*/
  • Chaoying
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2009-08-10
  • จำนวนเรื่อง : 652
  • จำนวนผู้ชม : 2384264
  • จำนวนผู้โหวต : 1147
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1147 คน
<< กุมภาพันธ์ 2022 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565
Posted by Chaoying , ผู้อ่าน : 562 , 22:40:28 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน พุธทรัพย์ โหวตเรื่องนี้

                       

        วันมาฆบูชา ...คิดถึงพม่า “ถึงคน..ไม่คิดถึง”แล้วจึงไปวัดขนอนหนังใหญ่ จ. ราชบุรี (๑)

 

ตอนที่ ๑...คิดถึงพม่า จากหนัง "ถึงคน..ไม่คิดถึง"

         วันมาฆบูชาปีนี้ ตรงกับวันพุธที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ฉันตั้งใจไว้ว่าจะไปไหว้พระทำบุญที่วัดขนอนหนังใหญ่ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ด้วยเหตุที่ไม่ได้ไปนานแล้วตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิดระบาดมากว่าสองปี อยากรู้ว่าพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ที่วัดขนอนยังอยู่ดีหรือเปล่า..

         หกโมงเช้าตรู่วันนี้ ..ฉันไปเดินออกกำลังกายเหมือนทุกวัน ทุกเช้าขณะที่ฉันเดินออกกำลังกายก็จะเจอกับพระออกบิณฑบาต

วันนี้เป็นวันมาฆบูชาฉันจึงซื้อข้าวกล่องซึ่งมีหมูกรอบผัดกะเพราไข่ดาวใส่บาตรจากพ่อค้ารถมอเตอร์ไซด์พุ่มพวงขายกับข้าวซึ่งทุกเช้าจะมาจอดขายริมฟุตบาทที่ฉันเดินผ่าน เขาจะจอดขายอยู่ราวครึ่งชั่วโมง ทำให้ฉันแวะซื้อกับข้าวสดใหม่ในราคาไม่แพงทุกวันด้วยเช่นกัน

         ราวเจ็ดโมงครึ่ง ฉันเดินกลับมาถึงบ้าน รีบหุงข้าวบอนหอมและอุ่นแกงคั่วหอยแครงใส่ชะครามที่ซื้อมาจากร้านร่มไม้ชายเลนที่เราไปกินข้าวที่คลองโคนเมื่อวาน ฉันจึงแค่อุ่นให้ร้อนกลิ่นกระชายหอมฉุยมาก แถมยังซื้อปลาทูแดดเดียวทอดมาด้วย จากนั้น ฉันก็เอาผักเหมียงที่ซื้อมาจากตลาดวัดดอนหวายแช่อยู่ในตู้เย็นมาจัดการเด็ด ๆ ๆ เอากุ้งแห้งที่ซื้อจากทะเลบางชัน “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” โขลกกับหอมแดงศรีสะเกษใส่กะปิคลองโคนอีกนิดนึง ขยุ้มดอกเกลือจากแหลมผักเบี้ยโยนลงไปผสม แล้วต้มใส่กะทิกล่องที่เหลือแช่ตู้เย็นอยู่ (ฉันต้องใช้กะทิกล่องอย่างเลี่ยงไม่ได้เพื่อความสะดวก) แค่นี้ก็อร่อย เท่านี้ยังไม่พอ ฉันต้มไข่เป็ดไล่ทุ่งที่ซื้อจากตลาดน้ำลำพญาอีกสี่ฟอง

         ฉันอุ่นแกง ทำกับข้าว ต้มไข่เสร็จ ข้าวที่หุงก็สุกพอดี แล้วรีบรี่ไปอาบน้ำ เก้าโมงครึ่งเรียกสามีซึ่งอาบน้ำก่อนนานแล้วมากินข้าวเช้ากันอย่างเอร็ดอร่อยด้วยแกงหอยที่ซื้อมา

 

         ปกติหากกินข้าวเช้าเสร็จ เราก็น่าจะออกจากบ้านไปวัดไหว้พระทำบุญช่วงเช้า แต่วันนี้ ฉันมีนัดกับรายการทีวีช่องไทยพีบีเอส ตอน ๑๐.๐๐ น. เพราะจะรอดูหนังเรื่อง

