พิมพ์หน้านี้
|
วิพากษ์การเมืองไทยในวังวนปราสาทเขาพระวิหาร (จบแล้ว แต่เรื่องยังไม่จบ)
เมื่อวาน (27/05/2551) นี้ผู้เขียนรู้สึกดีใจมากนะครับที่ผู้คอมเม้นท์ท่านหนึ่งมากล่าวว่าบทความที่ผมเขียนได้ขึ้นเป็นเรื่องแนะนำจากกองบรรณาธิการ oknation.netด้วย ผู้เขียนมิได้คิดว่าจะมีผู้เข้ามาอ่านบทความของผมอย่างชื่นชม แล้วจะเลือกหยิบบทความของผมขึ้นมาเป็นหัวข้อที่ให้ผู้ชมควรอ่าน แต่เมื่อท่านได้เลือกบทความชิ้นที่แล้วของผม ผมจึงมีแรงบันดาลใจสำหรับการที่จะเขียนชิ้นต่อมานั่นก็คือการทบทวนประวัติศาสตร์เขาพระวิหารครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นที่จะวิเคราะห์ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงการปฏิวัติ 2475 มาอย่างคร่าวๆเพื่อปูภาพการเมืองไทยมาที่ละฉากว่าวันนี้มีได้อย่างไรและอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งที่เราคาดคิดได้และทำนายไม่ได้ แต่เรื่องนี้ผมจะจบไว้แค่นี้ แต่เรื่องจริงยังไม่จบและยังต้องดำเนินเรื่องต่อไป ท่ามกลางการปิดตาตีกันของแต่ละฝ่ายด้วยมุมมองเชิงเดี่ยว เนื่องจากการไม่เคารพความคิดที่แตกต่างหลากหลายและการยึดมาตรฐานความคิดว่าตนดีกว่าคนอื่น เริ่มตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 หรือการล้มการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยคณะราษฎรซึ่งเป็นชนชั้นปกครองใหม่ที่มีพื้นฐานมาจากการที่กลุ่มปฏิวัติเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกของการแสดงบนละครเวทีการเมืองตรงหน้าฉากได้อย่างสมบูรณ์แบบ เหมือนว่าระบอบกษัตริย์ไทยควรจะถูกล้มไปเสียตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่ว่ากลุ่มปฏิวัติหรือคณะราษฎรขวัญอ่อนเกินไปเจอพลังศักดินาที่เก๋าเกมส์กว่าครอบงำให้ทนอยู่ภายใต้อำนาจศักดินามาจนถึงทุกวันนี้ การปฏิวัติ 2475 มีหลายท่าน (ที่ผมไม่ทราบชื่อ แต่เป็นกลุ่มนิยมเจ้าอย่างแน่นอน) กล่าวไว้ว่าตอนนนั้นประเทศไทยยังไม่พร้อมสำหรับการเป็นเมืองที่ปกครองด้วยระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย ด้วยว่าประชาชนทั่วประเทศยังมิได้รับทราบหรือรับรู้ว่าการปกครองประชาธิปไตยคือการปกครองแบบใดและเป็นการกระทำแบบชิงสุกก่อนห่าม (อ้างอิงจากหนังสือสารคดี รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย รวม 3 เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย,2541) แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่นำระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยเข้ามาให้ศักดินายอมเปลี่ยนใจการปกครองนั้น เขาเห็นว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยจะช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมไทยไม่ให้มีภาพลักษณ์แบบป่าเถื่อนล้าหลังใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จริงอยู่ว่าในส่วนตัวของผมแล้วผมเห็นว่าการปฏิวัติ 2475 ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรได้รับการยกย่องไว้ เพราะว่าอำนาจศักดินาเป็นอำนาจผูกขาดในประเทศไทยมาตลอดเวลา การตัดสินใจโดยคนกลุ่มเดียวไม่สามารถที่จะทำให้ประชาชนที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมวังแบบสยามรับรู้ว่าตนจะอยู่ในบ้านเมืองนี้ได้อย่างไร ไม่ต้องการให้มีผู้ผูกขาดชีวิตโดยไม่เชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ของตนและไม่ยักอยากจะเห็นผู้มีบุญแต่เพียงท่านเดียวด้วย แต่ถึงอย่างไรแล้วนั้นผู้ที่ปฏิวัติ 2475 ล้วนเป็นกลุ่มทหารที่ว่างงานจากการรบราข้าศึกเป็นส่วนใหญ่แล้วลงมือการเปลี่ยนแปลงการปกครองบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแบบผักชีโรยหน้านับตั้งแต่นั้นมา การที่ทหารเป็นใหญ่ในการเมืองและกลุ่มข้าราชการ กลุ่มเทคโนแครต ซึ่งเรียกเป็นแนวคิดว่าเป็นกลุ่มอำมาตยาธิปไตยเป็นกลุ่มการเมืองเริ่มแรกที่สร้างระบบกลุ่มอำนาจของตนอย่างเข้มแข็งมาตลอด แต่ประวัติศาสตร์การเมืองในช่วงนี้ทหารคือเป็นผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ที่สุด ช่วงสำคัญที่สุดคือการเถลิงอำนาจของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ที่ทำการรัฐประหารและก้าวเหยียบขึ้นแท่นอำนาจตั้งแต่ปี พ.