• แค่คนอีกคน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : bigism_anthropology@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-29
  • จำนวนเรื่อง : 42
  • จำนวนผู้ชม : 10721
  • จำนวนผู้โหวต : 144
  • ส่ง msg :
MICRO
เรื่องเล็กน้อยของชีวิตอาจจะไม่สำคัญเท่ากับเรื่องที่ไพศาลกว่าชีวิตของเรา แต่เรื่องที่ไพศาลกว่าเรา คนที่เขาอยู่ตรงนั้น ทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจคนอย่างเราๆซักกะที มันน่าเบื่อไหมล่ะ ที่เห็นใครก็ไม่ได้เรื่อง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/Bigism
วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน 2551
วิพากษ์การเมืองไทยในวังวนปราสาทเขาพระวิหาร (2)
Posted by แค่คนอีกคน , ผู้อ่าน : 232 , 14:27:48 น.  
พิมพ์หน้านี้


วิพากษ์การเมืองไทยในวังวนปราสาทเขาพระวิหาร (2)

     การอภิปรายไม่วางใจของฝ่ายค้าน (พรรคประชาธิปัตย์) ต่อฝ่ายรัฐบาลหรือการซักฟอกความไม่โปร่งใสการบริหารงานราชการแผ่นดินของรัฐมนตรีเจ็ดท่านถือว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็ทำหน้าที่ได้ดี โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่ใช้หลักนิติศาสตร์เป็นหลักการในการคัดค้านการบริหารงานที่ไม่โปร่งใสของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้่ใช้เวลาสองวันเต็มๆในการอภิปราย (25-26 มิ.ย 2551) และแล้วผลการลงคะแนนเสียงการอภิปรายไม่ไว้วางใจสามารถสรุปได้อย่างที่ทุกคนไม่ต้องคาดคิดว่ารัฐบาลชนะขาดและดำเนินงานบริหารบ้านเมืองต่อไป แต่อย่างน้อยการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ก็อาจจะช่วยให้รัฐบาลหาบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อให้บ้านเมืองไม่ถอยหลังเข้าคลองน้ำเน่ามากไปกว่านี้

     ประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และเป็นประเด็นที่คู่อริทางการเมืองอย่างกลุ่มการเมืองข้างถนน (พันธมิตรเสื้อเหลือง) โจมตีรัฐบาลอย่างหนักอยู่นั้น คือ กรณีเขาพระวิหารที่ผมได้กล่าวไปในบทความการทบทวนประวัติศาสตร์เขาพระวิหาร (1) ผมสามารถสรุปได้ว่าปัญหาของกรณีเขาพระวิหารคือการที่กลุ่มการเมืองชั้นนำทั้งหลายใช้วิธีการประวัติศาสตร์ไปใช้ในจุดมุ่งหมายที่ผิดมหันต์ นั่นคือ การใช้ประวัติศาสตร์มาเป็นเครื่องมือของการช่วงชิงความหมายทางการเมืองประชาธิปไตยแบบผักชีโรยหน้า โดยเฉพาะการใช้ประวัติศาสตร์มาปลุกกระแสชาตินิยมแบบบ้าคลั่ง ซึ่งมีที่มาจากมรดกของอาณานิคมอำพราง (ศักดินาและกลุ่มชนชั้นนำ) ให้กับประชาชนที่ส่วนมากไม่รู้อีโหน่อีเหน่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เขาพระวิหารว่าที่มาที่ไปหรือการตีความทางประวัติศาสตร์ที่ดีควรจะเป็นอย่างไร ? และการช่วงชิงความหมายดังกล่าวเป็นการลดคุณค่าวิชาประวัติศาสตร์ด้วย 

   ทั้งนี้การปลุกกระแสชาตินิยมด้วยประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมหรือพวกขวาจัดมีผลทำให้เกิดการลดทอนความรู้และสติปัญญาของคนไทยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยที่คลาดเคลื่อน อันอาจนำมาพฤติกรรมทางสังคมหรือการปะทะกันที่รุนแรง เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งได้เป็นสองขั้ว นั่นคือ ฝ่ายทุนนิยม (ฝ่ายพระเจ้าทักษิณ) และฝ่ายนิยมเจ้า (พันธมิตรและผู้รักในหลวง) การเมืองสองขั้วนี้จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งในเมื่อฝ่ายนิยมเจ้ากำลังมาแรงแซงทางโค้ง เพราะอย่าลืมว่าใครมีอำนาจมากที่สุดในสังคมไทย!

      แต่ประชาชนควรเข้าใจว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นเกิดจากกลุ่มการเมืองแต่ละกลุ่มมีแนวคิดและวิธีการการบริหารบ้านเมืองที่ต่างกัน ฝ่ายรัฐบาลที่มีพระเจ้าทักษิณเขามองว่าการให้เขาพระวิหารมิได้ถือว่าเป็นเรื่องเสียหาย ไม่ใช่การสูญเสียอธิปไตยของชาติ การให้เขาพระวิหารแก่เขมรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เนื่องจาก ปราสาทเขาพระวิหารควรเป็นของเขมร แม้ว่าการตัดสินของศาลโลกเมื่อปี พ.ศ 2505 จะใช้ตัวปราสาทพระวิหาร (Temple Area) เป็นตัวแบ่งขอบเขตรัฐชาติ ซึ่งมิได้เป็นไปตามการแบ่งเขตแดนตามมาตรฐานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนที่ใช้หลักภูมิศาสตร์ที่ยึดสภาพภูมิประเทศเป็นหลัก เพราะปราสาทเขาพระวิหารจะอยู่ได้ก็มีผืนดินเป็นตัวรองรับการมีอยู่ของปราสาท ทั้งนี้การให้เขาปราสาทพระวิหารรัฐบาลเห็นว่าเพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศราบรื่นและมีการทำมาค้าขายระหว่างประเทศต่อไปอย่างราบรื่น

       ส่วนฝ่ายที่ออกมาคัดค้านรัฐบาล เช่น พรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตร เป็นต้น เขาใช้หลักประวัติศาสตร์กระแสหลักเป็นฐานคิดของการมองว่ากรณีเขาพระวิหารยังไม่มีการสิ้นสุดทางคดี แต่คดีเขาพระวิหารศาลโลกก็เห็นว่าฝ่ายไทยมิได้ท้วงติงมาแต่อย่างใดนับจากที่ศาลโลกได้ตัดสินคดีเป็นเอกฉันท์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาถูกประวัติศาสตร์กระแสหลักหรือประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมครอบงำจนโงหัวไม่ขึ้นว่านี่คือการสูญเสียดินแดน การสูญเสียอธิปไตย แม้ลมปากของผู้นำฝ่ายค้านกล่าวไว้ว่าเรามิได้ต้องการให้เกิดความขัดแย้งไทยและเขมรแต่อย่างใด แต่ด้วยเจตนาที่ส่อแสดงออกมา เท่ากับว่าไทยดูถูกเขมรอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ศักดินายังคงใชัศัพท์แสงของเขมรอยู่จนถึงทุกวันนี้ การสูญเสียอธิปไตยดังกล่าวยังเป็นผลของการคดโกงของนายทุนท่านหนึ่งที่หน้าเหลี่ยม ซึ่งถือว่าเป็นนายทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในเมืองไทยทั้งในแง่การเมืองและเศรษฐกิจ การหวังกอบโกยเอาแต่ผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว โดยที่ประชาชนไม่ได้รับผลประโยชน์เหล่านั้นได้อย่างทั่วถึงเท่ากับว่านี่พวกทรยศต่อประเทศชาติบ้านเมือง ซึ่งการที่ชาติไทยมีอยู่ทุกวันนี้ได้ก็เพราะทฤษฎีวีรบุรุษ ไม่ใช่ข้าทาสประชาชนธรรมดาแต่อย่างใด จึงทำให้ฝ่ายที่คัดค้านออกอาการต่อต้านกันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช 