ถึงคน..ไม่คิดถึง” ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “From Bangkok to Mandalay”

         กินข้าวเสร็จ ฉันรีบล้างถ้วยล้างชามแล้วมานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ดูหนังที่ไม่ได้สนใจจะดูมาก่อนตอนที่หนังมาฉายในโรงใหญ่ที่เมืองไทย ได้ข่าวว่าหนังเรื่องนี้ไปทำเงินล้านที่เมืองพม่า ฉันเคยมีประสบการณ์การดูหนังในโรงหนังชื่อ "เนปิด่อ" ที่กรุงย่างกุ้ง ตอนนั้น ดูเรื่อง "พี่มาก" คนพม่าสนใจมาดูเยอะมากโรงแทบแตก ได้รู้เห็นบรรยากาศของคนพม่าเวลาที่มาดูหนังในโรงหนังอีกแบบ

         หนัง "ถึงคน..ไม่คิดถึง" ตรึงตาตรึงใจให้ฉันหวนคิดถึงประเทศพม่า เพราะไม่ได้กลับไปพม่านานกว่าสองปีแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓-๒๕๖๔ (ไปครั้งหลังสุด คือ ไปทอดกฐินที่อะยาด่อ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๒ ว่างๆ จะเล่าให้ฟัง)

         นับว่า... “ถึงคน..ไม่คิดถึง” เป็นหนังที่สนุก การถ่ายภาพแต่ละฉากสวย เพลงไพเราะโดยเฉพาะเพลงพม่าโบราณบรรเลงด้วยเสียงดนตรีพิณพม่าและเสียงฆ้องวง เหมือนเพลงพม่าที่ฉันได้ยินลอยลมมาจากบ้านชาวบ้านตอนที่ไปพม่าใหม่ๆ เมื่อสิบห้าปีมาแล้ว (ไปครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๗ สมัยสนามบินมิงกะลาโดง ยังเป็นอาคารเก่า หลังจากปีนั้น กลับไปอีกหลายครั้ง จนจำไม่ได้แล้วว่ากี่ครั้ง ตอนนี้สนามบินสร้างใหม่ ทันสมัยมาก)

         เนื้อหาในหนังบางตอนก็คล้ายๆ หนังไทย (เอ้อ..ก็หนังไทยนี่นา ลืมไป) ..ที่แม่ฝ่ายชาย จะไม่ชอบผู้หญิงที่ลูกชายชอบคบเป็นแฟน หาว่าเป็นหญิงต้อยต่ำไม่มีสกุลรุนชาติไร้ยศถาบรรดาศักดิ์ไม่เหมาะกับลูกชาย อะไรทำนองนั้น นางเอกกับพระเอกรุ่นปู่ย่าจึงต้องจากกัน ย่ามาแต่งงานกับคนไทยแล้วอยู่ที่เมืองไทย ก่อนตายได้ให้นางเอกรุ่นหลานไปตามหาแฟนรุ่นปู่ตามจดหมาย หนังจะย้อนเวลาของคนสองยุคสองรุ่นกลับไปกลับมา ตามจดหมายในอดีตกับเวลาปัจจุบัน..(ชมบางตอนได้ในยูทูป)

         ฉันนั่งดูหนังไปพลางยิ้มอย่างมีความสุข ปล่อยใจให้ล่องลอยไปตามสถานที่ต่างๆ เมื่อได้เห็นฉากสถานที่ต่างๆ ในหนัง เพราะอดคิดถึงเมืองพม่าที่ตัวเองเคยไปพบเจอมาไม่ได้นั่นเอง

เชิญชมฉากในหนังบางตอน กับสถานที่ที่ฉันได้ไปพบเห็นมา

         ๑. ฉากตึกสูงสี่หรือห้าชั้นสถาปัตยกรรมคลาสสิกในกรุงย่างกุ้ง ซึ่งเป็นตึกก่อปูนหนาสไตล์โคโลเนียลที่มีหน้าต่างวงโค้งประดับด้วยปูนปั้นที่หัวเสาตกแต่งด้วยลายใบอะแคนทัสและปลายโค้งงอ เป็นสถาปัตยกรรมกรีกและโรมันโบราณแบบคอรินเทียน (Corinthian order)