ศ 2581 เป็นต้นมา ช่วงนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ในช่วงการปะทุติดต่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เริ่มลุกลามไปตามภูมิภาคต่างๆของโลก อย่างที่ญี่ปุ่นได้เข้ามาเจรจากับรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงครามขอดินแดนไทยเป็นฐานทัพเพื่อเป็นทางผ่านเข้าสู่ประเทศพม่าแล้วญี่ปุ่นมีเป้าหมายใหญ่ที่การเข้าสู่ประตูตอนใต้ของประเทศจีน ถึงอย่างไรนั้น ผมจะไม่กล่าวถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่อย่างใด แต่ควรกล่าวถึงมรดกที่จอมพลแปลก พิบูลสงครามสร้างความเป็นไทยไว้ใหักับประเทศไทยไว้ให้ดินแดนนี้ ซึ่งพอสรุปได้ว่าการสร้างเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ไทยแบบสมัยใหม่ อย่างที่ธงชัย วินิจจะกูล กล่าวไว้ว่าอัตลักษณ์ไทยเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมไทยปนวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งผมเข้าใจว่าอัตลักษณ์ไทยที่อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูลได้กล่าวไว้นั้น ความเป็นไทยหรืออัตลักษณ์แบบไทยๆคือการนำวัฒนธรรมไทยแบบเจ้าสยาม ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชนชั้นสูงผสมผสานกับความเป็นตะวันตกให้แลดูมีความเป็นสากลหรือการปิดกั้นวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือความเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นไว้ให้จนหมดเรียบ ดังเช่น เช่น ประกาศให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชปะแตน และให้นุ่งกางเกงขายาวแทน มีการยกเลิกบรรดาศักด์ และยศข้าราชการพลเรือน มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 และเปลี่ยนวันขึ้น ปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคมของทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล โดยเริ่มเปลี่ยนในปี พ.ศ. 2484 ทำให้ ปี พ.ศ. 2483 มีเพียง 9 เดือน มีการสร้างชาติ ด้วยวัฒนธรรมใหม่ โดยจัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2485 เพื่อจัดระเบียบการดำเนินชีวิตของคนไทยให้เป็นแบบอารยประเทศ โดยประกาศรัฐนิยมฉบับต่างๆ และสั่งห้ามประชาชนเลิกกินหมากโดยเด็จขาด ให้ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบน เปลี่ยนมานุ่งผ้าถุงแทน ให้สวมหมวก สวมรองเท้า และยังวางระเบียบการใช้คำแทนชื่อเป็นมาตรฐาน เช่น ฉัน ท่าน เรา และมีคำสั่งให้ข้าราชการกล่าวคำว่า"สวัสดี"ในโอกาสแรกที่พบกัน เป็นต้น (อ้างอิงจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5_%E0%B8%9B. หัวข้อ แปลก พิบูลสงคราม) จะเห็นได้ว่าความเป็นไทยที่ถูกนิยามความหมายจากชนชั้นผู้ปกครองอันสูงศักดิ์มีอิทธิพลต่อแนวความคิด พฤติกรรม วิถีชีวิต หรือจะเรียกแบบกำปั้นทุบดินว่ามีผลกระทบต่อวัฒนธรรมไทยอย่างใหญ่หลวงยิ่งนัก การกำหนดวัฒนธรรมดังกล่าวถูกส่งถ่ายไปยังกลไกสังคมต่างๆ ด้วยระบบอำมาตยาธิปไตยเป็นหลักการเผยแพร่วัฒนธรรมและวัฒนธรรมแบบทหารที่เน้นความมั่นคงของชาติ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยตั้งแต่ส้นเท้าถึงปลายผมได้ฝังรากลึกเข้าสู่วัฒนธรรมการศึกษาตามสถาบันการศึกษาไทยมาตลอดดังจะเห็นได้จากการที่นักเรียนถูกบงการร่างกายแบบทหาร การเข้าแถวหน้าเสาธงเพื่อเคารพธงชาติ การเดินแถวไปเรียนแบบตอนเรียงหนึ่ง แถมมิวายเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยยังเจอระบบรับน้องมหาโหดที่เขาเรียกว่า Sotus คอยกุมชะตาชีวิตในบ่วงแห่งวัฒนธรรมทหารอย่างดิ้นไม่หลุด คายก็ไม่ออก เอะอะๆก็คือความระเบียบเรียบร้อย สังคมถึงเบี่ยงเบนหรือแหวกแนวไปมาก ทึ่ความฉิบหายของการเมืองไทยจะขาดเสียมิได้ คือกลุ่มนายทุนที่เข้ามัวสร้างความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์กับกลุ่มอำมาตยาธิปไตย การจำเริญเติบโตของกลุ่มพ่อค้าวาณิชย์ในสังคมไทยซึ่งมากล้วนไปด้วยพวกกลุ่มกุลีเจ๊กที่หอบเสื่อหมอนใบมาตั้งแต่ช่วงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น พวกเจ๊กและกลุ่มอำมาตยธิปไตยจึงพึ่งพาอาศัยของการธำรงอำนาจของแต่ละฝ่าย นั่นคือ กลุ่มเจ๊กหรือกลุ่มพ่อค้าวาณิชย์ก็ขอส่วนบุญจากนักการเมืองใช้เส้นใช้สายสร้างหนทางการค้าที่เปิดกว้างกว่านี้ เพื่อจะได้ดูดซับผลประโยชน์ให้หนำใจเสียหน่อย ส่วนอำมาตยาธิปไตยก็หันความร่ำรวยของนายทุนเจ๊กกรุยทางสร้างผลประโยชน์ให้กับตนอยู่ไม่น้อย พร้อมเดียวกันนั้นพวกนายทุนก็เตรียมเข้าสู่ถนนสายการเมืองมาเป็นระยะๆ จนเจ๊กครองเมืองไทยในด้านเศรษฐกิจไปแล้วในปัจจุบันนี้ ความเติบโตและความเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจในสังคมไทย สามารถเริ่มเห็นได้ชัดเจนเมื่อกลุ่มทหารซึ่งมีอำนาจปกครองบ้านเมืองอยู่นั้นได้สร้างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ไปสมคบและหลงเชื่อพวกอเมริกันที่เข้ามาสูบผลประโยชน์ในเมืองไทยและการขยายลัทธิประชาธิปไตยทั่วโลกหรือช่วงยุคสงครามเย็น แต่เป็นสงครามร้อนในภูมิภาคของโลกแต่ละแห่ง การหลงเชื่อแนวคิดความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบลำดับขั้นของรอสโทว์ที่เชื่อว่าจะพัฒนาจากจุดต่ำสุดไปสู่จุดสูงสุดที่เต็มไปด้วความมั่งคั่ง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นมีผลต่อการเน้นแนวคิดการพัฒนาประเทศด้วยการใช้กำลังคนที่รัฐประสงค์ให้เกิดคนกลุ่มใหม่มาพัฒนาประเทศชาติให้สูงยิ่งขึ้นไป นั่นคือ การเติบโตของกลุ่มคนชั้นกลางหรือชนชั้นกลาง (Middle Class) ซึ่งจอมพลสฤษดิ์กล่าวไว้ว่า "วิธีดีที่สุดในการสร้างชาติ สร้างประชาสังคมให้มีหลักฐานมั่นคง เป็นการสร้างชนชั้นกลางให้มีมากกว่าชนชั้นอื่น...เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า เราสามารถสร้างชนชั้นกลางขึ้นมาได้มากเพียงใด ก็เป็นการสร้างสังคมใหม่สำหรับประเทศ และเป็นสังคมผาสุกมากเพียงนั้น แผนผังและโครงการเศรษฐกิจที่ทำขึ้นแล้วก็มุ่งไปสู่จุดหมายนั้น" (อ้างอิงจากหนังสือสารคดี รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย รวม 3 เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย (หน้า 5),2541) ซึ่งหนึ่งในบุคคลที่สำคัญอีกคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการสร้างแผนพัฒนาฯ คือ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งเคยเป็นผู้ร่วมขบวนการเสรีไทยมีบทบาทในการผลักดันมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย เพราะก่อนหน้านั้นป๋วย อึ๊งภากรณ์มีบทบาทสำคัญในการเงินการคลังของประเทศเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ แต่ท่านจะไม่ใช้บุญบารมีที่เคยเป็นเสรีไทยมาก่อนมาเป็นนักการเมืองเพราะท่านต้องการมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ต้องการสูบผลประโยชน์จากชาวบ้าน แต่ด้วยเหตุที่ว่าอาจารย์ป๋วยเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมานาน 12 ปี ซึ่งเศรษฐกิจตอนนั้นได้ขยายเสถียรภาพการทำความจำเริญเติบโตไปมาก ไร้การแทรกแซงของกลุ่มการเมือง จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่อาจารย์ป๋วยได้ทำไว้เมื่อปี พ.ศ 2507 คือการได้กล่าวสุนทรพจน์ของสมาคมธนาคารไทย เพื่อเตือนสติผู้มีอำนาจ มีใจความว่า จอมพล ถนอม นายกรัฐมนตรีผู้มีคำขวัญประจำใจว่า "จงทำดี จงทำดี จงทำดี" มีนโยบายไม่เห็นด้วยที่รัฐมนตรีจะไปยุ่งเกี่ยว กับ "การค้า" แต่ทำไมจึงมีรัฐมนตรีบางคนไปเป็นกรรมการในธนาคารต่างๆ หรือเป็นเพราะว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ใช่ "การค้า" ชนิดหนึ่ง กลอนนั้นมีข้อความว่า ยังจนในไม่รู้อยู่ข้อหนึ่ง จอมพล ถ. ท่านแถลงแจ้งเป็นเรื่อง ฉะนั้น การเมืองยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นยุคของเผด็จการครองเมืองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การเห็นการต่อต้านทางการเมืองของประชาชนและการเห็นประชาชนทำผิดกฎหมายเป็นสิ่งที่เลวร้ายและควรกำจัดกลุ่มคนเหล่านี้ด้วยวิธีการที่รุนแรงถึงขั้นชีวิตมนุษย์ ธีรยุทธ บุญมี กล่าวไว้ว่าสิ่งที่ผู้ปกครองที่เป็นทหารได้สร้างไว้เป็นความหวาดกลัวทางการเมือง ไม่มีใครกล้ากวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มทหารเพราะเกรงว่าจะถูกเล่นงานถึงขั้นชีวิตเอา ด้วยความหวาดกลัวที่รัฐได้สร้างไว้จนประชาชนตัวสั่น กลุ่มคนชั้นกลางที่เห็นและรู้สึกคิดเป็นไปกับบ้านเมืองในยุคทศวรรษ 2510 ซึ่งจอมพลสฤษด์ ธนะรัชต์ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ พ.ศ 2506 จอมพลถนอม กิตติขจรและมือสนับสนุนอย่างจอมพลประภาส จารุเสถียรเป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมทางการเมืองดังกล่าวไว้จนชนชั้นกลางที่เป็นกลุ่มนักศึกษา นายทุน หรือชนชั้นล่างที่ถูกกดขี่ย่ำยีศักดิ์ศรีมาตลอด ท่านปรารมภ์ผมก็เห็นเด่นประเทือง ว่าใครเฟื่องเป็นผู้ใหญ่ในราชการ ตัวอย่างเช่นเป็นรัฐมนตรี ไม่ควรมีการค้ามาสมาน อย่าเกี่ยวข้องเที่ยวรับทำเป็นกรรมการ สมาจารข้อนี้ดีจริงเจียว ผมสงสัยไม่แจ้งกิจการค้า หมายความว่ากิจการใดบ้างยังเฉลียว กิจการธนาคารท่านผู้ใหญ่จะไม่เกี่ยว หรือจะเหนี่ยวรั้งไว้ไม่นับ สุนทรพจน์นี้เป็นที่กล่าวขานกันทั่ว. ในยุคสมัยรัฐบาลทหาร ดร. ป๋วย