| ฟอร์ ซัม เดย์ | ||
เดี๋ยวนี้ผมมีกล้องเป็นอาวุธประจำกาย |
||
|
View All |
||
| เริ่มการเดินทางของความคิด | ||
ภาพถ่ายจากน้องแก้ว |
||
|
View All |
||
พิมพ์หน้านี้
|
ขอบคุณพื้นที่ในการแสดงออก ผมมีเรื่องคิดอยู่หลายเรื่อง และเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยากถ่ายทอด ซึ่งมีทั้งแง่ดีและร้ายคละกันไป เบื้องต้นผมเขียนไว้เป็นทุนไว้ในระดับหนึ่งแล้ว แล้วส่งออกเป็นตอนๆ ส่วนเรื่องจะจบเมื่อไรนั้นยังไม่ทราบ ภาพถ่ายที่ใช้นั้นเป็นภาพที่ถ่ายเมื่อคราวนั้นจากโทรศัพท์ หวังว่าคงพอได้อรรถรส จากนี้ขอให้ท่านผู้อ่าน สนุก และหารอยยิ้มจากเรื่องต่อไปนี้ ขอบคุณ อย่าตามผมไปเวียดนาม:ผมไม่ได้ไปเที่ยว(6) ไม่ค่อยสะดวกมาเขียนอะไรให้อ่านสักเท่าไร เนื่องจากว่าช่วงที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปรับผิดชอบงานให้กับท่านสื่อมวลชน ในการจัดฝึกอบรมให้กับนักศึกษา พอเมื่อใกล้จะว่างก็ปรากฏว่าสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศกลับร้อนระอุขึ้นมาอีก จนไม่มีกระจิตกระใจเขียนเรื่องตลกของตัวเองเมื่อตอนอาศัยอยู่ต่างบ้านต่างเมืองให้ท่านอ่าน เหมือนว่าจะอยู่ในสายเลือดของคนที่ชอบท่องเที่ยว แม้ว่าการไปอาศัยอยู่ในเวียดนามครั้งนี้จะไม่ได้ไปในฐานะนักท่องเที่ยวแต่ก็อดไม่ได้ หากมีโอกาสได้พบไปเจออาหาร หรือขนมอะไรเป็นแปลกเป็นต้องขอลองชิม ลองรับประทานดู อาหารในประเทศเวียดนามขึ้นชื่อมีชื่อเสียงมานานในด้านอาการสด และอาหารส่วนใหญ่มีองค์ประกอบของผัก หรือผลไม้เป็นส่วนมาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า คนเวียดนามจะกินผักอย่างเดียว แต่ในความจริงอย่างหนึ่งก็คือ อาหารเวียดนาม ก็มีพื้นฐานมาจากอาหารจีนมาก่อน และในความเข้าใจของผม ในเรื่องนี้ว่า จนเมื่อคราวเวียดนามผจญกับภัยทางการเมือง เรื่องการกินอยู่ที่เคยอู้ฟู่ก็เป็นอันต้องปรับเปลี่ยนไป อาหารในเมืองโฮจิมินห์มีไม่แตกต่างไปจากกรุงเทพเมืองฟ้าอมรบ้านเรา มีตั้งแต่ข้าวราดกับ(ข้าว) ฮูวเตี้ยว เฝื่อ จนไปถึงอาหารฟาสต์ฟู้ด แต่สนนราคาก็แตกต่างกันไปตามสถานที่ รูปแบบ และการบริการ คนเวียดนามในช่วงกลางวันส่วนใหญ่จะฝากท้องไว้กับอาหารนอกบ้าน ไม่ว่ารายได้จะน้อยเพียงใดโอกาสที่จะหิ้วข้าว พร้อมกับข้าวไปรับประทานที่ทำงานก็ดูจะยุ่งยากอยู่พอสมควร ดังนั้นร้านอาหารแบบร้านข้าวราดแกงเหมือนในโรงอาหารในโรงเรียนบ้านเรานั้น จึงมีให้เห็นอย่างดาษดื่น