พิมพ์หน้านี้
|
| ถ้า ‘คำพิพากษาของมหาสมุทร’ บอกเล่าเรื่องราวของผู้ชายที่ฆ่าผู้หญิง ‘คืนไร้เงา’ ก็คือหนังที่กำลังบอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงที่ฆ่าผู้ชาย เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในคืนแรกของการแต่งงานระหว่าง ‘สิปาง’ กับ ‘นภัทร’ เสียงโทรศัพท์มือถือของนภัทรดังขึ้น สิปางรับสายเธอจึงได้ยินเสียงร้องไห้ของผู้หญิงจากปลายสายโดยบังเอิญ นภัทรเพียงแต่อธิบายว่าเป็นเสียงของฅนสติไม่ดีโทรมากวน จากนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือของนภัทรก็ดังขึ้นอีก หลังจากที่นภัทรรับสายคราวนี้เขารีบวิ่งออกไปนอกบ้านโดยไม่กลับมาอีกเลย สิปางพยายามโทรหานภัทรแต่ไม่สามารถติดต่อได้เธอจึงไปแจ้งความฅนหาย ที่สถานีตำรวจ เธอเริ่มหาข้อมูลจากบ่อนการพนันแต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรมากนัก ในที่สุดข้อมูลต่าง ๆ เริ่มมีเค้าร่องรอยมาจากบ้านของ ‘ชาติ’ พี่ชายของนภัทรนั่นเอง ที่นั่นสิปางได้ทำความรู้จักกับ ‘บุษบา’ เมียของชาติ และยังได้รับรู้ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งของสามีภริยาคู่นี้ อีกทั้งยังได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของใครบางฅนอยู่ในบ้านเล็กหลังถัดไปจากบ้านของสามีภริยาคู่นี้ เรื่องราวเริ่มแสดงความลึกลับซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อสิปางเข้าไปในห้องนอนของบุษบา เธอพบปืนที่กระสุนถูกใช้ไปหนึ่งนัด สิปางเริ่มสงสัยว่าเป็นไปได้ไหมว่านภัทรได้เสียชีวิตไปแล้วด้วยปืนกระบอกนั้น ถ้านภัทรยังมีชีวิตอยู่แล้วเขาหายไปไหน เมื่อสิปางกลับมาบ้าน เธอค้นพบที่เขี่ยบุหรี่ของนภัทรมีชื่อของฅนที่มอบให้เขียนกำกับว่า ‘เหมย’ ใครคือเหมย ? เมื่อเธอตามไปค้นหาร่องรอยของนภัทรที่มหาวิทยาลัยที่นภัทรเป็นครูสอน เธอพบว่าก่อนที่นภัทรจะแต่งงานกับเธอ นภัทรมีผู้หญิงอีกคนหนึ่ง แต่เมื่อเธอพบผู้หญิงคนนั้นข้อมูลที่ได้กลับทำให้เธอค้นพบความจริงว่านภัทรไม่ได้คบผู้หญิงทีเดียวสองแต่อาจมีถึงสาม ใครคือผู้หญิงอีกฅนหนึ่งที่นภัทรคบด้วย ? หรืออาจจะเป็นผู้หญิงที่ชื่อ ‘เหมย’ ชื่อที่ปรากฏอยู่บนที่เขี่ยบุหรี่อันนั้น ? ความสัมพันธ์ระหว่างสิปางกับบุษบาเริ่มพัฒนาขึ้น สิปางสังเกตว่าบุษบาเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย พูดน้อย มีบุคลิกที่เก็บกด ไม่เปิดเผย ซ่อนเร้นความเจ็บปวดไว้ภายใน ขาดเพื่อน ภายใต้บุคลิกที่ดูซื่อและน่าสงสารเช่นนี้กลับทำให้สิปางเห็นใจบุษบามากขึ้น เธอชวนบุษบาไปเที่ยวห้าง แต่งตัว ซื้อของ ทั้งหมดนั้นเหมือนกับเป็นการจี้ถูกจุดในสิ่งที่บุษบากำลังโหยหา บุษบาถึงกับร้องไห้โฮออกมาอย่างแรงเมื่อเธออยู่เพียงลำพังสองต่อสองที่ท่าน้ำ นั่นยิ่งทำให้สิปางเห็นใจบุษบามากขึ้นเมื่อเห็นชาติใช้อำนาจกดขี่บุษบาอย่างรุนแรงต่อหน้าต่อตา สิปางรับรู้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุษบากับชาติว่าชาติใช้อำนาจรุนแรงกับบุษบาอย่างไร จนเกือบจะลืมเรื่องที่จะต้องตามหาสามีตนเองไปเสียสนิท