็นประกายที่ดีให้ผู้อื่นได้เห็นว่าแสงสว่างดวงนี้คือพลังอานุภาพที่เราหรือเขาควรได้เรียนรู้กับสิ่งที่แตกต่างหลากหลายจากตัวเรา ซึ่งต้องทราบถึงประวัติศาสตร์ในแต่ละประเภทได้อย่างถ่องแท้และเราต้องชี้ให้เห็นว่าการนำแสงสว่างส่องทอแสงเป็นประกายให้คนอื่นได้เห็นสิ่งที่เป็นมุมมองที่ดีของเรา จักเป็นความสุขยิ่งที่เราได้มีให้กับตนและผู้อื่นได้อย่างมีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ดังนั้น พวกเราควรก้าวข้ามจากความมืดมิดเสียที แล้วคุณล่ะพร้อมที่จะ Into the Light ได้แล้วหรือยัง ? และจะทำได้อย่างไร ? คำตอบอยู่ที่คุณเอง... วิวัฒน์ สวาทชาติ
|
| พวกเรามาแล้วจ้า (Bigman) | ||
พวกเราผู้ปราบเหล่าร้ายที่ทำให้ชีวิตท่านลำเค็ญทุกข์ยาก งอมพระรามมาชั่วนาตาปี ชดใช้เวรกรรมที่ท่านก่อทำไว้ในชาติที่แล้วนั้นก็ไม่หมด เมื่อท่านช่วยตนเองไม่ได้พวกเราจะมาช่วยท่านและพวกท่านก็ควรให้ความร่วมมือ |
||
|
View All |
||
| เสี่ยวรำพึง : จากนอกสู่เมือง | ||
จากวันนั้น แม้ว่าตัวฉันจะเคยผิดหวังแต่ฉัน มั่นคงในหัวใจใฝ่ฝัน สิ่งใด สิ่งนั้น สักวันจะมา ความผิดหวังครั้งเราผ่านมา สร้างสรรค์สร้างวันสดใส ให้คนเรียนรู้ตัวชั่วดี อย่างใด อย่างนั้นสักวันเจอะเจอ |
||
|
View All |
||