• แค่คนอีกคน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : bigism_anthropology@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-29
  • จำนวนเรื่อง : 41
  • จำนวนผู้ชม : 10413
  • จำนวนผู้โหวต : 142
  • ส่ง msg :
MICRO
เรื่องเล็กน้อยของชีวิตอาจจะไม่สำคัญเท่ากับเรื่องที่ไพศาลกว่าชีวิตของเรา แต่เรื่องที่ไพศาลกว่าเรา คนที่เขาอยู่ตรงนั้น ทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจคนอย่างเราๆซักกะที มันน่าเบื่อไหมล่ะ ที่เห็นใครก็ไม่ได้เรื่อง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/Bigism
วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน 2551
วิพากษ์การเมืองไทยในวังวนปราสาทเขาพระวิหาร (1)
Posted by แค่คนอีกคน , ผู้อ่าน : 352 , 14:19:58 น.  
พิมพ์หน้านี้


วิพากษ์การเมืองไทยในวังวนปราสาทเขาพระวิหาร (1)

       ประวัติศาสตร์เขาพระวิหารในความเข้าใจและความสำนึกของคนในสังคมไทยที่มีความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์เขาพระวิหารมีความแห้งแล้งทางปัญญายิ่งนัก เพราะว่าการสร้างประวัติศาสตร์ของชาติไทยหรือที่จะเรียกต่อไปว่าเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักหรือที่ ธงชัย วินิจจะกูล กล่าวไว้ว่าเป็น ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม ที่เน้นการลำดับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์โดยมีพระเอกเป็นกษัตริย์หรือเป็นวีรบุรุษมาทุกยุคทุกสมัย ด้วยกระแสประวัติศาสตร์ทั้งสามอย่างซึ่งอยู่ในทำนองเดียวกันนี้ส่งผลกระทบต่อการสร้างการเข้าถึงความรู้ การสร้างความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ไทยอย่างผิดๆถูกๆเสมอมาและอื่นใดนั้นการไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ด้วยแนวคิดที่หลากหลายนั้นยังผลให้คนในสังคมปัจจุบันเข้าใจผิด เข้าใจแบบคลาดเคลื่อน อันอาจนำมาการปะทะความรุนแรงบนเส้นทางทางการเมืองไทยในเวลาใดเวลาหนึ่ง มิช้าก็เร็ว !

     เหตุของการทบทวนประวัติศาสตร์เขาพระวิหารและการรื้อถอนมรดกของอาณานิคมมีเหตุมาจากการสร้างมรดกของอาณานิคมฝรั่งเศสในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาณานิคมฝรั่งเศสได้แบ่งสันปันส่วนดินแดนของปราสาทเขาพระวิหารให้กับเขมรในส่วนของตัวปราสาทพระวิหาร ส่วนดินแดนบริเวณรอบๆปราสาทเขาพระวิหารจะเป็นของสยาม พูดง่ายๆก็คือทั้งสยามและเขมรมีสิทธิบนพื้นที่ดินปราสาทเขาพระวิหารแบบทับซ้อนกัน หรือหากจะกล่าวในแง่มุมทางเศรษฐกิจก็คือมีผลประโยชน์ร่วมกันนั้นเอง แต่ด้วยเหตุที่ว่าการแบ่งดินแดนรัฐชาติมีผลต่อการสร้างพื้นที่ที่แยกออกจากกัน ซึ่งพื้นที่และเวลาที่แยกออกจากกันหรือการแบ่งอำนาจทางอธิปไตยว่ารัฐใดควรจะมีอำนาจปกครองบนเหนือดินแดนนี้ว่าอย่างไร จึงทำให้เกิดความสับสนปนเปต่อผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายมาตลอด จนเหตุก็บังเกิดช่วงปี พ.ศ 2505 ที่พระเจ้าสีหนุทำเรื่องฟ้องศาลโลกเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหาร (อ้างจากการสัมภาษณ์ของผู้เขียนและอาจารย์สายชล สัตยานุรักษ์ 26/06/2551) และผลการตัดสินคดี...คนไทยทั่วทั้งชาติก็ทราบกันดีว่าดินแดนปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของเขมรไปโดยเหตุผลทั้งสองอย่าง นั่นคือเหตุผลทางนิติศาสตร์และเหตุผลทางประวัติศาสตร์ ซึ่งรายละเอียดก็จะกล่าวไว้ในครั้งต่อไป (อ้างจากอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในเรื่อง เสวนา ‘ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทเขาพนมรุ้ง กรณีศึกษา ไสยศาสตร์-มนตร์ดำ-การเมือง และชาตินิยม’ http://www.prachatai.com/05web/th/home/12629)

