พิมพ์หน้านี้
|
จับพระมาสแกน หนึ่งลมหายใจ แปลจาก Scanning the Monk เขียนโดย Marc Ian Barsch จากวารสาร Utne ฉบับเดือนเมษายน ๒๕๔๘ ขอบคุณ Justin Julian Sahibdeen และ Miss Queen Bee ที่ช่วยอธิบายคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจให้เข้าใจ ท่านสามารถอ่านบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษ ได้โดยค้นหาคำว่า scanning the monk ใน www.google.com
รถแท็กซี่สีดำในกรุงลอนดอนมีที่นั่งภายในที่กว้างขวาง สามารถปรับเพิ่มที่นั่งได้ นับเป็นความมหัศจรรย์ที่แสนสะดวกสบาย แต่ฅนขับเท็กซี่นั้นกลับมีความมหัศจรรย์กว่าในเรื่องการจดจำ ในกรุงนิวยอร์คแท็กซี่ที่นี่สามารถจดจำเส้นทางและได้รับใบอนุญาตให้ขับบริการได้ภายในไม่กี่วัน ในขณะที่แท็กซี่ในกรุงลอนดอนต้องใช้เวลาเป็นปี ๆ กว่าจะได้ในสิ่งที่เขาเรียกอย่างภาคภูมิใจว่า องค์ความรู้ เพราะถนนหนทางในกรุงลอนดอนมีความสลับซับซ้อนมาก ฅนขับเท็กซี่ฅนหนึ่งในลอนดอนเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าเขาต้องปั่นจักรยานผ่านถนนอันสลับซับซ้อนเดือนแล้วเดือนเล่า เพื่อจดจำเส้นทางทุกหัวมุมถนน นั่นเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เขาสามารถสอบผ่านใบอนุญาตให้บริการขับแท็กซี่สาธารณะที่สุดแสนจะเข้มงวดได้ ในที่สุดแผนที่ทั้งหมดของเมืองนี้ก็อยู่ในหัวผมแล้ว แม้แต่เสาไฟฟ้าต้นสุดท้าย แท็กซี่ฅนดังกล่าวพูดพร้อมกับเอานิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของเขา สิ่งที่ฅนขับแท็กซี่ฅนนั้นพูดไม่ได้เกินความเป็นจริงเลย ตามที่มีการศึกษาค้นคว้าในมหาวิทยาลัยคอลเล็จ แห่งลอนดอน ( นักวิจัยสรุปว่ามันคือการขยับขยายของพื้นที่ความจำในสมอง มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการกระทำใด ๆ เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานาน ๆ ถ้าคุณทำอะไรสักอย่าง อะไรก็ได้แม้แต่การเล่นปิงปองเป็นเวลา ๒๐ ปี หรือว่า ๘ ชั่วโมงต่อวัน มันต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในสมองของคุณ ซึ่งแตกต่างจากฅนที่ไม่ได้เล่นปิงปองเลย มันต้องเป็นอย่างนั้น สตีเฟ่น คอสลิน นักประสาทวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดกล่าว สิ่งที่ปรากฏชัดก็คือทุกครั้งที่เราคิดและรู้สึกผ่านการทำอะไรสักอย่างติดต่อกันเป็นเวลานานจนเป็นนิสัย มันทำให้เกิดการสร้างรูปทรงใหม่ให้กับพังผืดของเส้นประสาทในสมองมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์เริ่มทำการศึกษาพระสงฆ์ในพุทธศาสนาที่สวดมนต์และฝึกสมาธิทุกวันเพื่อฝึกฝนจิตใจตนเองไปสู่การบรรลุธรรม