เป็นข้าราชการผู้ใหญ่คนเดียวที่กล้าวิจารณ์ นักการเมือง รัฐมนตรี และนายทหารชั้นสูง ที่มักเข้าไปดำรงตำแหน่งประธานหรือกรรมการธนาคารต่างๆ เพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว. เมื่อจอมพลถนอมทราบความ ก็ยินยอมลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคารพาณิชย์ แต่ไม่มีรัฐมนตรีคนใดลาออกตาม (อ้างจากวิกีพีเดีย หัวข้อป๋วย อึ๊งภากรณ์) ดังนั้น ความเผด็จการมีผลสืบเนื่องของการเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ขึ้นมา ซึ่งก่อนหน้านั้นจอมพลถนอม กิตติขจร ประกาศทำรัฐประหารด้วยตนเองเมื่อปี 2514และฝ่ายชนชั้นกลางก็ขอเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือการสร้างกติกาใหม่ให้กับสังคมให้โดยไม่ลำเอียงเข้าสู่ฝ่ายใด แต่จอมพลถนอมทำเป็นยึกยักยืดเยื้อจนฝ่ายชนชั้นกลางทนแทบไม่ไหวและประสงค์ไล่รัฐบาลเผด็จการเหล่านี้ออกไป จนสุดท้ายเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ฝ่ายประชาชนเป็นผู้กำชัยเหนือกว่ารัฐบาลทหารและได้เปลี่ยนแปลงมิติวัฒนธรรมการเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยที่รุ่งเรืองที่สุด แต่ก็อยู่มิได้นาน ซึ่งมีเหตุการณ์ที่สำคัญก็คือการขับไล่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มที่บ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ พร้อมเดียวกันนั้นเองกลุ่มพ่อค้าวาณิชย์ทั้งหลายที่อยู่ในช่วงของเศรษฐกิจพยุงให้พวกเขาจำเริญเติบโตเข้าไปทุกขณะก็ไม่เห็นดีเห็นงามกับรัฐบาลทหารซึ่งเป็นตัวอุปสรรคขัดขวางการจำเริญเติบโตของพวกเขาและการขัดขวางอำนาจของประชาชน จึงทำให้ 14 ตุลา 2519 กลุ่มที่ฝ่ายชนะก็คือประชาชนอย่างแท้จริง ประชาธิปไตยยุค 2516-2519 เป็นยุคที่ประชาชนโดยเฉพาะนักศึกษามีชีวิตที่อิสระเสรี มีการแสดงการมีส่วนร่วมการปกครองบ้านเมือง ช่วยเหลือพี่น้องที่่เป็นคนรากหญ้าอย่างสุดความสามารถ แต่เผอิญว่าการที่โครงสร้างการเมืองแบบอำมาตยาธิปไตยยังคงอยู่อย่างแข็งแรงนั้น แม้ว่ากระเบื้องจะหลุดไปสามแผ่นจากโครงสร้างการเมืองแบบอำมาตยาธิปไตย แต่ด้วยความรู้สึก ความฝัน อุดมการณ์ของนักศึกษาที่หันมานิยมใช้ลัทธิมาร์กซิสต์เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่า ก็ใช้ลัทธิมาร์กซิสต์เป็นแนวคิดของการต่อสู้และต่อรองทางการเมืองมาตลอด จนดูเหมือนว่าเป็นความเกินเลย แต่บริบทของโลกในตอนนั้นทางชนชั้นปกครองไทยที่เป็นกลุ่มอำมาตยาธิปไตยกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์จนตัวสั่น พวกเขาจึงไปประทับตราว่านักศึกษาฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งมีผลต่อการทำลายสถาบันชั้นสูงของไทย พร้อมเดียวกันนั้น ทางฝ่ายอำมาตยาธิปไตยมีความเฉลียวฉลาดพอที่จะรื้อฟื้นพลังอำนาจมาขึ้นเรื่อยๆด้วยการใช้อุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์เป็นตัวปลุกระดมการสร้างกลุ่มกำลังฝ่ายขวาขึ้นมาเรื่อยๆ ส่วนฝ่ายซ้ายคือกลุ่มนักศึกษาที่นิยมใช้ลัทธิมาร์กซิสต์ จนสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการที่นักศึกษาเป็นผู้แพ้อย่างน่าอนาถใจเป็นที่สุด ก่อนหน้าที่เหตุการณ์วันมหาวิปโยค ซึ่งผมจะเรียกตามคนที่อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ว่าเป็นวันมหาปิติ ของพวกเขา ไม่ใช่วันมหาวิปโยคอย่างที่ฝ่ายขวานิยามให้เหตุประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเป็นบาดแผลของความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่่คนในสังคมไทยไม่ควรรับรู้หรืออย่างที่ธงชัย วินิจจะกูลกล่าวว่าเป็นการใช้ความสามัคคีเพื่อหุบปากเหยื่อที่อยู่เหตุการณ์วันมหาปิติ เหตุการณ์ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ผมคิดว่าเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นคือการถดถอยของภาวะเศรษฐกิจของโลกอันมีผลกระทบต่อประเทศไทย ซึ่งทำให้มีการประท้วงของพี่น้องกรรมมาชีพทั่วประเทศเพื่อเรียกร้องให้รัฐสร้างหลักประกันความมั่นคงทางชีวิตให้กับกรรมมาชีพ โดยกลุ่มที่สนับสนุนกลุ่มคนกรรมมาชีพก็คือกลุ่มนักศึกษา ซึ่งบริบทของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีการแผ่ขยายแนวความคิดของสังคมนิยมและนักศึกษาซึ่งเป็นปัญญาชนก็หันสมาทานนำความคิดดังกล่าวเป็นการสร้างสังคมในอนาคตให้ดีกว่าเก่า แต่เผอิญว่าชนชั้นนำหรือชนชั้นผู้ปกครองนั่งกลัวจนตัวสั่น กลัวเกรงว่าคอมมิวนิสต์จะเป็นภัยทำลายความมั่นคงของชาติ ซึ่งฝ่ายขวาที่ถูกสร้างสมุนนับล้านตั้งแต่ปี 