เวลาที่ส่งของขึ้นไปตามชั้นต่างๆ ซึ่งผู้คนที่อาศัยแต่ละชั้น (ไม่ใช่คนครอบครัวเดียวกันเหมือนเมืองไทย) จะใช้เชือกห้อยลงมา เวลาใครจะฝากส่งจดหมายก็หนีบไว้ที่ปลายเชือก แล้วสั่นกระดิ่ง ฉันว่าเป็นความคิดที่เก๋ไก๋มาก

เจ้าของห้องหรือคนที่อาศัยอยู่ชั้นนั้นได้ยินเสียงกระดิ่งก็จะชักรอกเชือกขึ้นมา เหมือนกับ “ธูซา” สาวสวยในเรื่องที่ดึงเชือกที่ “นันดะ” ชายหนุ่มที่หลงรักหนีบกระดาษโน้ตส่งสารให้เธอ เห็นฉากนี้แล้วอดยิ้มไม่ได้เลยจริงๆ เพราะนั่นคือ วิถีชีวิตของคนที่อาศัยบนตึกสูงในกรุงย่างกุ้งที่เห็นได้ทุกวันนี้เลยหละ

(ชมคลิปจากยูทูปได้) คลิก https://www.youtube.com/watch?v=io4PzJyE53I

         ๒. ฉากต่อมา..ก็เป็นที่พุกาม ที่นางเอกกับพระเอกวัยรุ่นหลาน นั่งชมวิวทะเลเจดีย์ในหน้าฝนที่ต้นไม้เขียวชะอุ่ม (พุกามหน้าร้อนต้นไม้ใบร่วงพื้นดินแห้งแล้งจะเจดีย์ชัดเจนให้ความรู้สึกอีกอารมณ์ สวยไปอีกแบบ)

ทำให้ฉันคิดถึงพุกาม ที่เคยไปมาสองครั้งสองเวลา หน้าร้อนกับหน้าฝน นานมาแล้ว

 ทะเลเจดีย์ 

 

พุกามจะมีรถม้า ให้เช่า เพื่อนั่งชมทิวทัศน์ตามเจดีย์ต่างๆ จะทำให้ได้บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติดีมากฉันเคยนั่งรถม้า ชอบมาก สนุกดี หน้าฝนจะดี แต่ต้นไม้จะบังเจดีย์ ส่วนหน้าร้อนก็สวยเห็นเจดีย์ชัดเจนแต่ฝุ่นเยอะควรมีแมสใส่ ยิ่งมีนักท่องเที่ยวมาเยอะฝุ่นยิ่งเยอะ ชอบเส้นทางดินที่ม้าวิ่ง เป็นธรรมชาติที่งดงาม

 มีความพยายามที่จะขึ้นไปตามขั้นบันไดที่ชัน และเจดีย์สูงมาก

 เพื่อไปนั่งรอไฮด์ไลท์แห่งวันของพุกาม ...ชม เก็บภาพพระอาทิตย์ตก ท่ามกลางทะเลเจดีย์ และแม่น้ำเอยาวดี หรือ อิรวดีเบื้องหน้า

  

 คิดถึง..พุกาม

         ๓. ฉากที่โบสถ์แดง (All Saints’ Church) ที่เมืองปยินอู้ลวิน (Pyin Oo Lwin) ซึ่งในหนังใช้ชื่อว่าเมือง “เมย์มิโยะ” (May Myo) ตั้งชื่อตามชื่อนายพลเมย์ ชาวอังกฤษ ส่วนคำว่า "มิโยะ" ภาษาพม่าแปลว่า "เมือง" ซึ่งฉันก็เคยไปมาแล้วหลายครั้ง เมืองนี้ห่างจากเมืองมัณฑะเลย์ไปทางเหนือเดินทางจากสนามบินมัณฑะเลย์ไปราวสองชั่วโมง เมืองตั้งอยู่บนภูเขา จึงมีอากาศเย็น ในยุคอังกฤษเข้าปกครองได้ใช้เป็นเมืองพักตากอากาศ มีโบสถ์คริสต์ที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมสวยคลาสสิกมาก และบ้านเรือนสร้างด้วยสถาปัตยกรรมโคโลเนียล