ในขณะที่โลกกำลังปั่นป่วนไปด้วยความโกรธของฅนจำนวนเพียงหยิบมือที่สามารถทำลายล้างเมืองได้ทั้งเมือง เราควรค้นหาวิธีที่จะยับยั้งสถานการณ์อันเลวร้ายอันนั้น ก่อนที่จะสายเกินไป ศาสนาไม่ใช่คำสอนดั้งเดิมที่บริสุทธิ์ หากแต่เราเป็นเพียงผู้ตามคำสอนที่เกิดตามหลัง ผู้รู้พันปี ที่ต่างก็พยายามแข่งขันกันให้คำจำกัดความความหมายของคำว่า สัจจธรรมสูงสุด การร่วมมือกันของวิทยาศาสตร์ทางจิตระหว่างตะวันออกและตะวันตกอาจจะต้องหันมาพบกัน ณ จุดหมายดั้งเดิมทางจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้ที่จะต้องก้าวไปด้วยกัน เมื่อเป็นเช่นนี้กุญแจดอกสำคัญของคำตอบควรจะหมายถึง ความเมตตากรุณา อันเป็นปัจจัยที่ขาดหายไปที่ทุกศาสนา (หรืออย่างน้อยผู้ที่ก่อตั้งศาสนานั้นขึ้นมา) มักจะยกย่องว่าเป็น คุณธรรมสูงสุด เมื่อองค์ดาไล ลามะ ตรัสว่า ศาสนาของข้าพเจ้าคือความกรุณาเท่านั้น และเมื่อพระสันตะปาปาสอนให้ทุกคนมี ความรัก ให้แก่กัน นั่นคงไม่ใช่การพูดไปตามบทบาทของการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ความกรุณาและความรักเป็นสิ่งที่จะต้องมีให้กันอย่างจริงจัง มันจึงจะสามารถแปรเปลี่ยนความก้าวร้าวและความเป็นศรัตรูกันลงไปได้ นายเนลสัน แมนเดลล่า ผู้นำแห่งอัฟริกาใต้เคยเล่าไว้ว่า ช่วงที่เขาถูกคุมขังอยู่ในแคมป์นักโทษ มีฅนผิวขาวเป็นผู้คุม เขาแสดงความเป็นเพื่อนกับผู้คุมขังที่มีจิตใจหยาบช้า ผู้คุมในชุดสีกากีที่ต้องคุมนักโทษกรรมกรผิวสีในเหมืองแร่เป็นเวลาสิบ ๆ ปี เขาแสดงความเป็นมิตรกับฅนเหล่านั้นด้วยการค้นหาสิ่งที่ดีในตัวของพวกเขา ถามว่าเขาเชื่อหรือว่าฅนทุกฅนมีความกรุณาอยู่ภายใน เนลสันตอบว่า ไม่ต้องสงสัย ตราบเท่าที่คุณสามารถปลุกเร้าคุณความดีที่มีอยู่ในตัวเขาให้แสดงออกมา มันย่อมมีอย่างแน่นอน เราจะปลุกเร้าความกรุณานั้นให้เกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อมนุษย์เรามักจะมีความก้าวร้าวอยู่ภายในเป็นธรรมชาติพื้นฐาน (สัญชาติญาณเยี่ยงสัตว์) แต่เมื่อเราพิจารณาดูหลายศาสนาต่างพูดกันเป็นเวลายาวนานว่า การทำเมตตาภาวนาเป็นเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความกรุณาภายในให้เกิดขึ้น ตอนนี้นักวิจัยเริ่มตั้งข้อสงสัยแล้วว่าคำสอนในศาสนาอาจไม่ใช่แค่สิ่งที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้เกิดศรัทธาเท่านั้น แต่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานในสมองมนุษย์ที่มีมาแต่โบราณกาลเลยทีเดียว การทดลองที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิลเมื่อเร็ว ๆ นี้ นักวิจัยได้วางเครื่องมือตรวจจับการทำงานของสมอง (Functional Magnetic Resonance Imager) ลงในศีรษะของพระภิกษุชาวยุโรปชื่อ แมทธิว ริคาร์ด เครื่องนั้นแสดงผลทันทีถึงกระบวนการทำงานที่ไม่หยุดนิ่งของสมอง เมื่อเครื่องทำงาน เสียงดังกังวาลของเครื่องตรวจและการหมุนของสนามแม่เหล็กก็เริ่มต้น...