     เหตุการณ์ของปราสาทเขาพระวิหารก็ดูเหมือนว่าจะจบสิ้นมาตั้งแต่การตัดสินของศาลโลก ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จึงได้ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 นอกจากนั้นยังตัดสินด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 5 ให้ประเทศไทยส่งคืนโบราณวัตถุที่นำออกมาจากปราสาทเขาพระวิหารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยได้เข้ายึดครองพื้นที่ดังกล่าว ต่อมาอีกราวยี่สิบกว่าวัน รัฐบาลไทยโดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลก และสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเรียกร้องปราสาทพระวิหารกลับคืนในอนาคต(อ้างจากการสัมภาษณ์อาจารย์สายชล สัตยานุรักษ์ 26/05/2551 และ http://www.oknation.net/blog/buzz/2008/06/28/entry-1) และเป็นแผลลุกลามการสร้างกระแสชาตินิยมอีกครั้งหนึ่งในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2551

      ด้วยเหตุดังนั้นประวัติศาสตร์เขาพระวิหารยังคงมีชีวิตชีวาที่ผู้คนในสังคมและนักการเมืองหรือนักเคลื่อนไหวทางการเมืองหันมาใช้ประเด็นปราสาทเขาพระวิหารมาปลุกกระแสชาตินิยมแบบไร้สติหรือการคลั่งชาติจนเสียสติหรือที่พวกฝ่ายซ้ายมองว่าการเมืองไทยช่วงนี้พลังฝ่ายขวากำลังกำเริบเสิบสานอย่างรุนแรง เพราะว่า เหตุของการรื้อฟื้นคดีเขาพระวิหารเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้ปล่อยเงินกู้และให้เงินเปล่ากับกัมพูชาไปพัฒนาประเทศให้แลดูทันสมัย (2546) อีกทั้งในช่วงเวลาเดียวกันนั้นหรือช่วงหลังต่อมาคุณทักษิณ ชินวัตรมีผลประโยชน์ร่วมกับผู้นำรัฐบาลกัมพูชาในพื้นที่เกาะกง ซึ่งมีบ่อน้ำมัน การค้า คาสิโน อันเป็นความหอมหวานของนายทุนหน้าเหลี่ยมที่อดใจไม่ไหวที่จะใช้รัฐบาลลูกกรอกหนึ่ง (ธีรยุทธ บุญมี) หรือรัฐบาลหุ่นเชิดของทักษิณที่คุณสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำประเทศอยู่นั้นใช้เป็นกลไกการสร้างผลประโยชน์ให้กับนายทุนเพียงไม่กี่คน ซึ่งเงินที่ให้กัมพูชาปี 2546 เป็นภาษีของคนทั้งชาติหรือเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของพ่อแม่พี่น้องประชาชน แต่เงินดังกล่าวกลายเป็นการสร้างหนทางความร่ำรวยของคุณทักษิณและพรรคพวกในเส้นทางที่ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะว่า กลุ่มคนที่ชิงชังทักษิณนั่นก็คือฝ่ายพันธมิตรที่มีผู้นำกลุ่มอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านใช้อุดมการณ์ของฝ่ายขวาหรือประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมโจมตีกับความฉ้อฉลของนายทุนอย่างทักษิณและพรรคพวกในรัฐบาลพรรคพลังประชาชนว่าการเล่นเส้นสนกลในเกี่ยวกับการยกปราสาทเขาพระวิหารอย่างเด็ดขาดถือว่าเป็นการทรยศหักหลังชาติบ้านเมือง