มีรถม้าคันเล็กๆ สไตล์รถม้าอังกฤษที่เก่าแก่อายุกว่าร้อยปี แต่ยังคงใช้ได้และให้บริการอยู่ เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ ที่สวยมากจริงๆ

 ถ้าไปเมืองปยินอู้ลวิน อย่าลืม นั่งรถม้า นะคะ

 เก้าอี้ไม้สีแดงในโบสถ์ ในฉากที่พระเอกนางเอกรุ่นหลานนั่ง

พระเอกรุ่นปู่เล่นหุ่นกระบอกในโบสถ์นี้

 ฉากนอกตัวโบสถ์ด้านหน้า


สังเกตผนังโบสถ์ก่อด้วยหินก้อนใหญ่ ขอบวงหน้าต่างกระจกสีขาว ตัดด้วยสีแดง

 บาทหลวงยืนที่ประตูนี้ เพื่อจะเอาจดหมายให้พระเอกรุ่นปู่

 ประตูเดียวกับในภาพนี้ สังเกตมีต้นสนหน้าประตู

 โบสถ์แดงที่เห็นในหนัง ก็คือ โบสถ์ ชื่อ ALL SAINTS' CHURCH ตัวตึกทาสีแดงทั้งหมด

 เรานั่งรถม้ามาที่โบสถ์แดง

ภายในโบสถ์ คือ สถานที่ที่ใช้เป็นฉากในหนังที่พระเอกรุ่นปู่เล่นหุ่นกระบอก

 ขอบหน้าต่างโบสถ์ทาสีแดงตัดกับสีขาว สวยมาก

 โบสถ์สีแดง หลังคาสังกะสี ที่สร้างในยุคโคโลเนียล ช่วงอังกฤษปกครองพม่า สถาปัตยกรรมงดงามมาก

         ๔. ฉากที่สถานีรถไฟเมย์มิโยะ” เรียกชื่อตามชื่อนายพลเมย์ ชาวอังกฤษ สมัยที่อังกฤษเข้าปกครองพม่า ปัจจุบันรัฐบาลพม่าเปลี่ยนชื่อเมืองเมย์มิโยะซึ่งเป็นชื่อที่ฝรั่งตั้ง กลับเป็นชื่อเมืองแบบเก่าตามชื่อพม่าว่า “ปยินอู้ลวิน” ที่เมืองนี้มีสถานีรถไฟเรือนไม้ที่สวยคลาสสิกมาก เล็กๆ น่ารักมาก สไตล์สถานีรถไฟที่อังกฤษสร้างในยุคอาณานิคม

 หนังในเรื่องเป็นการย้อนเวลาไปเมื่อ ๕๐ ปีก่อน ผู้ถ่ายทำจึงได้เปลี่ยนป้าย จากปัจจุบันสถานี Pyin Oo Lwin (ปยินอู้ลวิน) ให้กลับย้อนไปเป็นสถานีรถไฟชื่อ May Myo (เมมิโยะ) ตามชื่อนายพลเมย์ชาวอังกฤษ

ที่ชานชาลา สถานีรถไฟปยินอู้ลวิน เมื่อเดินเข้าด้านใน

         ๕. ฉากที่พระเอกนางเอกนั่งรถไฟขึ้นจากสถานีปยินอู้ลวิน ผ่านสะพานก๊กเธ็ก สมยานามว่า “เจ้าสัตว์ประหลาดสีเงิน” ที่ทอดยาวข้ามระหว่างหุบเขาก๊กเธคในรัฐฉาน

 สะพานก๊กเธค ทอดยาวระหว่างหุบเขาก๊กเธค (ภาพจากในหนัง)

ซึ่งตรงช่วงกลางๆ สะพานจะมองเห็นน้ำตกที่สวยงามมาก (ภาพจากในหนัง)

 สถานีรถไฟ ปยินอู้ลวิน (Pyin Oo Lwin)