พระภิกษุริคาร์ดเข้าสู่ระดับแรกของเมตตาสมาธิ... แด่สรรพสัตว์ทั้งหลาย...ผู้ที่เป็นที่รัก...คนแปลกหน้า...และผู้ที่เป็นศรัตรู...ข้าพเจ้าขอแผ่เมตตาไปสู่สรรพสิ่ง...ขอให้ทุกสรรพสัตว์จงร่วมแผ่เมตตานี้ออกไป และขอให้จิตทุกดวงเต็มไปด้วยความเมตตา ระหว่างการภาวนาเช่นนี้ สมองของท่านมีการทำงานเพิ่มมากขึ้นของ รอยนูนด้านซ้าย (Left Middle Frontal Gyrus) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวเนื่องกับความรู้สึกปิติยินดีและความกระตือรือร้นอย่างแรงในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในการทดสอบอื่น ๆ สมองของท่านพิสูจน์ให้เห็นถึงความมีทักษะที่ดีในการทำความเข้าใจอันรวดเร็วเพียงครึ่งวินาที ผ่านการแสดงออกทางอารมณ์ที่กล้ามเนื้อใบหน้า นั่นคือทักษะการรับรู้และมีความรู้สึกร่วมกับสถานการณ์ที่อยู่เบื้องหน้า เมื่อท่านชมวิดีโอเหยื่อถูกไฟเผาไหม้ผิวหนังถลกขึ้นมาอย่างน่ากลัว ภาพเหล่านี้ถูกใช้ในห้องทดลองทางจิตวิทยาเพื่อให้เกิดความรู้สึกสะอิดสะเอียนต่อผู้ชม พระภิกษุริคาร์ดมีความรู้สึก เอาใจใส่ กังวล ผสมกับความเศร้าโศก พระภิกษุริคาร์ดยืนยันว่าท่านเป็นเพียงพระสงฆ์ที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ พุทธศาสนาแบบทิเบตเชื่อว่าใครก็ตามที่ปฏิบัติเมตตาภาวนามาอย่างเพียงพอแล้ว ความกรุณาจะกลายเป็นธรรมชาติที่สอง (ธรรมชาติที่หนึ่งคือสัญชาติญาณอย่างสัตว์) ที่ห้องทดลองในมหาวิทยาลัยวิสคอนซิลเมื่อเทปเสียงกรีดร้องตกใจของผู้หญิงดังขึ้น ผลการทดสอบที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับพระสงฆ์อีกรูปหนึ่ง สมองส่วนใหญ่ของท่านแสดงสัญญาณอารมณ์ด้านลบออกมา แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานี้กลับไปปรากฏที่ รอยนูนด้านซ้าย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ความรู้สึกด้านบวก แต่ในท้ายที่สุดผลการทดสอบก็พบว่าความรู้สึกของพระสงฆ์รูปดังกล่าวเปลี่ยนเป็นความรู้สึกห่วงใยในความทุกข์ของผู้อื่นโดยอัตโนมัติ ในปี ๒๕๔๖ การประชุมสัมนาที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสเซ็ทจูเส็ท ( เส้นกราฟนั้นบอกว่าสมองของพระภิกษุริคาร์ดหยุดการทำงานบริเวณพื้นที่อารมณ์ทางบวกอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าพระภิกษุริคาร์ดจะชมภาพอะไรก็ตามอารมณ์อยู่ในภาวะเมตตาและความสงบสุขตลอด