2517 เช่น กลุ่มกระทิงแดง กลุ่มนวพล ลูกเสือชาวบ้าน ฯลฯ เป็นต้น ถูกกลไกของรัฐและกลไกสถาบันทางสังคมบางแห่งปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม ที่เน้นกษัตริย์เป็นฮีโร่ตลอดกาล ส่วนนักศึกษาและกลุ่มกรรมมาชีพเป็นกลุ่มทางการเมืองที่ถูกขนานนามว่าเป็นฝ่ายซ้าย จะเห็นได้ว่าอุดมการณ์และแนวความคิดของฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวามีความขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง แต่ก็มิได้หมายถึงว่าต่างฝ่ายก็ต่างจะล้างบางล้างแคนกันด้วยทุกประเด็น ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือการเข้าประเทศของพระถนอม กิตติขจร ที่ฝ่ายซ้ายกล่าวว่าเป็นขั้นตอนหรือฉากละครตอนหนึ่งเพื่อดำเนินเรื่องไปสู่การทำรัฐประหารของทหารที่สูญเสียอำนาจเมื่อปลายปี 2516 นักศึกษาทั่วประเทศออกมาประท้วงต่อบุคคลที่ถูกขับไล่ประเทศเมื่อสามปีที่แล้วและกล่าวด้วยถ้อยคำที่รุนแรงด้วยว่าพระถนอม กิตติขจรใช้ผ้าเหลืองบังหน้าเข้าประเทศและการอ้างว่ามาเยี่ยมบิดาของพระถนอมที่ป่วยนอนอยู่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง (หลังเหตุการณ์วันมหาปิติได้สามเดือน พระถนอมก็สึกออกมา) พร้อมกับอนิจลักษณะเศรษฐกิจที่โคลงเคลงไปมาจนทำให้กลุ่มพ่อค้านายทุนหวั่นกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายซ้ายที่เป็นผู้ประท้วงต่อรัฐมาตลอดว่าเกรงจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศล่มเอา ฉะนั้น กลุ่มนายทุนจึงมีใจเอนเอียงเข้าทางฝ่ายขวาทุกขณะ แต่สิ่งที่เป็นเงื่อนไขหรือการจุดระเบิดเวลาครั้งสำคัญที่สุดคือการแสดงละครของนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเจตนาการแสดงละครที่แท้จริงก็เพื่อประชดประชันกับการที่กลุ่มฝ่ายขวาทำร้ายพนักงานไฟฟ้าที่จังหวัดนครปฐมด้วยการแขวนคอ ซึ่งพนักงานไฟฟ้าที่ถูกฆาตกรรมสาเหตุคือติดโปสเตอร์รณรงค์ต่อต้านฝ่ายขวา แต่หนังสือพิมพ์ดาวสยามนำภาพของผู้แสดงละครแขวนคอต่อเหตุการณ์ดังกล่าวมาเผยแพร่ภาพลงบนหนังสือพิมพ์ ซึ่งชายผู้แสดงละครแขวนคอมีนามว่าอภินันท์ บัวหภักดี นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเขาถูกสื่อดาวสยามและสื่ออีกหลายสำนักกล่าวว่าเป็นการแสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะว่าใบหน้าของคุณอภินันท์ บัวหภักดี มีหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับองค์รัชทายาท นั่นก็คือ สมเด็จพระบรมโอสาธิราช หรือคุ้นกันชื่อสั้นๆว่า เจ้าฟ้าชาย จากเงื่อนไขที่สำคัญดังกล่าวได้ถูกกลายเป็นข้อมูลสำคัญของฝ่ายขวา เพื่อนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายด้วยวิธีการล้อมปราบนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการกล่าวหาว่าพวกนักศึกษาหรือคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นญวณหรือไอ้แกว เป็นเจ๊ก เป็นต่างๆนานาที่ฝ่ายขวาอุปโลกน์ขึ้นมาให้ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เชื่อว่ากลุ่มคนที่อยู่ในธรรมศาสตร์เป็นคอมมิวนิสต์อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ มิหนำซ้ำยังกล่าวให้ร้ายกับกลุ่มนักศึกษาว่ามีอาวุธหนักอยู่ในมือ ตำรวจและทหารที่เข้าไปปราบปรามถูกทำร้ายอย่างแสนสาหัส ซึ่งเป็นคำให้การในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 จะผ่านมานับสามสิบปีแล้ว แต่นี่คือรอยแผลและกำแพงขนาดใหญ่ที่สังคมไทยไม่สามารถทุบทำลายปราการทางความคิดและความทรงจำดังกล่าวได้ ซึ่งมีผลต่อความขัดแย้งของการเมืองไทยในวันนี้ที่เกิดขึ้นว่าจะเห็นลักษณะของการใช้อุดมการณ์ฝ่ายขวาบุกโจมตี ทำลายล้างความชอบธรรมของนายทุนผู้ขายชาติ ซึ่งอันตรายเกินกว่าที่นักประวัติศาสตร์จะทำนายให้ถูกต้องได้ว่าเหตุการณ์ที่ทำท่าจะรุนแรงจะหยุดลงเสียเมื่อไหร่และจะทำอย่างไรให้ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 2519 ช่วยเป็นประวัติศาสตร์ที่ให้คนในสังคมไทยเรียนรู้เพื่อชี้ว่าเหตุการณ์ในวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นและอย่างไรบ้าง ? ต่อมายุคประชาธิปไตยครึ่งใบ (2524-2530) สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นนายรัฐมนตรีปกครองบ้านเมือง บ้านเมืองในยุคนี้อยู่ในช่วงของการช่วงชิงอำนาจและการประนีประนอมผลประโยชน์ของอำมาตยธิปไตยและนายทุนเป็นหลัก ส่วนประชาชนผู้สงสารโดยเฉพาะผู้คนในชนบทคนรากหญ้าเริ่มเข้าสู่สถานะยากจนกว่าเดิม เมื่อช่วงนี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการทำเกษตรกรรมและการอพยพย้ายถิ่นจากพื้นฐานเกษตรกรรมเข้ามาสู่พื้นฐานวัฒนธรรมโรงงานหรือโรงฆ่าสัตว์ ตั้งแต่ปี พ.