 ด้านหน้าสถานี เรียบง่าย อิฐสีแดง แต่เก๋ไก๋ 

ที่ขายตั๋ว สถานีรถไฟ ปยินอู้ลวิน บรรยากาศคลาสสิก

 ให้สังเกตป้าย จะเขียนว่า Pyin Oo Lwin แต่ในหนังจะใช้ป้ายว่า May Myo

 

มืองเมย์มิโยะ ยังเป็นแหล่งปลูกดอกไม้ชื่อ "ดอกเมมิโยะ" ชื่อเดียวกับเมือง ดอกคล้ายเบญจมาศดอกเล็กๆ ปลูกเยอะมากที่เมืองนี้เพราะอากาศหนาว และตัดส่งขายไปยังมัณฑะเลย์ ไปถึงย่างกุ้ง และอีกหลายๆ เมืองในรัฐฉาน

 ดอกเมมิโยะ มีหลายสี

 วันนั้น เราเจอรถมอเตอร์ไซด์ขนส่งดอกเมมิโยะ ระหว่างทางจากเมืองปยินอู่ลวิน (เมืองเมย์มิโยะ) ไปมัณฑะเลย์ ซึ่งรถติดอยู่นานมากโดยไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า ก็เลยลงไปถ่ายรูปกับมอเตอร์ไซด์ขนส่งดอกไม้ ที่เยอะมากจริงๆ 

 

         กลับมาที่เรื่องการนั่งรถไฟข้ามสะพานก๊กเธค ฉันเคยนั่งรถไฟขบวนนี้มาสองรอบแล้ว เป็นขบวนรถไฟที่มีชั้นธรรมดาซึ่งจะมีเก้าอี้ไม้เหมือนรถไฟชั้นสามของไทยสมัยก่อน หรือรถไฟสายเส้นทางมรณะธนบุรี-น้ำตก จ. กาญจนบุรีบางโบกี้ (มีชั้นสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย เข้าใจว่า เป็นชั้นสอง) เส้นทางรถไฟช่วงผ่านสะพานก๊กเธคที่ทอดยาวข้ามระหว่างหุบเขา สวยงามมากจริงๆ

 ผู้โดยสารขึ้นจากสถานีหนองเขียว (ชื่อเดิมที่ชาวไทยใหญ่ หรือชาวฉานเรียก) ปัจจุบันพม่าเรียกสถานี หนองโฉ่

 บรรยากาศการโดยสารแบบชาวบ้านทั่วๆไป มีคนมาขายของบนรถไฟด้วย เพราะนั่งกันนาน อาจจะหิว

แต่ให้ระวังเรื่องปวดท้อง เข้าห้องน้ำด้วย 

มีขนมขายทุกอย่างเยอะมากๆ ค่ะ

 เก้าอี้นั่งกันแน่นเต็มทุกที่ ต้องแบ่งๆ กันไป นั่งด้วยกัน

รถไฟตู้ชั้นธรรมดา หรือชั้น ๓ เป็นตู้โบกี้ที่พื้นเป็นแผ่นไม้กระดานแข็งแรงทนทาน และเก้าอี้ไม้ ให้บรรยากาศและรสชาติในการนั่งรถไฟที่สุดคลาสสิก เมืองไทยไม่น่าจะมีพื้นกระดานแล้ว

เราตั้งใจที่จะนั่งชั้นนี้เพื่อให้ได้บรรยากาศชาวบ้าน ๆ เต็มที่

         หุบเขาก๊กเธคเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างเมืองปยินอู้ลวินของภาคมัณฑะเลย์ กับจังหวัดจ๊อกแม รัฐฉาน ด้านบนของหุบเขาก๊กเธค มีสะพานก๊กเธค เป็นสะพานรถไฟที่เชื่อมการคมนาคมระหว่าง ๒ ฝั่ง

        

 สะพานก๊กเธคเป็นสะพานรถไฟชื่อดังและเป็นที่รู้จักของผู้ที่ชื่นชอบเดินทางท่องเที่ยวในพม่า นอกจากนี้ ยังเป็นสะพานรถไฟที่เก่าแก่และยาวที่สุดของพม่า ยาวถึง ๖๘๙ เมตร สูง ๑๐๒ เมตร สูงเป็นอันดับ ๑ ของอาเซียน และอันดับ ๒ ของโลก