มันเป็นผลการทดลองที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ริชาร์ด เดวิดสัน ได้อ้างคำพูดขององค์ดาไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งทิเบตว่า เส้นประสาทในสมองของฅนเรานั้นไม่คงที่ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ สมองของฅนเรามีความสามารถในการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา พูดจบเสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกับเสียงกล่าวสนับสนุนทั้งหอประชุมก็ดังตามมาทันที ไม่บ่อยนักที่นักประสาทวิทยาจำนวนเป็นพัน ๆ ฅนจะแสดงการยอมรับต่อผลการทดลองที่น่าทึ่งเช่นนี้ การชุมทางวิชาการครั้งนั้นได้กลายเป็นการกระชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างวิทยาศาสตร์ทางสมองจากฝั่งตะวันตก กับ วิทยาศาสตร์ทางจิตจากฝั่งตะวันออก ราวกับว่าสมองสองส่วนที่ถูกแบ่งซีกการทำงานมานานกำลังกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง เดวิดสันกล่าวเพิ่มเติมว่าวงการจิตวิทยาใช้เวลาเกือบทั้งหมดเรียนรู้อารมณ์ด้านลบของมนุษย์แล้วสันนิษฐานเอาเองว่า ความกลัว ความต้องการสืบพันธ์ และความก้าวร้า เป็นพื้นฐานจิตที่ต่ำทรามของมนุษย์ ในขณะที่นักบวชในศาสนาต่าง ๆ จำนวนมากต่างก็พยายามเข้าถึงความจริงเกี่ยวกับอารมณ์ด้านบวกของมนุษย์มานานหลายยุคสมัยแล้วเช่นกัน ลองมาดูสังคมชาวทิเบตกัน แท้จริงแล้วชาวทิเบตใช้เวลากว่า ๑,๒๐๐ ปีไปกับปฏิบัติการวางโปรแกรมพื้นที่ภายในจิตอย่างเร่งด่วน ในขณะที่โลกข้างนอกอวดศักดาตนเองด้วยยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีต่าง ๆ เราสร้างรถไฟพลังไอน้ำมาอวดกัน , เราสร้างไฟเย็นที่ให้แสงสว่างยามค่ำคืนที่เรียกว่าไฟฟ้า , เราไปเยี่ยมเยียนดวงจันทร์ แล้วเราก็ปลดปล่อยผีร้ายนิวเคลียร์ออกมาทำร้ายเพื่อนร่วมโลก แต่ชาวทิเบตกลับเดินตามรอยพระพุทธเจ้า พวกเขานั่งสมาธิสงบนิ่งโดยมีแสงตะเกียงพริ้วไหวจากน้ำมันจามรีตั้งอยู่เคียงข้าง พวกเขาทำการวิจัยและพัฒนาจิตสำนึกตนเองพร้อมกับอัพเกรดจิตวิญญาณซอฟแวร์ภายใน ผลลัพธ์ปรากฏแล้วในห้องทดลองเหมือนกับที่ เจอโรม คาแกน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกล่าวไว้ว่า การทำงานของระบบประสาทในสมองของมนุษย์เราไม่ใช่สิ่งที่เราจะควบคุมไม่ได้ ประสาทในสมองมนุษย์ทำงานร่วมกันระหว่างความคิดและความรู้สึก นั่นหมายความว่า ความสุข ความสงบ ความแจ่มใสเบิกบานไม่ได้ผูกพันหรือขึ้นอยู่กับกายหยาบนี้ แต่ความสุข ความสงบ และความเบิกบานภายในสามารถเกิดขึ้นได้จากการฝึกปฏิบัติทางจิต พระภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมยังคงยืนยันว่าสภาวะจิตของท่านไม่ได้เหมือนกับผู้วิเศษที่จะพาจิตตัวเองก้าวกระโดดไปสู่จิตสำนึกที่สูงส่งกว่าฅนทั่วไป หากแต่มันเป็นเรื่องของการฝึกฝนปฏิบัติอย่างตั้งใจสม่ำเสมอต่างหาก นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งอธิบายว่า เมื่อพวกเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างมีทักษะ เฝ้าสังเกตดูอาการปฏิกิริยาทางจิต เมื่อนั้นกระบวนการฝึกฝนพัฒนาจิตก็จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ การที่เราจะเป็นนายตัวเราเองได้ เราต้องหันมาฝึกจิตของเราเสียก่อน ถ้าอยากจะเก่งหมากรุกหรือเป็นนักสีไวโอลินตัวฉกาจ แม้แต่จะเป็นพระโพธิสัตว์ผู้เที่ยวจรช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากแล้ว จำเป็นต้องมีเวลาฝึกหัดหนึ่งหมื่นชั่วโมงในการสร้างสมบารมี แต่สำหรับผู้เริ่มต้นปฏิบัติที่ยังไม่ชำนาญเพียงแค่หยดเล็ก ๆ ของการฝึกปฏิบัติก็มีผลอย่างมากมายมหาศาลทีเดียว ข้าพเจ้าได้พบกับพระภิกษุแมทธิว ริคาร์ด ถึงท่านจะมิได้เป็นบุรุษผู้วิเศษที่เดินออกมาจากดวงอาทิตย์ แต่ก็เป็นบุคคลที่มีสติปัญญาชาญฉลาดท่านหนึ่ง ท่านจบการศึกษาจากสถาบันพาสเทอร์แห่งแพรีส ( วัยหนุ่มท่านเคยจาริกไปประเทศอินเดีย เรียนรู้การจาริกรอนแรมเป็นโยคีกับอาจารย์ทิเบต ใช้ชีวิตช่วงฤดูร้อนในอินเดียจนจบปริญญาเอกด้านชีววิทยา จากนั้นเท่านเดินทางออกจากฝรั่งเศส ตั้งจิตอธิษฐานออกบวชถือศีลปฏิบัติพระธรรมวินัย เข้าเงียบเป็นระยะเวลานานก่อนจะกลายมาเป็นล่ามประจำองค์ดาไล ลามะ ข้าพเจ้าถามพระภิกษุริคาร์ดว่า การที่ฅนเราจะมีจิตใจเมตตากรุณาได้ เกิดจากการเลี้ยงดูหรือเกิดจากพันธุกรรม (Gene) ท่านตอบว่าเร็ว ๆ นี้มีการทดลองจับลูกหนูที่มีนิสัยหวาดกลัวตกใจง่ายไปผสมพันธ์กันจนได้รุ่นที่ ๑๕ ซึ่งคาดว่าเป็นรุ่นที่มีสายพันธุ์ (Gene) ที่ตกใจง่ายที่สุด แล้วนำลูกหนูรุ่นนี้ไปอยู่กับแม่หนูที่มีความเอาใจใส่ดูแลลูก ๆ เป็นเวลา ๑๐ วัน ผลการทดลองพบว่าลูกหนูที่เคยแสดงอาการหวาดระแวงตกใจง่าย ไม่แสดงอาการดังกล่าวออกมาเลย และเติบโตเป็นหนูที่มีบุคลิกนิสัยปรกติ กลับมาดูที่มนุษย์เราบ้าง ในเมื่อบุคลิกนิสัยของมนุษย์ ๕๐% มาจากพันธุกรรม กับอีก ๕๐% มาจากภาวะแวดล้อมและการฝึกฝนเลี้ยงดู คุณคิดว่าอันไหนกันล่ะที่จะพัฒนาพฤติกรรมของมนุษย์ได้ ไม่ใช่การฝึกฝนปฏิบัติหรอกหรือ ข้าพเจ้าถามย้ำว่ามันไม่ยากเกินไปหรือสำหรับบางฅนที่จะฝึกให้เป็นฅนมีเมตตา ในขณะที่ฅนอื่นดูเหมือนจะมีความสามารถที่จะพัฒนาจิตใจตัวเองในด้านบวกอยู่แล้ว ท่านตอบว่า แน่นอน