      ผมอยากขอย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว ซึ่งคุณสื่อเขมรปล่อยข่าวว่าคุณกบ สุวนันท์ คงยิ่ง นางเอกชื่อดังไปกล่าวเกี่ยวกับปราสาทนครวัด-นครธมว่าเป็นเกี่ยวข้องกับไทยอย่างไร ? ครั้งนั้นสื่อเขมรจะพูดจริงหรือพูดเท็จ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าการบุกเผาสถานฑูตไทยในกัมพูชาเป็นผลมาจากลัทธิชาตินิยมแบบสุดขั้ว ผมคิดว่าทัศนะของชาวกัมพูชาที่มีต่อคนไทยเป็นไปในทางแง่ลบมาตลอด นั่นคือ เราไปดูถูกเขามาตลอด เห็นเขาด้อยค่าด้อยราคากว่าเรา เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นผลผลิตมาจากการสร้างรัฐชาติ พร้อมๆกับการแผ่อิทธิพลของลัทธิทุนนิยมที่ว่าเรื่องด้วยการทำมาค้าขายแบบเสรี เน้นกำไรสูงสุดหรือผลประโยชน์สูงสุด สรุปได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกนึกคิดของคนในรัฐชาติทั้งสองรัฐเป็นอย่างมาก 

      การเกิดขึ้นของรัฐชาติของไทยและกัมพูชาหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นมรดกของอาณานิคมที่ได้สร้างให้ดินแดนอุษาอาคเนย์ในช่วงคริสตวรรษที่ 19 มรดกอาณานิคมในกรณีเขาพระวิหารก่อให้เกิดการมีพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าใครควรจะเป็นของใคร ขอให้พิจารณาว่ารัฐชาติเป็นพื้นที่ขอบเขตรัฐที่แน่นอน ช่วงการเกิดสำนึกรัฐชาติที่่รุนแรงเริ่มเกิดขึ้นในช่วงกึ่งกลางคริสศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่ช่วงการปกครองของจอมแปลก พิบูลสงคราม ที่เน้นความเป็นชาตินิยมไทยแบบสมัยใหม่ (ไทยปนฝรั่ง) ส่วนเขมรก็เกิดลัทธิชาตินิยมไล่เลี่ยกับประเทศไทยเช่นกัน

     ปัญหาคือว่ารัฐชาติมีผลต่อคนในสังคมประเทศชาตินั้นอย่างไร ? ความเป็นชาตินิยมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้วัฒนธรรมหลักเป็นหลักการเผยแพร่วัฒนธรรมของศูนย์กลางเพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของชุมชนในจินตนาการ (Imagine Community) ตามกลไกทางสังคมที่ทำหน้าที่การเผยแพร่วัฒนธรรมกลุ่มผู้มีอำนาจสูงสุดให้กับอาณาบริเวณชายขอบรอบนอก อย่างเช่น สยามหรือไทยก็จะบังคับให้คนเหนือ คนอีสาน คนใต้ พูดภาษาไทยกลางให้ได้ตามกลไกสังคมที่เป็นสถาบันการศึกษาได้เป็นเครื่องมือหนึ่งของการสร้างรัฐชาติ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ที่่กระจายขายไปทั่วรัฐชาติซึ่งทำให้เกิดจินตนาการว่าคนภาคเหนือเป็นอย่างไร คนภาคใต้ก็รู้ว่าคนภาคอีสานเป็นอย่างไร ด้วยการใช้แนวคิดหนึ่งๆที่ฝังในตัวหนังสือซึ่งถือว่าเป็นรูปสัญญะหนึ่งให้ประชาชนรู้สึกประหนึ่งว่ามีคนที่เป็นพวกเดียวกับเราและการปลูกฝังอุดมการณ์หลักของชาติไทยคือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รวมทั้งการสร้างประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมตามแบบแผนเรียนที่เน้นทฤษฎีวีรบุรุษตลอดกาล ไม่ใช่ประชาชนหรือไพร่ทาสเป็นผู้สร้างชาติ สำนึกชาตินิยมไทยจึงพ่วงมากับการนิยมเจ้าไปพร้อมๆกัน เพื่อคงอำนาจเจ้าไว้