         สะพานรถไฟแห่งนี้มีอายุกว่า ๑๒๐ ปี เริ่มต้นสร้างในปี ๒๔๔๒ แล้วเสร็จปี ๒๔๔๓ ในสมัยที่อังกฤษปกครองดินแดนแถบนี้ มีวิศวกรชาวอังกฤษเป็นผู้ออกแบบและควบคุมงาน และวิศวกรกับบริษัทจากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง วัสดุเพื่อใช้สร้างสะพานแห่งนี้ ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา

 เราสามารถขึ้นรถไฟจากสถานีปยินอู้ลวิน หรือจะไปขึ้นที่สถานีหนองโฉ่ (หนองเขียว) ก็ได้เพื่อจะข้ามสะพานก๊กเธค

เราร่วมกันถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหน้าสถานีปยินอู้ลวินที่สุดคลาสสิกนี้ เพื่อให้เป็นภาพประวัติศาสตร์ เพราะในอนาคตจีนกำลังจะสร้างสถานีใหม่ และสถานีเล็กๆ น่ารักแห่งนี้ อาจจะหายไปเหลือแต่ความทรงจำ

 สถานีก๊กเธค มีแค่ป้าย เป็นจุดจอดให้คนโดยสารขึ้นลงได้ ไม่ได้มีตัวสถานี

 น้ำตกสวยมากระหว่างหุบเขา มองจากรถไฟ

 ทางรถไฟสายเก่าก่อนที่จะสร้างสะพานก๊กเธค  ที่ไม้หมอนเป็นไม้ ปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้ว

 สถานีหนองเป่ง

         เมื่อถึงจุดจอดก๊กเธค รถไฟจะจอดให้ผู้คนโดยสารขึ้นลง แล้วรถไฟจะข้ามสะพานก๊กเธคอย่างช้าๆ เพื่อความปลอดภัยและให้นักท่องเที่ยวได้ชมทัศนียภาพด้านล่าง จากนั้น ขบวนรถไฟจะวิ่งถึงอีกฝั่งที่สถานีหนองเป่ง (เราจะลงที่สถานีหนองเป่งเพื่อขึ้นรถบัสเดินทางต่อไปยังเมืองลาโช้ และไปเมืองสีป้อ) รถไฟจะไปต่อผ่านเมืองจ๊อกแม โดยมีปลายทางอยู่ที่เมืองลาโช้ (ล่าเสี้ยว) เมืองหลวงของรัฐฉานภาคเหนือ

         หากไม่นั่งรถไฟข้ามหุบเขาก๊กเธค จะไปทางถนนโดยรถจะต้องขับขึ้นภูเขา เลี้ยวโค้งไป โค้งมาอย่างน่าหวาดเสียว เต็มไปด้วยรถบรรทุกยี่สิบสองล้อเยอะมากที่ขนสินค้าไปชายแดนจีน แต่ก็ได้ประสบการณ์อีกแบบด้วย

         ๖. ฉากหมู่บ้านโขนละครของชุมชนชาวโยเดียในเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งนางเอกรุ่นหลานไปตามหาได้เห็นหุ่นกระบอกในเรื่องรามเกียรติ์ ทำให้นึกถึงการเล่นหุ่นกระบอกของพม่าที่พุกาม

 

ศาลพระราม ในเมืองมัณฑะเลย์ ที่มีชุมชนชาวโยเดียอาศัยอยู่

        ๗. อีกฉากที่สะพานอูเบง ที่อมรปุระ เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งในหนังนางเอกรุ่นย่าจะมาอัดเสียงที่สะพานแห่งนี้ ในภาพนี้ เป็นหน้าน้ำหลากในทะเลสาบต่าวตะหม่านจะมีเรือ พอหน้าแล้งน้ำแห้งทำไร่ไถนาได้

ใครที่ได้ชมหนังเรื่องนี้ ก็คงจะชื่นชอบฉากภาพวิวสวยของพม่า จนทำให้อยากไปเที่ยวพม่าเชียวหละ

        หนังยาวสองชั่วโมง กว่าจะจบก็เที่ยงพอดี ฉันดูหนังจนจบอย่างมีความสุขอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ในหัวใจ...

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน