พิมพ์หน้านี้
|
วิพากษ์การเมืองไทยในวังวนปราสาทเขาพระวิหาร (2)
การอภิปรายไม่วางใจของฝ่ายค้าน (พรรคประชาธิปัตย์) ต่อฝ่ายรัฐบาลหรือการซักฟอกความไม่โปร่งใสการบริหารงานราชการแผ่นดินของรัฐมนตรีเจ็ดท่านถือว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็ทำหน้าที่ได้ดี โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่ใช้หลักนิติศาสตร์เป็นหลักการในการคัดค้านการบริหารงานที่ไม่โปร่งใสของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้่ใช้เวลาสองวันเต็มๆในการอภิปราย (25-26 มิ.ย 2551) และแล้วผลการลงคะแนนเสียงการอภิปรายไม่ไว้วางใจสามารถสรุปได้อย่างที่ทุกคนไม่ต้องคาดคิดว่ารัฐบาลชนะขาดและดำเนินงานบริหารบ้านเมืองต่อไป แต่อย่างน้อยการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ก็อาจจะช่วยให้รัฐบาลหาบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อให้บ้านเมืองไม่ถอยหลังเข้าคลองน้ำเน่ามากไปกว่านี้ ประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และเป็นประเด็นที่คู่อริทางการเมืองอย่างกลุ่มการเมืองข้างถนน (พันธมิตรเสื้อเหลือง) โจมตีรัฐบาลอย่างหนักอยู่นั้น คือ กรณีเขาพระวิหารที่ผมได้กล่าวไปในบทความการทบทวนประวัติศาสตร์เขาพระวิหาร (1) ผมสามารถสรุปได้ว่าปัญหาของกรณีเขาพระวิหารคือการที่กลุ่มการเมืองชั้นนำทั้งหลายใช้วิธีการประวัติศาสตร์ไปใช้ในจุดมุ่งหมายที่ผิดมหันต์ นั่นคือ การใช้ประวัติศาสตร์มาเป็นเครื่องมือของการช่วงชิงความหมายทางการเมืองประชาธิปไตยแบบผักชีโรยหน้า โดยเฉพาะการใช้ประวัติศาสตร์มาปลุกกระแสชาตินิยมแบบบ้าคลั่ง ซึ่งมีที่มาจากมรดกของอาณานิคมอำพราง (ศักดินาและกลุ่มชนชั้นนำ) ให้กับประชาชนที่ส่วนมากไม่รู้อีโหน่อีเหน่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เขาพระวิหารว่าที่มาที่ไปหรือการตีความทางประวัติศาสตร์ที่ดีควรจะเป็นอย่างไร ? และการช่วงชิงความหมายดังกล่าวเป็นการลดคุณค่าวิชาประวัติศาสตร์ด้วย ทั้งนี้การปลุกกระแสชาตินิยมด้วยประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมหรือพวกขวาจัดมีผลทำให้เกิดการลดทอนความรู้และสติปัญญาของคนไทยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยที่คลาดเคลื่อน อันอาจนำมาพฤติกรรมทางสังคมหรือการปะทะกันที่รุนแรง เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งได้เป็นสองขั้ว นั่นคือ ฝ่ายทุนนิยม (ฝ่ายพระเจ้าทักษิณ) และฝ่ายนิยมเจ้า (พันธมิตรและผู้รักในหลวง) การเมืองสองขั้วนี้จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งในเมื่อฝ่ายนิยมเจ้ากำลังมาแรงแซงทางโค้ง เพราะอย่าลืมว่าใครมีอำนาจมากที่สุดในสังคมไทย! แต่ประชาชนควรเข้าใจว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นเกิดจากกลุ่มการเมืองแต่ละกลุ่มมีแนวคิดและวิธีการการบริหารบ้านเมืองที่ต่างกัน ฝ่ายรัฐบาลที่มีพระเจ้าทักษิณเขามองว่าการให้เขาพระวิหารมิได้ถือว่าเป็นเรื่องเสียหาย ไม่ใช่การสูญเสียอธิปไตยของชาติ การให้เขาพระวิหารแก่เขมรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เนื่องจาก ปราสาทเขาพระวิหารควรเป็นของเขมร แม้ว่าการตัดสินของศาลโลกเมื่อปี พ.