     ดังนั้น การเกิดสำนึกความเป็นชาติเดียวกันอันเป็นผลมาจากมรดกอาณานิคมที่ได้สร้างพื้นที่รัฐชาติไว้อย่างชัดจน อาณานิคมก็ได้ถ่ายเวทย์มนตร์ให้กับชนชั้นปกครองเป็นผู้รับอำนาจมาสร้างอำนาจเบ็ดเสร็จให้กับตน กลุ่มคนชนชั้นปกครอง (ธงชัย วินิจจะกูล เรียกว่า อาณานิคมอำพราง) ได้ฝังรากความคิดให้คนชั้นถัดรองลงมา นั่นคือ ขุนนางข้าราชการเป็นผู้เผยแพร่และต่อยอดการสร้างความเป็นชาติไทยแบบรสจัดเข้มข้น ป้อนความรู้และความคิดลงกบาลของคนในสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง จนรู้สึกได้ว่าชาติอื่นๆที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านเขาด้อยกว่าเรา และอะไรหรือเหตุใดคือการที่เขาด้อยกว่าเรา นั่นคือเขมรด้อยกว่าไทย ? สำหรับรัฐชาติไทยมีชาตินิยมเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ อาจารย์จามะรี เชียงทอง คาดว่าชาตินิยมไทยเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งมีการใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ของชาติหรือการที่เจ้าสยามรู้สึกรังเกียจจงชังคนจีนในไทย จนมีหนังสือของรัชกาลที่ 6 ที่มีลักษณะการต่อต้านจีนหรือจุดเริ่มชาตินิยมในนามว่า ยิวแห่งบูรพาทิศ และความเข้มข้นของชาตินิยมไทยยุคร่วมสมัยถูกปลุกให้ลุกเป็นไฟตอนจอมพลแปลก พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีนับตั้งแต่ทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา และอาจารย์จามะรี เชียงทอง ยังกล่าวอีกด้วยว่าชาตินิยมไทยยุคสมัยใหม่หรือกึ่งพุทธกาลเป็นต้นมามีการผันแปรความรู้สึกความเป็นชาตินิยมไปตามภาวะเศรษฐกิจ นั่นคือ หากเศรษฐกิจประเทศดี กระแสชาตินิยมก็จะอยู่ในระดับที่เบาบาง ในทางตรงกันข้ามหากเศรษฐกิจประเทศซบเซา กระแสชาตินิยมจะถูกปลุกขึ้นมาให้จัดการกับระดับชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมให้ลงตัวและรู้สึกว่าศัตรูที่ทำให้ประเทศซบเซาคือพวกนอกรัฐชาติ

     นั่นคือ การเข้ามาและแผ่ขยายอิทธิพลของลัทธิทุนนิยม ทุนนิยมคือระบบเศรษฐกิจที่เน้นความเสรีสำหรับการทำมาค้าขายระหว่างภายในประเทศและระหว่างต่างประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมาทานมายกตนให้เป็นผู้ที่พัฒนาแล้วนั้น เป็นการวัดคุณค่าของชาติภายใต้กระแสวาทกรรมการพัฒนาแบบตะวันตก ที่เน้นความมั่งคังและความจำเริญเติบโตทางเศรษกิจเป็นหลัก การเห็นวัฒนธรรมตะวันตกเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมโลกว่าเขาเจริญกว่าชาติอื่นๆ การไม่สนใจวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างถ่องแท้ เนื่องจาก การอธิบายประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมีทฤษฎีและแนวคิดของชาติตะวันตกเป็นตัวตั้ง ก่อให้เกิดการแข่งขันระหว่างประเทศ แม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้าน ชาติไทยก็มองเห็นเป็นคนอื่น เป็นผู้ที่ไม่พัฒนา เขาจะมีของดีก็ต่อเมื่อเขาให้ผลประโยชน์แก่เราได้ ดังนั้น ความเป็นชาตินิยมมิได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่ยังเกิดขึันมาพร้อมๆกับการพัฒนาให้ประเทศทันสมัยด้วยความต้องการหลุดพ้นการเป็นประเทศด้อยพัฒนา