พวกเราในโลกนี้ไม่มีใครเลยที่เกิดมาแล้วก็เป็นมาตั้งแต่เกิด พวกเราต่างก็เรียนรู้ฝึกฝนตนเองด้วยกันทั้งนั้น นักวิจัยบางฅนตั้งข้อสังเกตว่าฅนที่ปฏิบัติเมตตาภาวนามักจะลงท้ายด้วยการลงไปปฏิบัติการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเมตตาในที่สุด ในขณะที่งานวิจัยในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งลอสแองเจลิส (University เพื่อยืนยันปรากฏการณ์ข้างต้น พระภิกษุริคาร์ดกล่าวเสริมว่าท่านก็ยังคงสนับสนุนให้ผู้ฅนหันมาปฏิบัติเมตตาภาวนากัน ท่านจำได้ว่าครั้งหนึ่งโยมแม่ของท่านบอกกับท่านว่าต้องการไปช่วยเหลือฅนป่วยที่ยากไร้ในบอมเบย์ ท่านกลับตอบว่า ๑ ปี ของการหลีกเร้นไปปฏิบัติสมาธิภาวนาเป็นการรับใช้ช่วยเหลือสรรพสัตว์ที่ดีเลิศกว่า ท่านเปรียบเทียบให้ฟังว่าการสร้างโรงพยาบาลนั้นใช้เวลานานก็จริง แต่เมื่อโรงพยาบาลเสร็จสมบูรณ์จะสามารถช่วยเหลือผู้ฅนได้มากกว่าที่เราจะไปช่วยฅนทุกข์ยากทีละฅนตามท้องถนน เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากเมื่อเรามีเวลาฝึกฝนตนเองมากขึ้นจนเราสามารถเอาชนะความสำคัญในตัวตนลง (อัตตวาทุปานทาน, Ego) เมื่อนั้นเราจะสามารถช่วยเหลือฅนอื่นได้อย่างแท้จริงโดยปราศจากการยึดติดและคาดหวังใด ๆ เวลานี้ผู้ที่มีสติปัญญาทั่วโลกเริ่มเห็นข้อเด่น-ด้อยในศาสนาตน อาจารย์ชาวพุทธจำนวนมากมองเห็นและยกตัวอย่างศาสนาที่มีรากมาจาก อับราฮัม อันได้แก่ ศาสนาคริสต์ ยิว และอิสลาม ต่างเริ่มฟื้นฟูให้ศาสนิกของตนมีการฝึกอบรมจิตใจตนเอง เทคนิควิธีการปลูกความกรุณาให้เกิดขึ้นมีลักษณะเดียวกันจนเราแทบจะมองข้ามความต่างของวัฒนธรรมไปได้เลย ปลดทิ้งพันธนาการความคิดที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงความจริง ขยับขยายขอบข่ายความเอาใจใส่ เปิดใจรับฟังความทุกข์ยากของผู้อื่นและปรารถนาให้พวกเขามีความสุขอย่างที่คุณเองก็ต้องการให้เกิดขึ้นกับคุณ มีจิตใจอ่อนโยนและพร้อมจะสนับสนุนให้เกิดความคิดใหม่ ๆ ในที่สุดความกรุณาจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่ายว่ามันสามารถเชื่อมต่อไปยังฅนทุกฅนและทุกสรรพสิ่ง ทุกวันนี้ข้าพเจ้ากำลังเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของโลก ข้าพเจ้าพบว่าผู้ฅนที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องของจิตใจเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เหมือนกับข่ายใยเส้นประสาทแห่งความกรุณา สิ่งเหล่านี้ไม่ไกลเกินฝันที่เราจะได้เห็นความกรุณากระจายไปทุกหย่อมหญ้าโดยที่เราก็ไม่ทราบว่ามาจากไหน คล้ายกับการปฏิวัติระบบการปกครองในยุโรปตะวันออก หลาย ๆ ประเทศที่เคยเป็นสังคมนิยมก็เปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตยอย่างปราศจากความรุนแรง ใช่แล้ว...