     เพราะฉะนั้น การที่ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ขอยื่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลชุดคุณสมัคร สุนทรเวชและพรรคพวกพลังประชาชนหรือการเล่นละครของฝ่ายอำนาจนิติบัญญัติกลายเป็นกระแสข่าวที่คนในสังคมไทยและคนต่างประเทศให้ความสนใจต่อการวิวาทะของฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลจนติดอยู่หน้าจอโทรทัศน์กันอย่างงอมแงม และการถกเถียงประวัติศาสตร์เขาพระวิหารยังลุกลามมายังการเมืองข้างถนน ซึ่งพันธมิตร นักวิชาการหัวเอียงขวาและนักวิชาการหัวเอียงซ้ายต่างก็โจมตีปะทะกันอย่างรุนแรงและหนักหน่วง จนเรียกได้ว่าสุดโต่งทั้งคู่ อย่างเช่นการออกมาเสนอความเห็นของอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์และการโจมตีแนวคิดของอาจารย์ภูวดล ทรงประเสริฐต่ออาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ (ซึ่งติดตามได้เว็บไซด์ของประชาไทที่ http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.phpmod=mod_ptcms&ID=12608&Key=HilightNews http://www.prachatai.com/05web/th/home/12636 )

     ปัญหาหลักของความไม่เข้าใจต่อประวัติศาสตร์เขาพระวิหารคือความผิดพลาดของการสอนและการศึกษาของการให้ความรู้ประวัติศาสตร์ไทยด้วยแนวคิดแบบราชาชาตินิยมตลอดมา ที่ปรากฎเป็นรูปธรรมบนหนังสือเรียนของนักเรียนและนักศึกษาทั้งหลาย รวมทั้งการปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติไทยตามกลไกสถาบันทั้งหลาย เช่น สถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันกษัตริย์ หรือที่ย่อยลงมาอีกคือสถาบันการศึกษา ฯลฯ เป็นต้น การกำหนดความสัมพันธ์เชิงกลไกสถาบันที่เน้นนิยมกษัตริย์มากจนเกินเลยและการสร้างวัฒนธรรมการหลงความเป็นไทย ที่มีความเรียบร้อย อยู่ในความสงล รักใคร่กลมเกลียว อยู่กันอย่างสมานฉันท์ ล้วนเป็นตัวปลูกฝังให้คนไทยยอมหลงเชื่อความเป็นไทยที่ผิดๆเสมอมาและไร้การตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมไทยว่าใครควรจะตำแหน่งแห่งที่ใด ยิ่งกว่านั้นบริบททางสังคมไทยสมัยใหม่เป็นต้นมาไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างความคิดสติปัญญาด้วย เช่น ชาวนาคงไม่มีเวลามานั่งอ่านหนังสือหรอก เพราะเขาทำนามาเหน็ดเหนื่อย ยามพลบค่ำก็หลับบนที่นอนไป เพื่อเอาแรงในการทำงานต่อในวันพรุ่งนี้ หรือบรรยากาศการเรียนหนังสือตามสถาบันการศึกษาเกือบทั่วทุกแห่งต่างก็ถูกสำนักฝ่ายขวาปลูกฝังอุดมการณ์ของเจ้าไปทุกชุด แม้กระทั่งบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยก็ยังมีเชื้อเจ้าสยามเลยนะครับ ไม่ใช่ไพร่ฟ้าสามัญชนธรรมดา อย่างเช่นพวกมาร์กซิสต์ พวกเจ๊กปนลาว เป็นต้น

        หรือจะกล่าวให้ชัดเจนก็ได้ว่าคนในสังคมไทยไม่เข้าใจต่อประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ดีพอ ไม่ให้ความสนใจต่อองค์ความรู้ดังกล่าว หันแต่ไปเห่อนิยมความสุขแบบจอมปลอม การมัวเมากับพิธีกรรมทางสังคมที่ไม่ได้มีคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคม วันๆหนึ่งเอาแต่พูดเรื่องไร้สาระ สนุกสนาน เฮฮาไปทุกวัน กลัวเครียด กลัวประสาทแดกหัวจะตายและนี่คือเป็นต้นเหตุของการที่คนไทยตกร่องกระแสประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม ที่หันไปต่อต้านอาณานิคมซึ่งเป็นฝรั่งมั่งค่า แต่ก็ต้องเข้าใจว่าฝรั่งมั่งค่าเขาให้มรดกที่ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสำนึกของคนในสังคมที่เน้นชาตินิยมกันสุดขีด