และคนที่เข้าไปใช้บริการมากอย่างไม่น่าเชื่อ ผมเองมีร้านข้าวราดแกงประจำอยู่ร้านหนึ่ง ห่างจากที่พักของผมในเขตตานบินห์(Tan Binh) ราว 200 เมตร ซึ่งในความจริงร้านที่ข้างโรงแรมก็มี แต่เรื่องความสะอาดจึงทำให้ผมต้องเลือก เดินออกไปอีกหน่อย อีกทั้งเรื่องของการเลือกกับข้าวที่มากกว่า ทั้งต้ม ทั้งผัด ทั้งทอด ที่ดูเหมือนจะหารับประทานยาก และหาอร่อยยากก็จะเป็นประเภทยำหรือประเภทอาหารรสจัด ครั้งหนึ่งที่งานแสดงสินค้า อาหารประเภทผัดไท ต้มข่า ต้มยำ ขายหมดเกลี้ยงอย่างไม่น่าเชื่อ คนเวียดนามต้องการอาหารรสชาติอย่างนี้อยู่บ้าง กับข้าวในร้านข้าวแกงขาประจำของที่ผมชื่นชอบมาก ก็ได้แก่ หอยตัวเล็กๆ ที่ร้านอาหารจีนบ้านเรา จะเอามาทำ อ๋อส่วน แต่ที่โน้นในร้านขอ้าวแกงจะเอามาผัดน้ำมันและปรุงให้ออกเค็มหน่อย รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือบางทีเป็นข้าวต้มผมว่าน่าจะทำให้ข้าวต้มหมดไปหลายถ้วยทีเดียว อีกอย่างที่อยากแนะนำ คือ ไก่ผัดตะไคร้ มันนี้จะออกคล้ายไก่ผัดขิงบ้านเรา ไก่ผัดขิงในตำรับจีนเมื่อใส่เหล้าขาว หรือเหล้าดีๆ ไปด้วยจะเป็นสูตรให้สตรีรับประทานในช่วงอยู่ไฟ เป็นการขับลม และสร้างกำลังวังชาอย่างดี ส่วนไก่ผัดตะไคร้ ที่ผมชอบมากนั้น ผัดน้ำมันเติมเค็มด้วยน้ำปลาถึงแม้อาหารหลายประเภทความเค็มจะถูกปรุงด้วยเกลือก็ตาม พริกไทเพิ่มความเผ็ดหน่อย ซอยพริกชี้ฟ้าสีแดงผัดปนกันไป เติมน้ำซุบพอคลุกคลิก อืมม์อาหารจีนแบบง่ายๆ สไตล์เวียด อีกหนึ่งถ้วยที่แนะนำ คือ แกงจืดมะระยัดไส้ ที่ร้านนี้และร้านอื่นที่ไปเห็นมานั้น จะใช้มะระลูกเล็ก ขนาดเท่ากำปั้นมือผู้ใหญ่ จากนั้นผ่าตามแนวลูกมะระเอาเมล็ดและไส้ออก แต่ในความเข้าใจผมว่าทางเทคนิคคนทำต้องลวกหรือต้มมะระลูกเล็กก่อนแล้วค่อยเอาไส้ออก เพราะลูกมะระไม่มีร่องรอยอื่น นอกจากตรงที่ยัดหมูสับเข้า ซึ่งถ้าไม่สังเกตก็ไม่เห็นอีกเช่นกัน จากนั้นแล้วค่อยยัดไส้หมูสับที่ปรุงแล้ว บางร้านก็ซอยวุ้นเส้น อันนี้ยิ่งเคี่ยวไฟอ่อนไว้ แก้อาการที่คนจีนเรียกว่า ร้อนใน ดีแท้ นี่เป็นประเภทเมนูที่พอจะจำได้ แต่ในความจริงยังมีเมนูอื่นๆ อีก แกงจืดหยวกกล้วย ซึ่งออกรสเปรี้ยวปะแล่มๆ ไม่แน่ใจนักว่ารสเปรี้ยวนั้นมาจากอะไร ผัดปลาประเภทตัวเท่ากำปั้นเด็กๆ กินกันเป็นตัวๆ อย่างนั้น ปลาสลวยที่นี่ก็กินกันเป็นอาหารหลักอยู่