จนกระทั่งวันหนึ่งโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น มันเป็นเบอร์โทรของนภัทรปรากฏที่หน้าจอ แต่เมื่อเธอรับสายก็ต้องผิดหวังเพราะปลายสายวางหูไปทันที สิ่งนี้ทำให้เธอระลึกได้ว่ายังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่เธอยังไม่ได้ไปสำรวจ นั่นก็คือบ้านหลังน้อยที่อยู่ถัดออกไปในรั้วเดียวกันกับบ้านของสองสามีภริยาที่เธอกำลังเข้าไปปฏิสัมพันธ์ด้วย เหตุการณ์ที่สลับซับซ้อนมาเฉลยตัวเองในฉากสุดท้าย เมื่อสิปางพบแม่ของบุษบาเป็นอัมพาตในบ้านหลังนั้น แม่เรียกบุษบาว่า ‘เหมย’ ทำให้ รู้ว่าแท้จริงแล้วผู้หญิงฅนที่สามที่นภัทรมีความสัมพันธ์ด้วยก็คือ ‘เหมย’ และเหมยก็คือ ‘บุษบา’ ผู้หญิงคนที่ใกล้ชิดกับเธอมากที่สุด ผู้หญิงที่ดูเงียบเรียบร้อยที่สิปางไม่คาดคิดว่าจะมีพิษมีภัย และบุษบานั่นเองที่เป็นฅนฆาตกรรมนภัทรสามีของเธอ ด้วยเหตุผลที่ว่านภัทรตัดสินใจแต่งงานกับหญิงอื่นที่มาที่หลัง เพราะความจริงก็คือบุษาเป็นผู้หญิงคนแรกของนภัทรก่อนที่นภัทรจะมีหญิงอื่นเข้ามาในชีวิตอีกสองฅน โดยที่บุษบาถูกจับแต่งงานกับชาติ (พี่ชายนภัทร) แบบไม่มีทางเลือก ในคืนแต่งงานคืนแรกของนภัทรกับผู้หญิงฅนนั้น บุษบาได้โทรไปหานภัทรเพื่อขู่จะฆ่าตัวตาย ทำให้นภัทรต้องรีบออกไปหาบุษบากลางดึกคืนนั้นเพื่อหาข้อยุติ แต่หลังจากคืนนั้นเป็นต้นมานภัทรก็ไม่ได้กลับไปหาเจ้าสาวของเขาอีกเลย นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อภาษาอังกฤษของหนังเรื่องนี้ one night husband คิดว่าจริง ๆ แล้วเราไม่ค่อยได้เห็นหนังไทยในสไตล์นี้มากนัก เพราะหนังไทยมักจะเป็นหนังตลกสนุกสนานเฮฮา ซึ่งในที่สุดลักษณะของหนังไทยก็จะบ่งบอกบุคลิกของคนไทยด้วยว่าคนไทยมีลักษณะนิสัยอย่างไร เหมือนกับกำลังจะบอกว่าภาพยนตร์มีลักษณะอย่างไรก็บ่งบอกถึงบุคลิกลักษณะของคนชาตินั้น ๆ แต่สำหรับ ‘คืนไร้เงา’ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น คืนไร้เงาเป็นหนังฆาตกรรมแนว feminist ที่กำลังนำเสนอให้เห็นถึงสภาพทั่วไปในความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างสามีภริยาในสังคมไทยที่สามีมักจะใช้อำนาจกับภริยาอย่างรุนแรง, การคบผู้หญิงและมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคนในเวลาเดียวกันของชายไทย, การถูกบังคับแต่งงานของหญิงไทยโดยที่หญิงไทยไม่มีโอกาสเลือกถ้าผู้หญิงฅนนั้นไม่ใช่ผู้หญิงสมัยใหม่ที่ทำงานนอกบ้าน, สภาวการตกอยู่ในกรอบของหญิงไทยที่มีทางเลือกน้อย, ความสัมพันธ์แบบ sisterhood ผู้หญิงซึ่งสามารถเข้าใจจิตใจกันได้ง่ายโดยใช้ช่วงเวลาสั้น ๆ ในหนังเราได้เห็นบุคลิกที่แตกต่างอย่างชัดเจนของตัวละครสองตัวคือสิปางและบุษบา สิปางเป็นสาวสมัยใหม่ มีโอกาสเลือกในชีวิต รู้ว่าอะไรคือความต้องการของตนเอง ในขณะที่บุษบาเป็นผู้หญิงที่อยู่ในกรอบ ไม่มีทางเลือกในชีวิตและแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือความต้องการของตนเอง ครั้งหนึ่งสิปางถามบุษบาว่าทำไมจึงแต่งงานกับชาติ บุษบาบอกว่าเพราะอยู่บ้านใกล้กันผู้ใหญ่จึงจับแต่ง