     จะด้วยเหตุอย่างไรนั้น สิ่งที่รัฐบาลและทุกๆฝ่ายหรือประชาชนควรแก้ไขในตอนนี้ อาจารย์อรรถจักร สัตยานุรักษ์เสนอว่ารัฐควรถอยประเด็นเรื่องเขาพระวิหารเสียก่อน แล้วขอใช้เวลาประมาณหนึ่งปีต่อการทบทวนองค์ความรู้ประวัติศาสตร์เขาพระวิหารให้กับคนในสังคมไทยให้เข้าใจตรงกัน ไม่ตกอยู่ขอบใดขอบหนึ่งของกระแสประวัติศาสตร์ใดทั้งนั้น ทั้งนี้จะไม่ก่อให้เกิดความรุนแรงที่ใกล้จะบานปลายเข้าไปทุกขณะ จากคำกล่าวของอาจารย์อรรถจักรก็จะเห็นได้ว่าทางแก้ไขปัญหาของประวัติศาสตร์เขาพระวิหารคือการขอใช้เวลาเยียวยาและทำความเข้าใจต่อสังคมโดยรวม

     ในทัศนะผู้เขียนก็เห็นคล้อยตามนักวิชาการที่กล่าวมาแทบจะทั้งหมด แต่ผู้เขียนจักขอแสดงทัศนะต่อประวัติศาสตร์เขาพระวิหารไว้ว่าการใช้ประวัติศาสตร์เพื่อเป็นเครื่องมือการแย่งยื้ออำนาจทางการเมืองของฝ่ายขวาเพื่อโจมตีกับกลุ่มทุนนิยมที่มีทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวานั้นถือว่าประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นศาสตร์ที่กล่าวถึงอดีตของมนุษย์ว่าพื้นที่และเวลาที่เปลี่ยนแปลงมาตามลำดับขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นราบเรียบหรือขึ้นๆลงๆก็ตาม เพื่อบอกว่าอดีตที่ผ่านมานั้นทำให้มนุษย์ในวันนี้ที่เป็นอยู่และอนาคตที่จะคืบคลานเข้ามาอย่างคาดเดาได้และคาดเดาไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร

       โดยผู้เขียนเห็นว่าการใช้ประวัติศาสตร์เพื่อสร้างอำนาจความชอบธรรมให้กับกลุ่มการเมืองหนึ่งที่กำลังบ้าคลั่งไร้สติ มิได้ทำให้บ้านเมืองที่ประชาชนร่วมผูกพันผลประโยชน์ร่วมกันมีการสร้างความเข้าใจและการสร้างพัฒนาการสติปัญญาของคนในสังคมไทยด้วยกัน เพียงแต่ว่าการใช้ประวัติศาสตร์ของฝ่ายขวานั้นก็เพื่อเพียงที่จะล้างแค้น ตบตี กำจัด สูญสลายพวกกลุ่มนายทุนให้เสียราบคาบและคนที่จะต้องรับกรรมในครั้งนี้ก็มิใช่ใครอื่นนอกเสียจากแรงงานหยาดเหงื่อของประชาชนทั้งหลายที่ยอมทนกับการขูดรีดผลประโยชน์จากโครงสร้างส่วนบนอยู่เรื่อยมา เขาผู้น่าสงสารจะต้องประสบกับภาวะชะตากรรมกับการปะทะทางความคิดแบบแตกหัก การไม่เข้าใจต่อประวัติศาสตร์ดังกล่าวถ้าหากไร้การทบทวนและการรื้อถอนมรดกอาณานิคมว่าพวกตะวันตกได้ให้มรดกแก่ชาติที่อยู่ภายใต้อาณานิคมอย่างไรและการที่คนส่วนใหญ่ยังมองพวกตะวันตกเปรียบดังปีศาจร้ายบนโลกนี้อยู่นั้นก็จะทำให้การเมืองแบบประชาธิปไตยที่กำลังใกล้เข้าหนี่งศตวรรษ ก็ยังจะเป็นวงจรอุบาทว์ชาติชั่วต่อไปเรื่อยๆและไม่ได้ทำให้การเมืองไทยสามารถยืนอยู่บนโลกานุวัตรนี้ได้อย่างถูกต้อง

