วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน 2551
เมื่อหมาไล่หมูไปอยู่เมือง ...และเรื่องดีดีอีกแยะ
Posted by
CKK
,
ผู้อ่าน : 103
, 08:46:11 น.
พิมพ์หน้านี้
|
เรื่องดีดีของอาจารย์เสรี พงศ์พิศ.... | เมื่อหมาไล่หมูไปอยู่เมือง | | | |
| Written by ดร . เสรี พงศ์พิศ | | Friday, 16 May 2008 | (ตีพิมพ์ในสยามรัฐรายวัน 15 พ.ค. 2551) เมื่อหมาไล่หมูไปอยู่เมือง กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม นิทานเรื่องเทวดาให้หมากับหมูไปทำนา หมูทำนาจนจมูกบู้บี้ หมาไม่ทำอะไรเดินไปเดินมา เทวดาลงมาตรวจงาน เห็นแต่รอยตีนหมา นึกว่าหมาทำนา จึงให้หมากินข้าว หมูกินแกลบ พ่อบัวศรี ศรีสูง ปราชญ์ชาวบ้านผู้ล่วงลับชาวมหาสารคามผู้ชอบเล่านิทานเรื่องนี้แนะนำให้ชาวบ้านทำเกษตรผสมผสาน ทำนาแบบพออยู่พอกิน ไม่ต้องคิดทำขายใคร ทำแบบ "หมูมาหมาหนี" พ่อบัวศรีถึงแก่กรรมตั้งแต่ปี 2535 ชาวนาก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาของตนเอง วันหนึ่งราคาข้าวส่งออกเหยียบสามหมื่นบาทต่อเกวียน ชาวนาก็ยังไม่ได้ประโยชน์ เพราะคนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่ "หมู" แต่เป็น "หมา" เช่นเคย หมูอยากได้ต้องเดินขบวน ปิดถนน วันเวลาผ่านไป สังคมไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุนนิยมแข็งแกร่งขึ้น โหดยิ่งขึ้น บริโภคนิยมระบาดเร็วและเลวร้าย ไม่มีอะไรสกัดได้ มันไหลบ่าไปถึงในหมู่บ้าน วันนี้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ไปจ่อถึงหน้าบ้านเรียบร้อยแล้ว คนในหมู่บ้านจะเหลือใคร มีแต่คนเฒ่าคนแก่ เด็กๆ หรือผู้หญิงที่ต้องดูแลลูกและคนเฒ่าคนแก่เท่านั้น ที่เหลือก็ไปทำงานในเมือง ต่างถิ่น ส่งเงินมาให้พ่อแม่พี่น้อง ครอบครัว ซื้ออยู่ซื้อกิน ใช้หนี้ใช้สิน ต้องการอย่างเดียว แสวงหาสิ่งเดียว คือ เงิน อย่างอื่นไม่สำคัญ ขอให้มีเงินก็อยู่ได้ คิดกันเช่นนั้น ไม่ออกต้องแรงปลูกผักปลูกหญ้า แค่สามบาทห้าบาทก็ได้กินแล้ว ชนบทไม่มีแรงงานเพื่อทำนาอีกต่อไป คนที่อยู่ก็ไม่ได้ทำ กลายเป็นผู้จัดการนาไปหมด วันก่อนไปร้อยเอ็ดคุยกับคุณป้าคนหนึ่ง ประธานกลุ่มแม่บ้าน คุณป้าคนเดียวทำนา 40 ไร่ เป็นอะไรที่หลายปีก่อนคงนึกไม่ออกว่าทำได้อย่างไร แต่วันนี้ป้าทำได้ และหลายคนก็กำลังทำ ปัญหามีอยู่ว่า สิ้นบุญคุณป้าและคนรุ่นนี้แล้วใครจะทำนา ไม่ต้องให้มาลงมือเอง เอาแค่มาจัดการนาเหมือนคุณป้าก็ได้ ถามว่ายังมีลูกหลานป้าคนไหนที่อยากกลับมาทำหรือไม่ เพราะปีที่แล้วป้าบอกว่าไม่ได้ข้าวเลยแม้แต่ถังเดียว เพราะแล้งจัด ปีนี้ป้าเลยต้องลงทุนซื้อข้าวปลูก หรือพันธุ์ข้าวถึง 100 กระสอบ ๆ ละ 25 ก.ก. ตกกระสอบละ 580 บาท นี่ยังไม่ได้ลงนาเลย ต้องจ่ายขนาดนี้ ปัญหาไม่ใช่แค่ทำนาแล้วไม่ได้เงิน ไม่ได้กำไร เพราะแม้ว่าข้าวจะราคาเกวียนละ 20,000 บาทชาวนาก็เสี่ยง ถ้าได้ข้าวก็ดี แต่ถ้าไม่ได้จะทำไง คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการความเสี่ยง พวกเขาเรียนหนังสือ หางานทำในห้องแอร์สบายกว่า เสาร์อาทิตย์ไม่ได้ทำงานก็ได้เงิน มีกี่คนที่คิดได้เหมือนปราชญ์ชาวบ้าน เหมือนใครก็ได้ที่ลงมือทำเกษตรผสมผสาน ทำแบบที่พ่อบัวศรีทำ ที่คนคิดเป็นคิดได้กำลังทำ แต่คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็เป็นคนสูงอายุ จะอยู่ได้อีกสักกี่ปี อย่างมากไม่เกิน 20 ปี แล้วชนบทไทยจะเหลืออะไร จะเกิดอะไรขึ้น อันนี้ต่างหากที่ควรวิเคราะห์และมองกันให้ทะลุ เพื่อเตรียมยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม
วันนี้มีคนทำนาทำการเกษตรอยู่เพียงประมาณร้อยละ 40 จำนวนลดลงทุกปี อีก 12 ปีข้างหน้า ในปี 2020 หรือ 2563 ไม่น่าจะมีคนทำนาอยู่มากกว่าร้อยละ 30 และอีก 20 ปีข้างหน้า เชื่อว่าคนทำนาไม่น่าจะถึงร้อยละ 20 คนส่วนใหญ่จะเข้าเมือง เพราะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไปเรียนหนังสือ เหลือแต่ปู่ย่าตายาย คนแก่เฝ้าบ้าน แล้วที่ดิน ที่นาจะเป็นอย่างไร ทุนนิยมได้รุกเข้าไปในชนบทนานแล้ว ดึงลูกหลานชาวบ้านออกจากชนบทเข้าเมืองไปเกือบหมด รุกเข้าไปครอบครองที่ดิน เป็นหมื่นเป็นแสนไร่ ที่ดินที่นาจะถูกรวมเข้าเป็นผืนใหญ่ เป็นร้อยไร่ พันไร่ หมื่นไร่ คนคนเดียวสามารถทำนาเป็นพันเป็นหมื่นไร่ได้เหมือนที่ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ที่นั่นเขาขึ้นเครื่องบินหว่านข้าว หมื่นไร่วันเดียวก็เสร็จ ทุกอย่างใช้เครื่องมือเครื่องจักรทันสมัย พันธุ์ข้าวพันธุ์พืชก็ประเภทไฮบรีด จะแบบไหนก็ไม่อาจตามทันได้ เพราะทุนนิยมวันนี้ผูกขาดในทุกเรื่อง โดยเฉพาะความรู้และเทคโนโลยี คนจนไม่มีสิทธิ์ วันนี้ทุนนิยมเรียกร้องให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ สร้างเขื่อน สร้างแหล่งน้ำ พวกนี้แทรกเข้าไปในการเมือง ในราชการ ในแผนพัฒนาประเทศในทุกรูปแบบ ฟังดูก็น่าเลื่อมใส แต่ทุนนิยมก็ไม่เคยสนใจเรื่องการศึกษา การพัฒนาคน การพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง ไม่เคยสนใจ วิสาหกิจชุมชน เศรษฐกิจชุมชน หรือเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง
คำว่า "พึ่งตนเอง" ดูจะเป็นคำแสลงด้วยซ้ำ เพราะไม่เคยได้ยินหลุดจากปากนายทุนใหญ่คนไหนเลย มีแต่จะทำชาวบ้านพึ่งนายทุน พึ่งรัฐให้มากเท่านั้น ถ้าไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์ ทุนนิยมจะครอบงำได้ยากขึ้น
ทุนนิยมอยู่ได้เพราะความอยาก ความโลภของคน ตราบใดที่คนยังอยากมาก โลภมากก็ไม่อาจจะต้านทานได้ การครอบงำวันนี้มาในรูปแบบที่แนบเนียนมาก แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน มาในนามของระบบต่างๆ การศึกษา สาธารณสุข การพัฒนา การสื่อสาร ข้อมูลข่าวสารความรู้ ถ้าจะสู้ทุนนิยมโดยเรียกร้องให้คนปฏิเสธมันอย่างเดียวก็คงยาก
วันนี้ชุมชนจะต้องร่วมมือกันพัฒนา "ระบบ" ชีวิตในท้องถิ่นให้เป็นอะไรที่มีฐานที่หนักแน่นมั่นคงกว่านี้ ไม่ใช่ทำแต่โครงการๆ ได้งบได้เงินมาก็ดีใจ เงินหมดก็หาใหม่ แต่ไม่มีระบบเศรษฐกิจสังคมอะไรที่เป็นของตนเอง ไม่ได้จัดการการกินการอยู่ด้วยตนเองให้ได้สักหนึ่งในสี่ อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนในเศรษฐกิจพอเพียง
ถ้าจะสู้กับระบบทุนก็ต้องมีระบบของตนเองไปสู้ ไม่ใช่ไปแบบมือเปล่า ต่างคนต่างไป ไม่มีพลังอะไรจะไปสู้เขาได้ เพราะทุนนิยมที่กำลังพูดถึง คือ ทุนนิยมสามานย์ ที่ไม่เคยปรานีใคร มันเหมือนยักษ์ใหญ่ที่กลืนกินสัตว์เล็กสัตว์น้อย ไปถึงไหนก็เหยียบย่ำรากหญ้าจนราบเป็นหน้ากลอง
วันนี้ เศรษฐกิจพอเพียงต้องไม่เป็นเพียงวาทกรรมการพัฒนา ซึ่งใครๆ ก็เอาไปอ้างความชอบธรรม ซื้อขายหุ้นยังมีแบบพอเพียง เลยไม่รู้ว่าพอเพียงแปลว่าอะไร พอกระเบื้องเฟื่องฟูลอย สิ่งที่นายทุนพวกนี้ "ชอบทำ" ก็เลย "ชอบธรรม" ไปด้วย |
และเรื่องดีดีอีกมากมายที่ http://www.phongphit.com/index.php?option=com_content&task=view&id=365&Itemid=2
|