นอกจากร้านอาหารกลางวันที่เป็นร้านประจำผมร้านนี้แล้ว มื้อเย็นผมยังมีอีกหนึ่งที่เป็นร้านประจำ เป็นร้านหมูย่าง หรือหมูปิ้งบ้านเรา แต่ว่าเขาย่างเป็นชิ้นใหญ่เท่าฝ่ามือ ย่างกันจนควันโขมง กลิ่นโชย แต่ที่นี่จะรับประทานกับข้าวสวยมีน้ำจิ้มสไตล์เวียด ที่เป็นน้ำจิ้มใสๆ โรยด้วยไช้เถ้า กับแครอทซอยนิดหน่อย แต่ว่าอาหารประเภทนี้จะมีผักดองประเภทแตงกวากับไช้เถ้าแกล้มด้วย อาหารง่ายๆ และที่ทำให้ผมแปลกใจมากก็คือ ข้าวสวยร้านนี้เป็นข้าวสวยหักเม็ด ซึ่งราคาน่าจะไม่แพง แต่ที่แปลกจริงคือรสชาดไม่รู้นะครับลองหาซื้อมารับประทานดู ร้านนี้ยังมีอาหารอีกอย่างหนึ่งที่ผมเชื่อว่าแปลกหารับประทานในประเทศเราค่อนข้างยาก แรกเห็นผมก็ยังอดแปลกใจในกรรมวิธีการทำไม่ได้ หน้าตาที่เห็นครั้งแรกนั้นทรงอาหารคล้ายกับก้อนเค้ก 2 ปอนด์ตามร้านเบเกอรรี่อย่างไรพิกล ข้างฝนเป็นเนื้อหมูสับ(รสชาติเหมือนหมูสับในมะระยัดไส้) ด้านหน้าเคลือบเป็นไข่แดงของไข่เค็มตี แล้วราดเกลี่ยในทั่ว ซึ่งมีความหน้าของหน้าพอสมควร ดูจากหน้าตาแล้ววิธีการทำน่าทำอย่างนี้ครับ คือเอาหมูสับปรุงใส่วุ้นเส้นปั้น หรือขึ้นรูปให้ได้ทรงเหมือนก้อนเค้ก นำไปนึ่งให้หมูสุก จากนั้นนำไข่แดงของไข่เค็ม อนุญาตให้ติดไข่ขาวมาบ้าง ราดให้ทั่วทั้งก้อนในขณะที่หมูสับขึ้นรูปยังร้อนอยู่เพราะไข่จะติดทันที จากนั้นน่าจะนึ่งอีกที่ในเวลาไม่นานนักให้ไข่แดงสุก ทิ้งไว้ให้เย็น ที่ก็ตัดอย่างแบ่งเค้กตามงานวันเกิดรับประทานพร้อมข้าวสวย น้ำจิ้มก็เหมือนกับหมูย่างหล่ะครับ แต่จริงๆ น้ำจิ้มสไตล์เวียดเนี่ยะสารพัดจิ้มจริงๆ ถ้าจะเปรียบเป็นคำไทยก็ต้อง จิ้มต้องแต่สากกระเบือนยันเรือรบ กันเชี่ยว ยังไม่หมดนะครับเรื่องอาหารที่ผมไปเจอมา แต่บางที่บางทีก็จำไม่ได้ว่าเค้าเรียกว่าอะไร อาหารอย่างหนึ่งที่คนเวียดนามทำอร่อยไม่แพ้ต้นตำรับ และดูเหมือนว่าคนทำอาหารสายเลือดเวียดจะทำได้อร่อยแทบทุกคน คืออาหารประเภทหมูย่าง หรือหมูแดง หมูกรอบ ผมไปเจอร้านไหนได้ชิม ได้รับประทานที่ไหนเวียดนามเป็นอร่อยไปเสียทุกร้านทุกที่ เขียนมาเรื่อยจนทำให้นึกขึ้นได้ ครั้งแรกที่เดินทางไปถึงเวียดนาม ที่ถนน วันที่ 23 (อ่านตามภาษาเวียดว่า ไฮ บา จึ๋ง) ถนนเส้นนี้จะบอกว่าเป็นสยามของโฮจิมินห์ก็ได้ เพราะว่ามีร้านขายเสื้อผ้ามากเชี่ยว ต้องแต่ไม่เป็นแบรนด์จนเป็นแบรนด์ของเขาเอง ถนนเส้นข้างเคียงเลยได้รับอิทธิพลที่ต้องดำเนินธุรกิจเสื้อผ้าตามไปด้วย บนถนนเส้นนี้มีตลาดอาหารสำเร็จรูปอยู่ตลาดหนึ่ง เรื่องเวลานั้นผมไม่แน่ใจว่าเปิด-ปิดกันกี่โมงยาม แต่ตอนไปนั่งรับประทานอาหารกันนั้น เป็นช่วงบ่ายสองโมงเศษแล้ว