      ที่สำคัญยิ่งกว่าการประสบความทุกข์ยากของคนในสังคมไทยนั้น เรายังจะต้องมามองหลักประวัติศาสตร์ด้วยว่าประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งแก่การทำความเข้าใจของมนุษย์ในสังคมหนึ่งๆ สิ่งที่ผู้ใช้ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมมาปลุกกระแสการเมืองให้ร้อนระอุนั้น ผู้เขียนถือว่ายังเป็นการทำลายคุณค่าของวิชาประวัติศาสตร์ไปอย่างสิ้นเชิงด้วย เพราะว่าประวัติศาสตร์จะศึกษาพฤติกรรมมนุษย์เป็นหลัก เน้นว่ามนุษย์ในช่วงเวลาและพื้นที่หนึ่งๆว่าเป็นอย่างไร การเน้นคุณค่าความงามของมนุษย์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ในอดีตที่ผ่านมาจะช่วยทำให้มนุษย์เข้าใจว่าวันนี้ที่ตนมีคุณค่าความหมายและอัตลักษณ์ที่ชัดเจนในโลกนี้ได้นั้น ก็เป็นเพราะผู้คนในอดีตได้สั่งสมสืบทอดความรู้ต่อๆกันมาและมีผู้เชี่ยวชาญที่เรียกว่านักประวัติศาสตร์มาเป็นผู้สร้างโครงเรื่องและเรื่องเล่าในแนวคิดหนึ่งเพื่อยกคุณค่าความหมายของมนุษย์ให้ดีกว่าที่เป็นในปัจจุบัน สามารถที่จะดำรงชีวิตในสังคมแต่ละสังคมได้อย่างเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วกัน

     แต่สิ่งที่ผู้ที่หยิบยกประวัติศาสตร์เขาพระวิหารในแนวคิดขวาจัดมาปลุกกระแสชาตินิยมแบบบ้าคลั่งไร้สตินั้นยังเท่ากับว่าเป็นการลดคุณค่าความหมายของคนในสังคมลดลงไปด้วยอย่างเรียกได้ว่าวันนี้คนในสังคมไทยถือว่าเป็นมนุษย์หรือคนอยู่หรือเปล่า หรือที่ใครหลายท่านเรียกว่าเป็นการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์และยิ่งกว่านั้นย่อมเป็นการลดคุณค่าของประวัติศาสตร์ให้เหลือเพียงแค่เป็นเครื่องมือรับใช้ตอบสนองตัณหาทางการเมืองของคนบางกลุ่มที่ปากกับใจไม่ตรงกันด้วย

    อย่างที่กล่าวไปแล้วว่ารัฐและประชาชนทุกฝ่ายควรหันมาทบทวนประวัติศาสตร์เขาพระวิหารและการรื้อถอนมรดกของอาณานิคมเสียใหม่ เพื่อยกระดับความเข้าใจของประวัติศาสตร์ให้เป็นที่พึ่งพาต่อการสร้างคุณค่าและความหมายของมนุษย์ให้สูงขึ้น ที่สำคัญคือการให้ความเคารพต่อความแตกต่างหลากหลายของที่มาแต่ละที่มาของประวัติศาสตร์และการใช้ประวัติศาสตร์ไปในแนวทางที่ถูกที่ควรด้วย ไม่ใช่การคลั่งชาติแบบไร้สติและการสนองตัณหาทางการเมืองเพียงเท่านั้น แถมยังไม่ให้เคารพต่อคุณค่าและความหมายของวิชาประวัติศาสตร์และคนในสังคมไทย คนกัมพูชาด้วย

     ผู้เขียนไม่เชื่อว่าทางแก้ไขปัญหาที่กล่าวไปข้างต้น รัฐคงไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขเรื่องราว ต่อการทำความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์เขาพระวิหารได้หรอก เพราะว่าเรื่องอื่นๆที่เป็นปัญหาก็ยังมีวิธีคิดแก้ไขไปในทางที่ไม่ถูกต้องแล้ว เช่น การแก้ไขปัญหาเรื่องเนื้อหมูมีราคาแพง เป็นต้น นับภาษาอะไรที่รัฐจะมาทำความเข้าใจหรือแสวงหาวิธีการสร้างความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์เขาพระวิหารได้ เพราะว่าประวัติศาสตร์มิใช่การท่องหลักพักจำ แต่ตัองวิเคราะห์ให้ถึงรากถึงแก่นของเรื่องและตั้งคำถามให้เป็น ไม่เอนเอียงใช้แนวคิดใดแนวคิดหนึ่งมาอธิบายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์จนก่อให้เกิดอคติต่อคนในสังคม จึงยากยิ่งว่าคนในสังคมไทยจะเข้าใจเรื่องพันธุ์นี้ได้ เนื่องจากว่าตนเองยังไม่เข้าใจตนเอง เรื่องอะไรจะมาเข้าใจคนอื่นหรือเรื่องราวรอบตัว แต่ทางแก้ก็ควรให้คำตอบทั้งหมดอยู่ที่ประชาชนส่วนใหญ่เสียดีกว่าการให้ใครมาตัดสินใจแทนประชาชนทั้งหมด

     แนวทางการแก้ไขปัญหากรณีเขาพระวิหาร ที่กลุ่มการเมืองนำมาใช้เป็นเครื่องมือปลุกกระแสชาตินิยมแบบบ้าคลั่งจำเป็นที่จะต้องใช้ประวัติศาสตร์และควบคู่กับศาสตร์อื่นๆไปด้วย หัดเบาเรื่องลงเสียบ้างไม่ใช่ปะทุร้อนให้ลุกเป็นไฟและจุดแก้ไขที่ถูกต้องนั่นคือประเด็นกฏหมายที่ควรแก้เกมส์ในรัฐสภา ความสำคัญอยู่ที่ว่าเราต้องมองปรากฏการณ์ทางการเมืองหรือมองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเป็นหลัก ไม่ใช่การนำทฤษฎีและแนวคิดเป็นหลัก ประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่จะช่วยสร้างความเข้าใจต่อกรณีเขาพระวิหารได้มากมายและยังจำเป็นต้องใช้แนวทางอื่นๆเข้ามาช่วยอธิบายต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย เพื่อสลัดการเมืองแบบแยกขั้วหรือแบบคู่ตรงข้ามที่มีอยู่สองฝักสองฝ่ายเพียงเท่านั้น ฉะนั้นจึงหวังว่าการเมืองทางเลือกที่สามหรือที่ต่อๆมาจะไม่ถูกคู่ตรงข้ามรุมถีบและยื้อแย่งไปเป็นพรรคพวกเอา แม้ว่าการเข้าข้างแต่ละฝ่ายจะทำได้ยากยิ่งนัก เพราะต่างก็ฝ่ายก็มีส่วนถูกและส่วนที่ไม่ควรรับไว้ในระดับที่พอกัน แต่อย่างน้อยฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายทักษิณเปรียบประดุจดังขิงก็รา ข่าก็แรง ดังนั้นเราจึงไม่อยากเห็นความล่มจม ความอัปยศอดสู การถูกรังเกียจจากผู้อื่น ในบ้านเมืองและประเทศชาตินี้

วิวัฒน์ สวาทชาติ                                     


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
หมะเมียะคณะสังคม วันที่ : 27/06/2008 เวลา : 17.46 น.
http://www.oknation.net/blog/philosoanthro

วิชาป๋องทำให้เขียนอ้างอิงได้ดีขึ้น

ดูเป็นวิชาก๊าน วิชาการ

เอิ้กๆๆ
ความคิดเห็นที่ 1
แค่คนอีกคน วันที่ : 26/06/2008 เวลา : 14.36 น.
http://www.oknation.net/blog/Bigism
สับปะรด

คอมเม้นท์มาได้นะครับ ไม่ได้เขียนบทความนานนานตั้งเกือบเดือนแล้ว ไว้จะมาเขียนบ่อยๆ เพราะคล่องตัวแล้วครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

เสี่ยวรำพึง : จากนอกสู่เมือง

จากวันนั้น แม้ว่าตัวฉันจะเคยผิดหวังแต่ฉัน มั่นคงในหัวใจใฝ่ฝัน สิ่งใด สิ่งนั้น สักวันจะมา ความผิดหวังครั้งเราผ่านมา สร้างสรรค์สร้างวันสดใส ให้คนเรียนรู้ตัวชั่วดี อย่างใด อย่างนั้นสักวันเจอะเจอ

View All
<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



คิดอย่างไรกับพวกชาตินิยมจัด ?
ปฏิรูปความรู้
3 คน
ให้โง่อยู่อย่างนั้น
0 คน

  โหวต 3 คน