ศ 2505 จะใช้ตัวปราสาทพระวิหาร (Temple Area) เป็นตัวแบ่งขอบเขตรัฐชาติ ซึ่งมิได้เป็นไปตามการแบ่งเขตแดนตามมาตรฐานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนที่ใช้หลักภูมิศาสตร์ที่ยึดสภาพภูมิประเทศเป็นหลัก เพราะปราสาทเขาพระวิหารจะอยู่ได้ก็มีผืนดินเป็นตัวรองรับการมีอยู่ของปราสาท ทั้งนี้การให้เขาปราสาทพระวิหารรัฐบาลเห็นว่าเพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศราบรื่นและมีการทำมาค้าขายระหว่างประเทศต่อไปอย่างราบรื่น ส่วนฝ่ายที่ออกมาคัดค้านรัฐบาล เช่น พรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตร เป็นต้น เขาใช้หลักประวัติศาสตร์กระแสหลักเป็นฐานคิดของการมองว่ากรณีเขาพระวิหารยังไม่มีการสิ้นสุดทางคดี แต่คดีเขาพระวิหารศาลโลกก็เห็นว่าฝ่ายไทยมิได้ท้วงติงมาแต่อย่างใดนับจากที่ศาลโลกได้ตัดสินคดีเป็นเอกฉันท์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาถูกประวัติศาสตร์กระแสหลักหรือประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมครอบงำจนโงหัวไม่ขึ้นว่านี่คือการสูญเสียดินแดน การสูญเสียอธิปไตย แม้ลมปากของผู้นำฝ่ายค้านกล่าวไว้ว่าเรามิได้ต้องการให้เกิดความขัดแย้งไทยและเขมรแต่อย่างใด แต่ด้วยเจตนาที่ส่อแสดงออกมา เท่ากับว่าไทยดูถูกเขมรอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ศักดินายังคงใชัศัพท์แสงของเขมรอยู่จนถึงทุกวันนี้ การสูญเสียอธิปไตยดังกล่าวยังเป็นผลของการคดโกงของนายทุนท่านหนึ่งที่หน้าเหลี่ยม ซึ่งถือว่าเป็นนายทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในเมืองไทยทั้งในแง่การเมืองและเศรษฐกิจ การหวังกอบโกยเอาแต่ผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว โดยที่ประชาชนไม่ได้รับผลประโยชน์เหล่านั้นได้อย่างทั่วถึงเท่ากับว่านี่พวกทรยศต่อประเทศชาติบ้านเมือง ซึ่งการที่ชาติไทยมีอยู่ทุกวันนี้ได้ก็เพราะทฤษฎีวีรบุรุษ ไม่ใช่ข้าทาสประชาชนธรรมดาแต่อย่างใด จึงทำให้ฝ่ายที่คัดค้านออกอาการต่อต้านกันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช ผมอยากขอย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว ซึ่งคุณสื่อเขมรปล่อยข่าวว่าคุณกบ สุวนันท์ คงยิ่ง นางเอกชื่อดังไปกล่าวเกี่ยวกับปราสาทนครวัด-นครธมว่าเป็นเกี่ยวข้องกับไทยอย่างไร ? ครั้งนั้นสื่อเขมรจะพูดจริงหรือพูดเท็จ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าการบุกเผาสถานฑูตไทยในกัมพูชาเป็นผลมาจากลัทธิชาตินิยมแบบสุดขั้ว ผมคิดว่าทัศนะของชาวกัมพูชาที่มีต่อคนไทยเป็นไปในทางแง่ลบมาตลอด นั่นคือ เราไปดูถูกเขามาตลอด เห็นเขาด้อยค่าด้อยราคากว่าเรา เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นผลผลิตมาจากการสร้างรัฐชาติ พร้อมๆกับการแผ่อิทธิพลของลัทธิทุนนิยมที่ว่าเรื่องด้วยการทำมาค้าขายแบบเสรี เน้นกำไรสูงสุดหรือผลประโยชน์สูงสุด สรุปได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกนึกคิดของคนในรัฐชาติทั้งสองรัฐเป็นอย่างมาก การเกิดขึ้นของรัฐชาติของไทยและกัมพูชาหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นมรดกของอาณานิคมที่ได้สร้างให้ดินแดนอุษาอาคเนย์ในช่วงคริสตวรรษที่ 19 มรดกอาณานิคมในกรณีเขาพระวิหารก่อให้เกิดการมีพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าใครควรจะเป็นของใคร ขอให้พิจารณาว่ารัฐชาติเป็นพื้นที่ขอบเขตรัฐที่แน่นอน ช่วงการเกิดสำนึกรัฐชาติที่่รุนแรงเริ่มเกิดขึ้นในช่วงกึ่งกลางคริสศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่ช่วงการปกครองของจอมแปลก พิบูลสงคราม ที่เน้นความเป็นชาตินิยมไทยแบบสมัยใหม่ (ไทยปนฝรั่ง) ส่วนเขมรก็เกิดลัทธิชาตินิยมไล่เลี่ยกับประเทศไทยเช่นกัน ปัญหาคือว่ารัฐชาติมีผลต่อคนในสังคมประเทศชาตินั้นอย่างไร ? ความเป็นชาตินิยมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้วัฒนธรรมหลักเป็นหลักการเผยแพร่วัฒนธรรมของศูนย์กลางเพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของชุมชนในจินตนาการ (Imagine Community) ตามกลไกทางสังคมที่ทำหน้าที่การเผยแพร่วัฒนธรรมกลุ่มผู้มีอำนาจสูงสุดให้กับอาณาบริเวณชายขอบรอบนอก อย่างเช่น สยามหรือไทยก็จะบังคับให้คนเหนือ คนอีสาน คนใต้ พูดภาษาไทยกลางให้ได้ตามกลไกสังคมที่เป็นสถาบันการศึกษาได้เป็นเครื่องมือหนึ่งของการสร้างรัฐชาติ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ที่่กระจายขายไปทั่วรัฐชาติซึ่งทำให้เกิดจินตนาการว่าคนภาคเหนือเป็นอย่างไร คนภาคใต้ก็รู้ว่าคนภาคอีสานเป็นอย่างไร ด้วยการใช้แนวคิดหนึ่งๆที่ฝังในตัวหนังสือซึ่งถือว่าเป็นรูปสัญญะหนึ่งให้ประชาชนรู้สึกประหนึ่งว่ามีคนที่เป็นพวกเดียวกับเราและการปลูกฝังอุดมการณ์หลักของชาติไทยคือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รวมทั้งการสร้างประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมตามแบบแผนเรียนที่เน้นทฤษฎีวีรบุรุษตลอดกาล ไม่ใช่ประชาชนหรือไพร่ทาสเป็นผู้สร้างชาติ สำนึกชาตินิยมไทยจึงพ่วงมากับการนิยมเจ้าไปพร้อมๆกัน เพื่อคงอำนาจเจ้าไว้ ดังนั้น การเกิดสำนึกความเป็นชาติเดียวกันอันเป็นผลมาจากมรดกอาณานิคมที่ได้สร้างพื้นที่รัฐชาติไว้อย่างชัดจน อาณานิคมก็ได้ถ่ายเวทย์มนตร์ให้กับชนชั้นปกครองเป็นผู้รับอำนาจมาสร้างอำนาจเบ็ดเสร็จให้กับตน กลุ่มคนชนชั้นปกครอง (ธงชัย วินิจจะกูล เรียกว่า อาณานิคมอำพราง) ได้ฝังรากความคิดให้คนชั้นถัดรองลงมา นั่นคือ ขุนนางข้าราชการเป็นผู้เผยแพร่และต่อยอดการสร้างความเป็นชาติไทยแบบรสจัดเข้มข้น ป้อนความรู้และความคิดลงกบาลของคนในสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง จนรู้สึกได้ว่าชาติอื่นๆที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านเขาด้อยกว่าเรา และอะไรหรือเหตุใดคือการที่เขาด้อยกว่าเรา