ส่วนสิปางบอกว่าที่แต่งงานกับนภัทรเพราะผู้ชายก็เปรียบเหมือนกับน้ำในกระป๋องต้องลองลิ้มรสดูถึงจะรู้ว่าใช่หรือไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่ก็ต้องลองยี่ห้อใหม่หรือไม่ก็เปลี่ยนรสไปเลย เรื่องการถูกทำร้ายร่างกาย สิปางถามบุษบาว่าทนอยู่ได้อย่างไร คำตอบจากบุษบาน่าจะเป็นคำตอบที่หญิงไทยจำนวนมากมักจะตอบคล้าย ๆ กันว่า ‘ลืม ๆ ไปซะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป’ นั่นคงเพราะผู้หญิงต้องพึ่งพาสามีในทางเศรษฐกิจจึงไม่มีทางเลือกอื่นมากไปกว่าการยอมถูกกระทำจากสามี จนเมื่อสิปางพบว่านภัทรไม่ได้มีเธอแค่คนเดียวเธอเองถึงกับไม่แน่ใจในความรู้สึกของเธอว่าเธอยังรักนภัทรอยู่หรือเปล่า ในขณะที่บุษบาบอกว่า ‘ของ ๆ เราก็ต้องเป็นของเราอยู่วันยังค่ำ เราเลิกรักเขาไม่ได้หรอก’ แต่ไม่ว่าผู้หญิงสองคนจะแตกต่างกันอย่างไร ทั้งคู่ก็ถูกล็อคด้วยกรอบประเพณีที่แข็งแรงบางอย่าง ถึงแม้ผู้หญิงบางฅนจะบอกตัวเองว่าฉันเป็นสาวสมัยใหม่เพียงใดก็ไม่อาจมีทางเลือกในชีวิตไปเสียทุกเรื่องอยู่ดี เหมือนกับภาพที่ทั้งคู่ทั้งคู่กำลังทำกับข้าว แต่ถูกมองจากข้างนอกผ่านลูกกรงเหล็ก ซึ่งดูเหมือนเธอสองฅนกำลังทำกับข้าวอยู่ในห้องขัง ฉากที่น่าจะสื่อให้ฅนดูเข้าใจได้ดีถึงผลลัพธ์ของความกดดันภายในที่บุษบาได้รับ น่าจะเป็นฉากที่บุษบาร้องไห้โดยเห็นมุมมองจากด้านหลัง ภาพนี้อาจตีความได้สองมิติ มิติหนึ่งบุษบายังมีความทุกข์อีกมากมายที่ยังไม่ได้เผยให้เราเห็น กับอีกมิติหนึ่งก็คือเป็นด้านมืดของบุษบาเองที่แม้แต่ฅนดูก็ไม่ควรเข้าไปรับรู้ ฉากที่น่าสนใจอีกฉากหนึ่งแต่ถูกตัดไปก็คือฉากที่สิปางมีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุษบา การที่หนังถูกตัดฉากนี้ไปด้วยเงื่อนไขทางวัฒนธรรม (ไทย) นี่เองน่าจะทำให้เราเข้าใจตัวละครสองตัวนี้มากขึ้นในแง่มุมที่ว่าแม้แต่ฉากอิโรติคของเธอสองฅนก็ไม่สามารถสื่อสารออกมาได้ (หรือนั่นทำให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่าหญิงไทยไม่มีโอกาสแสดงออกเรื่องเพศในความเป็น homosexual หรือ bisexual ของตนเอง) จึงแสดงออกมาในรูปของการนอนกอดกันเฉย ๆ ในขณะที่เมื่อหนังเรื่องนี้ถูกส่งไปฉายต่างประเทศกลับไม่ได้ตัดฉากนี้ออกไป ซึ่งทำให้หนังลดความปมซับซ้อนของตัวละครลงไป ฉากสุดท้าย เป็นวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจทีเดียวผ่านการเล่าเรื่องวันเกิดเหตุด้วยน้ำเสียงของบุษบา โดยมีตัวละครนภัทรอยู่ในฉากเดียวกันกับการเล่าเรื่อง มีสิปางเข้าไปนั่งดูในฐานะ ‘ผู้เห็นเหตุการณ์’ ก่อนจะจบด้วยคำถามจากบุษบาว่า ‘ถ้าเป็นคุณ ๆ ก็ต้องเลือกทำอย่างบุษใช่ไหม’ ในช่วงที่ผ่านมาถึงแม้ ‘คืนไร้เงา’ จะไม่ได้เป็นหนังดังที่ทำเงินเหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ แต่อย่างน้อยหนังเรื่องนี้ได้เผยให้เห็นภาพของผู้หญิงที่ถูกกดขี่ และผลลัพธ์ที่บอกให้รู้ว่าในโลกนี้ไม่ควรมีใครกดขี่ใคร. |
| สะดือไกลวัลย์ ฉบับการ์ตูน 2 | ||
โดย.. กิ้ว คลองสิบ |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||