ศ 2530 ช่วงที่ประเทศไทยก้าวกระโดดเข้าสู่วงจรการพัฒนาแบบตะวันตกแบบเต็มตัว ในช่วงสมัยที่ประเทศไทยมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านได้เปลี่ยนนโยบายการบริหารประเทศที่ช่วงก่อนหน้าที่แล้วมาการเมืองมีศัตรูอยู่ทั่วประเทศ มีสงครามอยู่เป็นประจำ ได้เปลี่ยนมาเป็นนโยบายที่เรียกว่า เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า การเปลี่ยนแปลงการบริหารบ้านเมืองด้วยวิธีการเน้นเศรษฐกิจเป็นหลักมีผลให้การขยายใหญ่ของอำนาจชนชั้นกลางและการรุกคืบทวงคืนอำนาจของอำมาตยธิปไตย ดังที่ต่อมาคณะสงบความเรียบร้อยแห่งชาติกระทำรัฐประหารต่อรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่มีเหตุผลการทำรัฐประหารหลักๆว่ารัฐบาลของคุณชาติชายมีการคอรับชั่นบ้านเมืองจนบรรลัยและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ฝังระบบวิธีคิดของการเมืองไทยให้ประชาชนจนเป็นภาพลวงตาหรือมายาคติว่าคนที่ไม่ดีมาบริหารบ้านเมืองคือพวกที่มีตังค์มาเล่นการเมืองหรือนักการเมืองที่ไม่ใช่นายทุนเห็นอำนาจเงินจนทนรอนไม่ไหวก็เลยคอรัปชั่น การคอรัปชั่นต่อประเทศชาติบ้านเมืองที่นักการเมืองเน้นการฉกฉวยทรัพย์สินของประชาชนที่จ่ายไปในรูปของภาษีต่างๆนานาล้วนเป็นความชั่วที่เป็นม่านบังตาและลดทอนสติปัญญาทางการเมืองของประชาชนว่าคนชั่วที่มาเป็นปกครองบ้านเมืองมีผลจากการเติบโตของนายทุน ถ้าจะพูดภาษาอัสนี-วสันต์ก็บอกว่า "พวกนี้คือพวกบ้าหอบฟาง" และมายาคติที่เกิดขึ้นดังกล่าวมีผลสืบเนื่องต่อมาหลังจากที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งในหลวงท่านได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียง ด้วย การรุบคืบของนายทุนเพื่อเข้ามาสู่อำนาจได้บังเกิดขึ้นเมื่อมีการเลือกตั้งปี พ.ศ 2544 ที่ทักษิณ ชินวัตรและพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เงินเป็นมายาคติและเป็นพลังที่สำคัญที่ปิดกั้นสติปัญญาของคนในสังคมไทยที่มีมุมมองต่อการเมืองไทยว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง ซึ่่งในส่วนของคุณทักษิณเขาใช้เงินเป็นตัวซื้ออำนาจเพื่อให้ตนก้าวขึ้นมาเหยียบบัลลังก์เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงการบริหารงานบ้านเมืองแนวคิดและทักษะของรัฐบาลทักษิณที่ใช้บริหารบ้านเมืองล้วนมีพื้นฐานมาจากอาชีพเก่าของนายกทักษิณและพรรคพวกที่เคยมีพื้นเพเป็นนายทุนมาก่อนนั้นเข้ามาสูบผลประโยชน์บ้านเมืองอย่างเต็มที่ จนกลายเป็นการคอรัปชั่นครั้งใหญ่ที่สุดจนคนชั้นกลางรับไม่ได้ แต่กลุ่มคนที่คุณทักษิณสามารถซื้อใจพวกเขาได้คือกลุ่มคนรากหญ้า ผู้ยากจนทั้งหลายที่มิได้เห็นผู้มีบุญแบบนี้มานานแล้ว คุณทักษิณมาในช่วงที่ถูกจังหวะเวลาหลังจากที่ประเทศไทยถูกพิษปี 2540 ทำบ้านเมืองจนแทบจะราบคาบและคุณทักษิณก็มาช่วยชาวบ้านให้ลืมตาอ้าปากได้ ด้วยการอุปถัมภ์ของรัฐบาลเองตามที่มีนโยบายต่างๆที่เราทราบกันดี เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค พักชำระหนี้ เป็นต้น ช่วงรัฐบาลทักษิณ 1 สามารถทำงานให้กับบ้านเมืองไปด้วยดี พอต่อมาพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอีกครั้งเป็นครั้งที่ 2 เมื่อปี 2547 เป็นช่วงที่รัฐบาลทักษิณมีปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไป แต่คุณทักษิณยังใชัการบริหารเศรษฐกิจและบ้านเมืองแบบเดิมๆอยู่ ซึ่งกลายเป็นนโยบายหรือลูกไม้ที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว พร้อมกับการบ้าอำนาจของคุณทักษิณซึ่งเริ่มโกงบ้านเมืองไปทุกที คนชั้นกลางเริ่มคลางแคลงใจว่าระบอบทักษิณนี้ดีจริงต่อบ้านเมืองหรือไม่ ผู้คนในบ้านเมืองเริ่มตั้งคำถามกับรัฐบาลทักษิณอย่างต่อเนื่อง จนพันธมิตรประชาธิปไตยของคุณสนธิ ลิ้มทองกุลได้ออกมาประท้วงขับไล่รัฐบาลทักษิณอย่างเอาเป็นเอาตายและพันธมิตรประชาธิปไตยคือกลุ่มการเมืองที่แหย่ก้นให้ทหารออกมาทำรัฐประหารอีกครั้งเมื่อปลายปี 2549 อีกทั้งคุณทักษิณไร้ความสามารถทางการเมืองด้วย แทนที่จะชิงลาออกไปก่อนแล้วเงียบไปสักระยะหนึ่ง แต่ท่านก็ช่วยปลุกกระแสทหารให้มาแหย่ท่านหลายครั้ง อย่างวลีเด็ด "ผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ" และคดีจ่ายักษ์ที่พวกทหารสร้างเป็นละครหลอกคุณทักษิณขึ้นมาเพื่อให้คุณทักษิณรู้ว่าควรลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสียที การรัฐประหารรัฐบาลทักษิณ 2 ในขณะที่คุณทักษิณ ชินวัตรและพรรคพวกกลุ่มหนึ่งไปประชุมงานที่สหประชาชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทหารได้ถือโอกาสช่วงนี้ทำการรัฐประหารคุณทักษิณ ขณะที่คุณทักษิณอยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง ช่วงที่รัฐบาลทหารในนามว่าคณะความมั่นคงแห่งชาติ ที่นำโดยพลเอกสนธิ บุญรัตนกลินและดึงนายกรัฐมนตรีจากองคมนตรีคือพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์บริหารประเทศมีการโจมตีความไม่ชอบธรรมการบริหารงานบ้านเมืองของคุณทักษิณและพรรคพวกกันด้วยต่างๆนานาซึ่งใช้อุดมการณ์แบบฝ่ายขวาเป็นหลัก เช่น การใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงต่อสู้กับทุนนิยมในเมืองไทย เป็นต้น และนับตั้งแต่ปี 2530 มาซึ่งมีการทำรัฐประหารสองครัั้ง คือปี 2534 และ 2549 ช่วงเปลี่ยนแปลงทางการเมืองดังกล่าวได้มีกลุ่มการเมืองที่ตกร่องอยู่กระแสฝ่ายขวาได้สร้างมายาคติให้กับนักการเมืองไทยแบบใหม่มาตลอดว่านักการเมืองที่เลวมักจะเป็นนักการเมืองแบบนายทุนเป็นหลัก นักการเมืองที่มีเงินกอบอยู่ในกำมือมาก ซึ่งไปสอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาว่ากลุ่มคนที่เป็นนายทุนมีบทบาทและอำนาจในการเมืองไทยเป็นจำนวนมาก แต่สังคมไทยยังไม่สามารถก้าวข้ามมายาคตินักการเมืองที่เลวว่านักการเมืองที่ไม่มีเงินแต่มียศถาบรรดาศักดิ์สูงก็เป็นพวกผู้มีอำนาจที่อันตรายไม่เบาเช่นกัน แต่รัฐบาลทหารที่มาจากการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 ไม่สามารถทำผลงานและทำตามที่สัญญาไว้ว่าจะชำแหละความชั่วคุณทักษิณออกเสียให้หมด ผลงานที่ปรากฎไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับคนชั้นกลางและคนรากหญ้า แต่ผีทักษิณยังคงมีพลังมากเหลือ กลุ่มการเมืองของทักษิณที่โดนห้ามมาโลดแล่นบนเส้นทางการเมือง พวกเขาได้สร้างทีมขึ้นมาใหม่ในนามว่าพรรคพลังประชาชนที่มีคุณสมัคร สุนทรเวชเป็นหัวหน้าพรรคและไม่น่าเชื่อว่าผลการเลือกตั้งปลายปี 2550 ที่ผ่านมาไม่นานพรรคพลังประชาชนยังคงกำชัยชนะอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าผลคะแนนการเลือกตั้งจะไม่ขาดลอยเหมือนกับอย่างที่คุณทักษิณเป็นผู้นำ ถึงกระนั้นก็เพียงพอที่จะให้คุณทักษิณซึ่งเร่ร่อนอยู่เมืองนอกสามารถกลับมาต่อสู้คดีที่ศาลไทยตั้งไว้เป็นกองให้มาสู้คดีอย่างสมศักดิ์ศรีได้ การพยายามต่อรองและการช่วงชิงความหมายทางการเมืองมีมาตลอดนานนับครึ่งศตวรรษ ซึ่งแลดูว่าฝ่ายขวาหรือฝ่ายอำมาตยาธิปไตยยังคงเป็นพลังที่ลึกลับอันตรายไม่ทราบว่าจะโผล่ศรีษะขึ้นมาเมื่่อใด ปล่อยให้พันธมิตรประชาชนที่แค้นฝังใจคุณทักษิณออกมาประท้วง ปิดถนน ปล่อยให้ชาวกรุงเทพฯเดือดร้อนกับการประท้วงของพันธมิตรที่มีต่อความเละเทะของการทำงานชุดรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และประเด็นที่นำมาใช้โจมตีความเละเทะของรัฐบาลคุณสมัคร คือการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์เขาพระวิหารมาใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้รัฐบาล หลังจากที่นพดล ปัทมะ รมว.กระทรวงการต่างประเทศและพวกรัฐบาลยินยอมยกปราสาทเขาพระวิหารที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนยกให้กัมพูชา จนกลายเป็นวิวาทะประเด็นหนึ่งของฝ่ายค้านที่ใช้โจมตีรัฐบาลในทุกแง่มุม ผมจะไม่กล่าวอะไรมากเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เขาพระวิหารเพราะถือว่าผมได้กล่าวมาก่อนหน้านั้นแล้วมาอย่างละเอียดพอสมควร แต่ดูเหมือนว่าการดึงเจ้ามาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีฝ่ายนายทุนเปรียบดังฝ่ายขวาโจมตีฝ่ายซ้ายนั้นได้กลายเป็นช่องทางหรือเหมือนเป็นการสร้างละครการเมืองชุดหนึ่งให้ฝ่ายที่ขัดแย้งปิดตาตีกัน แล้วให้อีกกลุ่มหนึ่งที่นิ่งเงียบอยู่ใช้เป็นช่องทางฉกฉวยอำนาจที่อาจจะยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบประวัติศาสตร์ของไทยเลยก็ว่าได้ เพราะละครที่เล่นไปตามบทบาทอยู่ตอนนี้จะมีผลต่อการไม่ศรัทธาสำหรับคนทั้งสองกลุ่ม นั่นคือ พันธมิตรกับรัฐบาล เมื่่อคนในสังคมเอือมระอาและเห็นท่าทีว่าเหตุการณ์บานปลายเข้าไปทุกที มันก็เริ่มเข้าใกล้ทฤษฎีวีรบุรุษตามแนวคิดประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม เพราะคำว่าเงินเริ่มซื้อประชาชนไม่ได้และพิษเศรษฐกิจที่เล่นงานประชาชนตอนนี้ คนมิยักกะเอาด้วยกับพันธมิตรผู้น่าโง่! ก่อนหน้านั้นสื่อมติชนกล่าวไว้ว่า "รัชกาลที่ 10 คือใคร?" หมายความว่าอย่างไรผู้อ่านคงทราบดีว่าเขาหมายถึงอะไรและผมก็ไม่ทราบด้วยว่าวีรบุรุษคนนั้นคือใคร แต่ผมมีความรู้สึกนึกคิดที่ได้ประมวลเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาตลอดว่าเกมส์นี้เป็นแค่การรอระเบิดเวลาเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาครองเมืองและคนที่ครองเมืองเดิมอาจจะไม่มีอีกต่อไปแล้วก็ได้ ซึ่งถ้าหากเป็นไปตามคำทำนายของผม ผมคิดว่าการชนะทางการเมืองครั้งนี้จะไม่ใช่การกำชัยของประชาชนแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการสืบทอดหรือหักล้างวัฒนธรรมการเมืองแบบเดิมๆเพียงเท่านั้นโดยบุคคลเพียงไม่กี่คนและการช่วงชิงนิยามความหมายทางการเมืองของแต่ละฝ่ายอาจจะเป็นการขโมยความหมายและการขโมยอำนาจแบบชุบมือเปิบเลยก็ได้ พูดง่ายๆก็คือว่าเราจะล้มทฤษฎีวีรบุรุษได้อย่างไร ? หากเราสามารถตัดตอนบทละครเพื่อมิให้วีรบุรุษเหล่านั้นรอวันปรากฏตัวด้วยการที่เราหัดพยายามก้่าวข้ามจากบทละครตอนหนึ่ง นั่นคือ กรณีเขาพระวิหารที่กำลังเถียงอยู่นั้น ถ้าคนในสังคมไทยสามารถที่จะเรียนรู้กับประวัติศาสตร์เขาพระวิหารนี้ได้อย่างถูกต้อง ก็เท่ากับว่าจะเป็นการหยุดระบอบการเมืองแบบกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเสียที จะให้เข้าใจมากกว่านี้ก็คือผมอยากเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เห็นเราทุกคนต่างเคารพสิทธิ เสรีภาพทางความคิดที่หลากหลายและแตกต่างกันได้และมีความสมานฉันท์กันอย่างที่หลายฝ่ายกำลังต้องการ ไม่ประสงค์ที่จะเห็น อัศวินขี่ม้าขาว หรือ ผู้มีบุญ มาช่วยอีก ซึ่งตอนนี้จงขอดูท่าทีของพันธมิตร ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายอำนาจเงียบว่าจะมีปฏิกิริยาแสดงออกมาอย่างไร ? อีกทั้งการเมืองเรื่องเชื้อชาติถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่หลายคนควรพิจารณาว่าการดูถูก เหยียดหยาม การคลั่งชาติแบบเสียสติ เพราะไม่ทราบความเป็นมาของประวัติศาสตร์หรือคนไทยส่วนใหญ่ประสบกับวิกฤติอัตลักษณ์ของตนอยู่ จะทำอย่างไรให้เราควรวางใจเป็นกลางว่าไม่ว่าจะเชื้อชาติใด เขาก็คือคนที่มีศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับเรา ไม่ใช่การนำพื้นที่รัฐชาติมาเป็นขอบเขตแก่การสร้างสำนึกความเป็นชาติแบบปิดตาตีหม้อและช่วงนี้ทางกัมพูชาเขาก็เริ่มปลุกกระแสชาตินิยมของเขาอีกครั้งหนึ่งแล้ว (ติดตามได้ที่ ชาตินิยมกัมพูชาเริ่มก่อตัวอีกครั้ง ได้ที่เว็บไซด์ http://www.oknation.net/blog/mekong/2008/06/27/entry-1) ถ้าเราสามารถข้ามพ้นประเด็นการเมืองประวัติศาสตร์เขาพระวิหารได้ ผมและทุกคนก็เชื่อว่าสังคมไทยจะก้าวข้ามจากการเมืองประชาธิปไตยแบบสองขั้ว ไปสู่ประชาธิปไตยที่ไม่มีขั้ว ก้าวข้ามจากประวัติศาสตร์กระแสหลักที่เน้นทฤษฎีวีรบุรุษตลอดกาล เป็นการมองว่าที่เรามีทุกวันนี้อยู่ได้ก็มีทั้งผู้นำเป็นบางส่วนและประชาชนคนส่วนใหญ่เป็นหลัก ก้าวข้ามจากความรุนแรงมาเป็นความเคารพสติัปัญญาของแต่ละคน ก้าวข้ามจากละครที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องให้เป็นละครที่ประชาชนมาเล่นเป็นพระเอกแทนไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งมาเล่นเป็นพระเอกที่กุมชะตาชีวิตของคนในสังคมไทยไปอยู่อีกนาน นี่คือสิ่งที่เราและท่านๆต้องเรียนรู้และก้าวข้ามกับสิ่งที่เราไม่อยากประสงค์ที่จะเจอให้เสียจงได้ มิฉะนั้น เราจะลำบากไปอีกชั่วชีวิต หากไม่มีใครช่วยใคร จงคิดดูให้ดีว่าวันนี้ท่านทำอะไรถามตนเองแล้วหรือว่าวันหน้าท่านจะไปตอบใหักับคนรุ่นหลังด้วยคำตอบอะไร อยากจะตอบด้วยความภูมิใจหรือว่าจะตอบด้วยความอยากนึกย้อนกลับมาทำอดีตให้ดีกว่าเดิมหรือความน่าละอายใจ(วินทร์ เลียววารินทร์) ประชาชนทุกคนเป็นผู้เลือกเองนะครับ วิวัฒน์ สวาทชาติ
|
| พวกเรามาแล้วจ้า (Bigman) | ||
พวกเราผู้ปราบเหล่าร้ายที่ทำให้ชีวิตท่านลำเค็ญทุกข์ยาก งอมพระรามมาชั่วนาตาปี ชดใช้เวรกรรมที่ท่านก่อทำไว้ในชาติที่แล้วนั้นก็ไม่หมด เมื่อท่านช่วยตนเองไม่ได้พวกเราจะมาช่วยท่านและพวกท่านก็ควรให้ความร่วมมือ |
||
|
View All |
||
| เสี่ยวรำพึง : จากนอกสู่เมือง | ||
จากวันนั้น แม้ว่าตัวฉันจะเคยผิดหวังแต่ฉัน มั่นคงในหัวใจใฝ่ฝัน สิ่งใด สิ่งนั้น สักวันจะมา ความผิดหวังครั้งเราผ่านมา สร้างสรรค์สร้างวันสดใส ให้คนเรียนรู้ตัวชั่วดี อย่างใด อย่างนั้นสักวันเจอะเจอ |
||
|
View All |
||