นั่นคือเขมรด้อยกว่าไทย ? สำหรับรัฐชาติไทยมีชาตินิยมเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ อาจารย์จามะรี เชียงทอง คาดว่าชาตินิยมไทยเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งมีการใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ของชาติหรือการที่เจ้าสยามรู้สึกรังเกียจจงชังคนจีนในไทย จนมีหนังสือของรัชกาลที่ 6 ที่มีลักษณะการต่อต้านจีนหรือจุดเริ่มชาตินิยมในนามว่า ยิวแห่งบูรพาทิศ และความเข้มข้นของชาตินิยมไทยยุคร่วมสมัยถูกปลุกให้ลุกเป็นไฟตอนจอมพลแปลก พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีนับตั้งแต่ทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา และอาจารย์จามะรี เชียงทอง ยังกล่าวอีกด้วยว่าชาตินิยมไทยยุคสมัยใหม่หรือกึ่งพุทธกาลเป็นต้นมามีการผันแปรความรู้สึกความเป็นชาตินิยมไปตามภาวะเศรษฐกิจ นั่นคือ หากเศรษฐกิจประเทศดี กระแสชาตินิยมก็จะอยู่ในระดับที่เบาบาง ในทางตรงกันข้ามหากเศรษฐกิจประเทศซบเซา กระแสชาตินิยมจะถูกปลุกขึ้นมาให้จัดการกับระดับชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมให้ลงตัวและรู้สึกว่าศัตรูที่ทำให้ประเทศซบเซาคือพวกนอกรัฐชาติ นั่นคือ การเข้ามาและแผ่ขยายอิทธิพลของลัทธิทุนนิยม ทุนนิยมคือระบบเศรษฐกิจที่เน้นความเสรีสำหรับการทำมาค้าขายระหว่างภายในประเทศและระหว่างต่างประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมาทานมายกตนให้เป็นผู้ที่พัฒนาแล้วนั้น เป็นการวัดคุณค่าของชาติภายใต้กระแสวาทกรรมการพัฒนาแบบตะวันตก ที่เน้นความมั่งคังและความจำเริญเติบโตทางเศรษกิจเป็นหลัก การเห็นวัฒนธรรมตะวันตกเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมโลกว่าเขาเจริญกว่าชาติอื่นๆ การไม่สนใจวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างถ่องแท้ เนื่องจาก การอธิบายประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมีทฤษฎีและแนวคิดของชาติตะวันตกเป็นตัวตั้ง ก่อให้เกิดการแข่งขันระหว่างประเทศ แม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้าน ชาติไทยก็มองเห็นเป็นคนอื่น เป็นผู้ที่ไม่พัฒนา เขาจะมีของดีก็ต่อเมื่อเขาให้ผลประโยชน์แก่เราได้ ดังนั้น ความเป็นชาตินิยมมิได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่ยังเกิดขึันมาพร้อมๆกับการพัฒนาให้ประเทศทันสมัยด้วยความต้องการหลุดพ้นการเป็นประเทศด้อยพัฒนา รัฐชาติและลัทธิทุนนิยมสุดโต่ง เป็นปัจจัยหลักของการสร้างระบบวัฒนธรรมการเมืองในประเทศและการเมืองระหว่างประเทศอย่างแยกขั้วกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้การอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติจักต้องอธิบายกลุ่มวัฒนธรรม กลุ่มเชื้อชาติว่าเทือกเขาเหล่ากอพวกเขาเป็นใคร มาจากไหน หรือการปรับพื้นที่การปกครองจากเดิมที่เป็นแว่นแคว้น มีอาณาเขตดินแดนที่ไม่แน่นอน กลายเป็นพื้นที่รัฐชาติที่มีอาณาเขตดินแดนหรืออธิปไตยที่แน่ชัด