งานหนักของเรายากลำบากมากขึ้นหากเราจำต้องทำงานภายใต้ความเป็น สถาบัน เพราะความเป็นสถาบันมักต้องการ ความเหมือน โดยมอง ความต่าง ว่าผิดปรกติ ฅนที่ทำงานภายใต้สถาบันมักขาดมุมมอง นอกกรอบ เพราะพวกเขาใช้เวลาอยู่กับสถาบันมานาน เขาไม่ยอมให้มีความแตกต่างและมักทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดดโดยไม่รู้ตัว แต่พวกเราต่างก็มีอิสรภาพในการสมัครใจที่จะทำงานร่วมกัน ด้วยการตัดสินใจของเราเอง พวกเรามีความฉลาดกว่าผู้นำของเรา มีความกรุณากว่าสถาบันของเรา มีจิตใจที่เปิดกว้างกว่าหลักคำสอนในศาสนาที่ศาสนาเองก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ ภายใต้หัวข้อข่าวที่ถูกเขียนให้โลกดูน่ากลัวซ้ำ ๆ ซาก ๆ ทุกวัน แต่ความจริงของข่าวกลับปรากฏชัดอย่างตรงกันข้ามจนแทบจะกลายเป็นเรื่องน่าหัวร่อเพราะข่าวถูกเมคให้เกินความจริง เรากำลังอยู่ในโลกที่รอคอยการค้นพบตนเอง และรู้ว่า พระเจ้า ที่เราจะสามารถเข้าใจต่อกันได้ก็คือ ความรัก และเมื่อเรามีจุดมุ่งหมายใดก็ตาม เราจำเป็นต้องไปด้วยกัน. ใส้ติ่งบทความ จับพระมาสแกน เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับ นายเนลสัน แมนเดลล่า ช่วงที่มีการล่าอาณานิคมโดยฅนผิวขาวเข้าไปบุกรุกดินแดนอัฟริกาใต้ ฅนผิวขาวได้ใช้นโยบายแห่งความรุนแรงแบ่งแยกสีผิว มีฅนผิวดำจำนวนมากถูกจับไปทรมานและขังคุก นายเนลสัน แมนเดลล่าก็เป็นหนึ่งในผู้ถูกคุมขังเหล่านั้น โดยมีผู้คุมเป็นฅนผิวขาว ช่วงเวลานั้นฅนผิวดำถูกฅนผิวขาวปฏิบัติเยี่ยงทาส นายเนลสันถูกจองจำอยู่ในคุกเป็นเวลาหลายปี ภายหลังจากที่นโยบายแบ่งแยกสีผิวสิ้นสุดลง ฅนผิวขาวที่เคยทำทารุณกรรมต่อฅนผิวดำถูกนำตัวไปขึ้นศาลโลกเพื่อพิพากษาความรุนแรงที่ตนเคยกระทำเอาไว้ เวลานั้นนายเนลสัน แมนเดลล่า และ อาบิชอปเดสมอนตูตู สังฆราชาแห่งอัฟริกาใต้ร่วมกันเขียนพันธสัญญาสัจจธรรมและการปรองดอง (Truth and Reconciliation Commission) ขึ้น ระหว่างชาวอัฟริกันและฅนผิวขาวเพื่อละเว้นความพยาบาทและไม่เอาโทษใด ๆ ต่อฅนผิวขาวที่เข้ามาบุกรุกใช้ความรุนแรง และเพื่อฅนทั้งสองสีผิวจะได้ไม่เป็นศรัตรูกันอีกต่อไป ต่อมานายเนลสันก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีแห่งอัฟริกาใต้หลังจากที่ดินแดนแถบนี้ได้รับอิสรภาพ ส่วนอาบิชอปเดสมอนตูตูก็ได้รับรางวัลโนเบลไพรซสาขาสันติภาพ *ตีพิมพ์ครั้งแรกใน สร้อยทองสาร จุลสารรายสะดวก ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๖๘ กันยายน-พฤศจิกายน ๒๕๕๐ |