ถ้าใครจะบรรยากาศตลาดบ้านนอกๆ ในต่างจังหวัดได้ ตลาดนี่จะคล้ายอย่างนั้น แต่ความสะอาดนั้น ดูจะดีกว่าเยอะ แต่อาหารส่วนใหญ่ที่นี่จะปรุงเสร็จแล้ว จะมีก็แต่ก๋วยเตี๋ยว ซึ่งในภาษาเวียดนามเรียกว่า ฮูวเตี๋ยว น่าจะเป็นรากศัพท์เดียวกับภาษาจีน ซึ่งเท่าที่ไปพบนั้นที่เรียกก๋วยเตี๋ยวที่นี่นั้นส่วนใหญ่ก็คล้ายกับบะหมี่เกี้ยวบ้านเรา แต่ของเข้าไม่มีชายสี่ หรือซูจีหมี่เกี้ยวนะ ซึ่งจริงผมมีร้านประจำอยู่ร้านหนึ่งแต่อธิบายไม่ถูกว่าแถวนั้นคือถนนอะไร แต่เอาเพียงเป็นประสบการณ์ก็คงพอ บะหมี่เกี้ยวที่ไปเจอมานั้น คล้ายกับบ้านเรา ต่างกันก็ตรงที่ผัก ที่นี่ใช้ผักกาดหอมแทน เครื่องปรุงก็เป็นประเภทพริกเผาแต่มีรสเค็มนิดๆ ไม่แน่ใจว่าใช้เต้าเจี้ยวบดผัดรวมกันหรือไม่ ไม่มีน้ำสมสายชูแต่ที่นั่นใช้มะนาวสด หั่นเป็นชิ้นมาให้ ต้องบอกว่าร้านอย่างนี้ใจถึงกว่า เอ็มเค ที่เดี๋ยวนี้คั้นเสร็จใส่ขวดบริการลูกค้า ไม่รู้ว่าสดใหม่จริงหรือไม่ ถ้าจะเพิ่มรสเผ็ดมากขึ้นก็จะมีพริกสดหั่นเป็นแว่นไว้ให้รับประทาน หรือใส่ไปกับก๋วยเตี๋ยวก็ตามรสนิยมของผู้รับประทาน ลูกเกี้ยวก็อร่อยไม่แพ้สไตล์คนไทยทำ ออกนอกทางไปนานเกือบลืมเรื่องตลาด ที่นั่นมีอาหารน่ารับปนะทานสูตรหนึ่ง เข้าเขียนชื่ออาหารเป็นภาษาเวียดนามไว้ว่า SOUP CUA อออกเสียงว่า ซูปกั๋ว แปลตรงตัวครับว่า ซุปปู หน้าตาหรือรสชาติ คล้ายกับกระเพราปลาน้ำแดง แต่เนื้อปู้เป็นเหมือนเศษเนื้อปู ขนาดเท่าถ้วยซุปขนาดเหมาะมือราคาที่ 3000 โด่ง ตกประมาณ 15 บาท มีพริกเผารสเผ็ดให้เติม ส่วนจะเอาเปรี้ยวยังคงเป็นมะนาว ส่วนที่อยากเผ็ดมากขึ้นไปอีก ที่นี้เป็นพริกสดตำครับ บอกคำเดียวครับในวันนั้น ผมเสนอซุบกั๋วให้ตัวเอง 2 ถ้วย ปราดเหงื่อไปอีกเยอะเชี่ยว เหมือนเป็นการวางแผนทางการตลาด แผงข้างๆ ขายน้ำแข็งใสถ้วยละ 1000 โด่ง ทั้งหวานทั้งใส จริงๆ ระหว่างรับประทานก็มีโอกาสได้เจอคนลาวที่มาทำงานในโฮจิมินห์ เขาบอกว่าเขาชอบเมืองไทยมาก มาที่นี่ก็มาทำงานกับบริษัทเกาหลี เข้ามาติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย และอัคคีภัย ดูเหมือนว่าเกาหลีจะแบ่งตลาดกับญี่ปุ่นอย่างชัดเจนจริงๆ เขียนไปเขียนมาก็ยาวเสียแล้ว บทนี้ดูเหมือนจะหาสาระไม่ค่อยเจอ แต่หวังว่าท่านผู้อ่านคงไปลองทำอาหารแปลกๆ สไตล์เวียดนามรับประทานดูนะครับ ไม่มีสาระ แต่อิ่มท้องนะ อู้ยยยยยย หิวแล้ว ไว้คุยกันต่อในตอนหน้า และอย่างไรก็ดีในบทหน้าจะยังคงเดินวนอยู่ในร้านอาหารเหมือนเดิม |