แต่สำนึกความเป็นชาติมีการเลื่อนไหลไม่แน่นอน ดังนั้น ที่กล่าวมามีผลกระทบให้คนในรัฐชาติเกิดความสับสนว่าพวกเขาเป็นใครกันแน่ เพราะอย่าลืมว่าก่อนที่รัฐชาติหรือประเทศไทยจะเกิดขึ้น สยามใช้ระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ด้วยการเน้นอำนาจกษัตริย์อันแสดงออกได้ด้วยการมีกำลังคนหรือไพร่ทาสมากเท่าไหร่ยิ่งแสดงถึงการมีอำนาจมากเท่านั้น บางทีไพร่ทาสก็ไปเกณฑ์จากแคว้นอื่นมา อย่างไทยก็เคยไปเกณฑ์คนลาว คนเขมร คนมอญก็อพยพจากพม่ามาสวามิภักดิ์ต่อเจ้าสยาม จึงก่อให้เกิดว่าเชื้อชาติที่เป็นอยู่เดิมตามสายเลือดซึ่งขัดแย้งกับสำนึกความเป็นรัฐชาติ ที่พยายามใช้วัฒนธรรมกลุ่มเดียวมาซ้อนทับเชื้อชาติที่แตกต่างหลากหลาย ที่แสดงนัยยะถึงการดูถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย ดังการแสดงออกของทุกสังคมในโลกนี้ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม ความสับสนของคนในรัฐชาติที่เกิดขึ้นในโลกนี้มีอยู่จำนวนมากพร้อมกับการสร้างสำนึกความเป็นชาติเดียวกันมีผลต่อให้เกิดการแบ่งแยกสำนึกระหว่างรัฐชาติได้อย่างชัดเจน ซึ่งบางทีก็ขัดแย้ง ย้อนแย้งในตนเองเช่นกัน เช่น ถ้าแฟนบอลยูโร 2008จะเห็นได้ว่าลูคัส โพลดอสกี้ นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมนีที่มีเชื้อสายโปแลนด์ นัดแรกของการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2008 ของทีมชาติเยอรมนีพบกับทีมชาติโปแลนด์ ในเกมส์นี้เยอรมนีชนะโปแลนด์ 2-0 ด้วยฝีเท้าของโพลดอสกี้ทั้งสองลูก จะเห็นได้ว่าการยิงเข้าทั้งสองประตู โพลดอสกี้ไม่แสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้าแต่อย่างใด เนื่องจาก เขามีเชื้อสายโปแลนด์ แต่อยู่ในเยอรมนี เป็นต้น เพราะฉะนั้น เราพอจะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์ทางสังคมหรือการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในตอนนี้นอกจากจะมีสาเหตุจากประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมและกลุ่มนิยมเจ้าแล้วนั้น เราจะเห็นได้อีกว่ารัฐชาติ ทุนนิยม การเมืองเรื่องชาติพันธุ์เป็นปัจจัยที่น่าสนใจไม่น้อยแก่การพิจารณาถึงความขัดแย้งและการช่วงชิงความหมายทางการเมืองในสังคมไทยในตอนนี้ว่าเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของคนในรัฐชาติในระดับที่ลึกซึ้ง (Deep feel and emotion) หรือที่กล่าวไปแล้วว่าเป็นความอ่อนไหว ฉะนั้น คนในสังคมไทยจะจัดการความรู้สึกในการเมืองแบบแยกขั้วนี้ได้อย่างไรว่าจะไม่ให้ก่อเกิดความรุนแรงต่อกัน อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วตอน 6 ตุลา 2519 แต่นี่จะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วย มิใช่ภายในประเทศแต่เพียงอย่างเดียว รัฐจึงจำเป็นต้องทบทวนทักษะการคิดและการบริหารบ้านเมืองเสียใหม่ว่าจะจัดความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นนี้ให้ดีได้เสียอย่างไร ? มากยิ่งกว่านั้น