    รัฐชาติและลัทธิทุนนิยมสุดโต่ง เป็นปัจจัยหลักของการสร้างระบบวัฒนธรรมการเมืองในประเทศและการเมืองระหว่างประเทศอย่างแยกขั้วกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้การอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติจักต้องอธิบายกลุ่มวัฒนธรรม กลุ่มเชื้อชาติว่าเทือกเขาเหล่ากอพวกเขาเป็นใคร มาจากไหน หรือการปรับพื้นที่การปกครองจากเดิมที่เป็นแว่นแคว้น มีอาณาเขตดินแดนที่ไม่แน่นอน กลายเป็นพื้นที่รัฐชาติที่มีอาณาเขตดินแดนหรืออธิปไตยที่แน่ชัด แต่สำนึกความเป็นชาติมีการเลื่อนไหลไม่แน่นอน

       ดังนั้น ที่กล่าวมามีผลกระทบให้คนในรัฐชาติเกิดความสับสนว่าพวกเขาเป็นใครกันแน่ เพราะอย่าลืมว่าก่อนที่รัฐชาติหรือประเทศไทยจะเกิดขึ้น สยามใช้ระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ด้วยการเน้นอำนาจกษัตริย์อันแสดงออกได้ด้วยการมีกำลังคนหรือไพร่ทาสมากเท่าไหร่ยิ่งแสดงถึงการมีอำนาจมากเท่านั้น บางทีไพร่ทาสก็ไปเกณฑ์จากแคว้นอื่นมา อย่างไทยก็เคยไปเกณฑ์คนลาว คนเขมร คนมอญก็อพยพจากพม่ามาสวามิภักดิ์ต่อเจ้าสยาม จึงก่อให้เกิดว่าเชื้อชาติที่เป็นอยู่เดิมตามสายเลือดซึ่งขัดแย้งกับสำนึกความเป็นรัฐชาติ ที่พยายามใช้วัฒนธรรมกลุ่มเดียวมาซ้อนทับเชื้อชาติที่แตกต่างหลากหลาย ที่แสดงนัยยะถึงการดูถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย ดังการแสดงออกของทุกสังคมในโลกนี้ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม

      ความสับสนของคนในรัฐชาติที่เกิดขึ้นในโลกนี้มีอยู่จำนวนมากพร้อมกับการสร้างสำนึกความเป็นชาติเดียวกันมีผลต่อให้เกิดการแบ่งแยกสำนึกระหว่างรัฐชาติได้อย่างชัดเจน ซึ่งบางทีก็ขัดแย้ง ย้อนแย้งในตนเองเช่นกัน เช่น ถ้าแฟนบอลยูโร 2008จะเห็นได้ว่าลูคัส โพลดอสกี้ นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมนีที่มีเชื้อสายโปแลนด์ นัดแรกของการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2008 ของทีมชาติเยอรมนีพบกับทีมชาติโปแลนด์ ในเกมส์นี้เยอรมนีชนะโปแลนด์ 2-0 ด้วยฝีเท้าของโพลดอสกี้ทั้งสองลูก จะเห็นได้ว่าการยิงเข้าทั้งสองประตู โพลดอสกี้ไม่แสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้าแต่อย่างใด เนื่องจาก เขามีเชื้อสายโปแลนด์ แต่อยู่ในเยอรมนี เป็นต้น

       เพราะฉะนั้น เราพอจะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์ทางสังคมหรือการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในตอนนี้นอกจากจะมีสาเหตุจากประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมและกลุ่มนิยมเจ้าแล้วนั้น เราจะเห็นได้อีกว่ารัฐชาติ ทุนนิยม การเมืองเรื่องชาติพันธุ์เป็นปัจจัยที่น่าสนใจไม่น้อยแก่การพิจารณาถึงความขัดแย้งและการช่วงชิงความหมายทางการเมืองในสังคมไทยในตอนนี้ว่าเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของคนในรัฐชาติในระดับที่ลึกซึ้ง (Deep feel and emotion) หรือที่กล่าวไปแล้วว่าเป็นความอ่อนไหว ฉะนั้น คนในสังคมไทยจะจัดการความรู้สึกในการเมืองแบบแยกขั้วนี้ได้อย่างไรว่าจะไม่ให้ก่อเกิดความรุนแรงต่อกัน อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วตอน 6 ตุลา 2519 แต่นี่จะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วย มิใช่ภายในประเทศแต่เพียงอย่างเดียว รัฐจึงจำเป็นต้องทบทวนทักษะการคิดและการบริหารบ้านเมืองเสียใหม่ว่าจะจัดความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นนี้ให้ดีได้เสียอย่างไร ?

       มากยิ่งกว่านั้น ควรจะทำอย่างไรให้คนในชาติเข้าใจกับสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายและก่อให้เกิดสติปัญญา ความเข้าใจของคนต่างวัฒนธรรม ไม่ใช่การยึดติดวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าคนในสังคมไทยและตัวผมเองไร้สติปัญญาในการแก้ไขการสร้างความเคารพที่แตกต่างหลากหลายและการเคารพจุดยืนของแต่ละคนที่แตกต่างกันด้วย แน่นอนครับว่าผมเห็นด้วยกับนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนที่ขอให้การเมืองไทยสลัดมีทางเลือกที่สาม ไม่ใช่การเข้ารูปเข้ารอยแต่ฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวามาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าในวันนี้เขาจะไม่เรียกว่าฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาก็ตาม แต่นี่คือพลังทางการเมืองที่ก่อรูปพลังขึ้นมาจากอดีตที่ผ่านนานสามทศวรรษ 

        การทบทวนประวัติศาสตร์เขาพระวิหารดังกล่าว เราหรือเขาหรือคนอื่นๆควรจะมองให้เข้ากับแนวคิดโลกานุวัตรด้วย การเกิดขึ้นของโลกสมัยใหม่ที่เน้นตะวันตกเป็นศูนย์กลางก่อให้เกิดความขัดแย้งและความราบรื่นภายในสังคมตั้งมากมาย แต่ความเป็นจริงในวันนี้ที่เกิดขึ้นนั้นเรากำลังอยู่ในทางที่คับแคบ ทางที่หลายคนถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ลงไปให้รู้จักประวัติศาสตร์ที่ช่วยทำหอกอะไรไม่ได้ให้กับบ้านเมือง ชาตินิยมแบบบ้าคลั่งทำให้คนบ้าคลั่งและยากที่จะสามารถจัดการความรู้สึกทางการเมืองที่ไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา อันอาจก่อให้เกิดการปะทะความรุนแรงเมื่อไหร่ก็ได้

       หากสังคมไม่ยอมเคารพความคิดที่หลากหลายหรือไม่ยอมอยู่ทางสายกลาง ดังนั้น เราควรคิดว่ามนุษย์ย่อมมีคุณค่าและความหมายในตนเอง ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใครด้อยกว่าใคร หากเราสามารถที่ข้ามพ้นความอึดอัดของช่วงการรอคอยระเบิดเวลาเพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้ระเบิด สังคมไทยและสังคมโลกจะรู้สึกถึงคุณค่าของการมีชีวิตของคนที่ดำรงอยู่ร่วมกันที่มิได้มีแค่ในรัฐชาติแคบๆเพียงเท่านั้น แต่มีไปทั่วโลกานี้ด้วยซ้ำ ที่สำคัญก็คือโลกนี้ไม่มีผู้ชนะตลอดกาลและไม่มีผู้แพ้ตลอดกาล มนุษย์เราถึงจะได้อยู่อย่างสันติสุข อีกทั้งยังทำให้สังคมรู้จักอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ที่หลายฝ่ายต้องการให้เป็นอย่างที่ลมปากพ่นออกไปด้วย

วิวัฒน์ สวาทขาติ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
feng_shui วันที่ : 27/06/2008 เวลา : 19.15 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

มาเม้นท์แล้วค่ะ เพิ่งเปิดคอมฯเอง จ๊ะ

หุ หุ ได้ขึ้นเรื่องแนะนำจากบก.ด้วยค่ะ ยินดีด้วยค่ะ

อ่านแล้วเห็นด้วยกับคุณเป็นส่วนใหญ่ค่ะ รออยู่ว่าเมื่อไร สังคมจะยอมรับความคิดที่หลากหลาย แต่ไม่ใช่เป็นกลางตะพรึดตะพรือ เอาเป็นว่าเลือกข้างควมถูกต้องและยุติธรรม มิน่าเล่า ประวัติศาสตร์เรื่องเดียวกันจึงมีมุมมองได้ ๒แบบกลางรัฐสภา


ความคิดเห็นที่ 3
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 27/06/2008 เวลา : 19.10 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ขอบคุณครับ...
ปัญหาที่ผมอยากรู้ก็คือ"คนไทย"หรือประเทศไทย มาจากไหน
สมัยผมเรียน คนไทยมาจากเทิกเขาอัลไต
วันนี้ หนังสือบอกคนไทยอยู่ที่นี่...

ผมไม่รู้อันไหนถูก แต่รู้ว่า เขาพระวิหารอยู่ที่นี่มานาน
และเมื่ออยู่ที่นี่ ก็ต้องเป็นของคนที่นี่

แต่เมื่อ"โลก"เขียนแผนที่แล้วยอมรับว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นของไทย
พระวิหารจะเป็นของใครก็ตาม แต่แผ่นดินไทยต้องเป็นของไทย
อย่าไปว่าคนแต่งเพลง"เขาพระวิหาร"ไม่รู้ประวัติศาตร์เลยครับ
แต่เขาแต่งเพื่อแสดงความเห็น

คนแสดงความเห็น ย่อมพร้อมที่จะรับฟังความเห็นคนอื่น
เมื่อมีคนแย้ง ก็น่าจะเกิดการแลกเปลี่ยน..

ผมแปลกใจ ที่พอพูดเรื่องเขมร ทำไมคนไทยไปนึกถึง"เผาสถานทูต" ทำให้ไทยกลัวเขมร
แน่นอน..คนไทย"จิตใจสูง"มากพอที่จะไม่เผาสถานทูตเขมร
แต่คนต่อต้านและอยากได้เขาพระวิหาร ย่อมไม่ผิดปกติแน่นอน...
ความคิดเห็นที่ 2
iheartia วันที่ : 27/06/2008 เวลา : 18.57 น.
http://www.oknation.net/blog/iheartia
...Live is Beautiful...Enjoy Your Life Now!...

เอ่อ...ผมอ่านเรื่องจนจบ เลยมาถึงคอมเมนท์ที่ 1

เอ่อ...คือว่า ขอพูดสั้นๆ เลยนะครับว่า

ช่วงนี้ อาการ "รักชาติเฉพาะปาก" ระบาดที่บ้านเราครับ




ความคิดเห็นที่ 1
แค่คนอีกคน วันที่ : 27/06/2008 เวลา : 17.54 น.
http://www.oknation.net/blog/Bigism
สับปะรด

ไม่มีใครมาเม้นท์เลย โห่เว้ย เฮงโซย!
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

เสี่ยวรำพึง : จากนอกสู่เมือง

จากวันนั้น แม้ว่าตัวฉันจะเคยผิดหวังแต่ฉัน มั่นคงในหัวใจใฝ่ฝัน สิ่งใด สิ่งนั้น สักวันจะมา ความผิดหวังครั้งเราผ่านมา สร้างสรรค์สร้างวันสดใส ให้คนเรียนรู้ตัวชั่วดี อย่างใด อย่างนั้นสักวันเจอะเจอ

View All
<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



คิดอย่างไรกับพวกชาตินิยมจัด ?
ปฏิรูปความรู้
3 คน
ให้โง่อยู่อย่างนั้น
0 คน

  โหวต 3 คน