ควรจะทำอย่างไรให้คนในชาติเข้าใจกับสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายและก่อให้เกิดสติปัญญา ความเข้าใจของคนต่างวัฒนธรรม ไม่ใช่การยึดติดวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าคนในสังคมไทยและตัวผมเองไร้สติปัญญาในการแก้ไขการสร้างความเคารพที่แตกต่างหลากหลายและการเคารพจุดยืนของแต่ละคนที่แตกต่างกันด้วย แน่นอนครับว่าผมเห็นด้วยกับนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนที่ขอให้การเมืองไทยสลัดมีทางเลือกที่สาม ไม่ใช่การเข้ารูปเข้ารอยแต่ฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวามาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าในวันนี้เขาจะไม่เรียกว่าฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาก็ตาม แต่นี่คือพลังทางการเมืองที่ก่อรูปพลังขึ้นมาจากอดีตที่ผ่านนานสามทศวรรษ การทบทวนประวัติศาสตร์เขาพระวิหารดังกล่าว เราหรือเขาหรือคนอื่นๆควรจะมองให้เข้ากับแนวคิดโลกานุวัตรด้วย การเกิดขึ้นของโลกสมัยใหม่ที่เน้นตะวันตกเป็นศูนย์กลางก่อให้เกิดความขัดแย้งและความราบรื่นภายในสังคมตั้งมากมาย แต่ความเป็นจริงในวันนี้ที่เกิดขึ้นนั้นเรากำลังอยู่ในทางที่คับแคบ ทางที่หลายคนถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ลงไปให้รู้จักประวัติศาสตร์ที่ช่วยทำหอกอะไรไม่ได้ให้กับบ้านเมือง ชาตินิยมแบบบ้าคลั่งทำให้คนบ้าคลั่งและยากที่จะสามารถจัดการความรู้สึกทางการเมืองที่ไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา อันอาจก่อให้เกิดการปะทะความรุนแรงเมื่อไหร่ก็ได้ หากสังคมไม่ยอมเคารพความคิดที่หลากหลายหรือไม่ยอมอยู่ทางสายกลาง ดังนั้น เราควรคิดว่ามนุษย์ย่อมมีคุณค่าและความหมายในตนเอง ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใครด้อยกว่าใคร หากเราสามารถที่ข้ามพ้นความอึดอัดของช่วงการรอคอยระเบิดเวลาเพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้ระเบิด สังคมไทยและสังคมโลกจะรู้สึกถึงคุณค่าของการมีชีวิตของคนที่ดำรงอยู่ร่วมกันที่มิได้มีแค่ในรัฐชาติแคบๆเพียงเท่านั้น แต่มีไปทั่วโลกานี้ด้วยซ้ำ ที่สำคัญก็คือโลกนี้ไม่มีผู้ชนะตลอดกาลและไม่มีผู้แพ้ตลอดกาล มนุษย์เราถึงจะได้อยู่อย่างสันติสุข อีกทั้งยังทำให้สังคมรู้จักอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ที่หลายฝ่ายต้องการให้เป็นอย่างที่ลมปากพ่นออกไปด้วย วิวัฒน์ สวาทขาติ |
| พวกเรามาแล้วจ้า (Bigman) | ||
พวกเราผู้ปราบเหล่าร้ายที่ทำให้ชีวิตท่านลำเค็ญทุกข์ยาก งอมพระรามมาชั่วนาตาปี ชดใช้เวรกรรมที่ท่านก่อทำไว้ในชาติที่แล้วนั้นก็ไม่หมด เมื่อท่านช่วยตนเองไม่ได้พวกเราจะมาช่วยท่านและพวกท่านก็ควรให้ความร่วมมือ |
||
|
View All |
||
| เสี่ยวรำพึง : จากนอกสู่เมือง | ||
จากวันนั้น แม้ว่าตัวฉันจะเคยผิดหวังแต่ฉัน มั่นคงในหัวใจใฝ่ฝัน สิ่งใด สิ่งนั้น สักวันจะมา ความผิดหวังครั้งเราผ่านมา สร้างสรรค์สร้างวันสดใส ให้คนเรียนรู้ตัวชั่วดี อย่างใด อย่างนั้นสักวันเจอะเจอ |
||
|
View All |
||