| ฟอร์ ซัม เดย์ | ||
เดี๋ยวนี้ผมมีกล้องเป็นอาวุธประจำกาย |
||
|
View All |
||
| เริ่มการเดินทางของความคิด | ||
ภาพถ่ายจากน้องแก้ว |
||
|
View All |
||
| << | ธันวาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
ผมได้มีโอกาสคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นหญิงสาวที่มีดวงเศร้า เหมือนเธอเก็บซ่อนเรื่องราวหนหลัง และความวิตกกังวลในอนาคต ที่เธอถืออยู่ด้วยตัวเธอเอง เรื่องที่คุยไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์สิ่งใดไว้ หากได้เราได้สนทนากันเรื่องที่เธอ ขอออกจากชีวิตแฟน หรือเพื่อนที่คบกันฉันคู่ชีวิต เธอสนทนาด้วยน้ำเสียงที่เชื่อมั่นในการตัดสินใจ เพิ่งได้รู้ว่าเสรีภาพเป็นอย่างนี้นี่เอง แต่สำหรับผม 6 เดือนที่ผ่าน ก็เพิ่งได้รับรู้รสชาติของเสรีภาพว่าเป็นอย่างนี้นี่เอง.......... ........................................................................................................................... วันนี้เป็นอีกวันที่อยู่บ้านจนถึงมื้อค่ำ ปรกติผมจะรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ ลดหรือเพิ่มเว้นแต่ละสถานการณ์ แต่อาหารมื้อเย็นส่วนใหญ่ มิใช่อาหารมื้อสุดท้ายของวัน สำหรับผม ครอบครัวเรามีกัน สี่คน แต่หลังๆ มานี่เรามักจะรับประทานอาหารเย็นพร้อมหน้ากันน้อยมาก และส่วนใหญ่แล้วเราจะรับประทานอาหารที่ทำจากมือของเราพร้อมกันเพียงสามคน ดังนั้นมื้ออาหารก็จะไม่ใหญ่โต อย่างใน Magazine หรืออย่างในโฆษณาเครื่องปรุงอาหาร ที่แต่ละมื้อดูเหมือนความอร่อยของอาหารทำให้คนเรารับประทานอาหารกันอย่างผิดปรกติ ต้องขอออกตัวก่อนว่า ที่บ้าน เป็นรถเข็นขายอาหาร เอาใหม่ดีกว่า ที่บ้าน เป็นรถเข็นขายส้มตำ ไก่ย่าง เราทำกันมานานกว่า สามสิบปี ไม่ได้ร่ำรวยอย่างอย่างในคำโฆษณาชวนเชื่อที่ว่า ไม่มีความยากจน ในหมู่คนขยัน เราขยันและใช้จ่ายตามอัตตภาพครับ เท่าที่จำได้นอกจากหนี้แชร์แล้ว ที่บ้าน เคยเป็นหนี้ธนาคารเมื่อตอนเราปลูกบ้านใหม่เท่านั้นเอง เมื่อเราเหมือนจะเป็นร้านอาหาร เครื่องปรุง หรือต้นทุนการทำอาหารเบื้องต้นเราจึงมีอยู่ที่บ้านแล้วบ้าง ประกอบการเดินทางไปตลาดสด ของผม และแม่ผมที่ต้องไปตลาดทุกเช้ามืด เป็นเรื่องไม่ยุ่งยากเลยในทำอาหารรับประทานกันภายในบ้าน ...ผมจำได้ว่า ผมซื้อปลาทูสดมาทิ้งไว้สามตัว นานเกือบสองสัปดาห์ และทำต้มยำปลาทู(ไม่ค่อย)สด ไปเมื่อสองวันก่อนสองตัว วันนี้เจ้าตัวสุดท้ายคงต้อง ทอด เพราะว่ามันอยู่ในช่องแช่งแข็งในตู้เย็นที่บ้านมานาน ดังนั้นอันดับแรก ต้องเอาเจ้าปลาทู(ไม่ค่อย)สดมาออกมาแช่ให้น้ำแข็งละลายเสียก่อน อืมม์แต่ด้วยความที่อยู่ในช่องแช่แข็ง มันก็ดูสดคล้ายกับวันแรกที่ซื้อมา ตรงนี้ต้องขอเข้าข้างตัวเองก่อน เพื่อความอร่อยเสียหน่อย อีกย่างที่รู้ เพราะว่ามันมาพร้อมกับปลาทูสด คือกลุ่มผัก ไม่รู้ว่าทางโภชนาวิชาการจะมีการแยกประเภทผักไว้อย่างไร แต่ที่รู้แน่นอน คือ ใบกระเพรา ข้าวโพดอ่อน และ เห็ดหูหนู กำลังถูกเอาออกมาจากตู้เย็นเหมือนกัน ฟังดูแปลกไหมครับ มีบ้างอย่างไม่ค่อยเข้าพวก เห็ดหูหนู ครับเห็ดหูหนูเหลือมาจาก เมนูหมูผัดขิงเมื่อสองสามวันก่อน หมูผัดขิง เนี่ยะเมื่อสมัยผมเป็นเด็ก มักเป็นกับข้าวยอดฮิต คู่กับหมูปิ้ง เมื่อแม่กลับจากตลาด และเชื่อเหลือเกิน หลายท่านก็รู้สึกเบื่อกับอะไรก็ตามที่ผัดขิงเสียเหลือเกิน แต่วันนี้ขอแนะนำเหมาะกับเป็นกับข้าวช่วงหน้าหนาวอย่างช่วงนี้ ก่อนที่จะแนะนำกับข้าวที่ผมทำในมื้อเย็นนี้ ผมขอนำเสนอ หมูหรือไก่ก็ได้ผัดขิงเสียก่อน เริ่มแรกเราต้องมีขิงอ่อนมาไว้เป็นเจ้าของก่อน บางท่านชอบซื้อที่แม่ค้าหั่น หรือซอยไว้แล้ว ก็แล้วแต่นะครับ เพราะแค่เรื่องซอยขิงนะ ยังไงเสียก็ง่ายพอกับปลอกกล้วยอยู่แล้ว ผมจึงแนะนำให้ให้เราซื้อแล้วมาซอยเอง ส่วนจะปลอกเปลือกก่อนไหม ผมว่า ไม่ต้องปลอกหรอกครับเพราะว่าขิงนะอ่อนจริงๆ เพราะว่าเป็นหมูผัดขิง ผมจึงต้องเตรียมเนื้อหมู ไว้บ้าง ไม่ต้องมากหรอกนะครับ และนอกเหนือจาก สองอย่างนี้แล้ว เราควรต้องมี หอมใหญ่ ซอยเป็นแว่นพอประมาณ เห็ดหูหนู ต้นหอมหั่นเป็นท่อนกำลังงาม พอคำรับประทานนะครับ ถ้าอยากให้มีสีสวยก็ พริกชี้ฟ้าแดง หั่นเตรียมไว้ครับ บ้างท่านอาจอยากถามว่า พริกแดงอย่างอื่นได้ไหม เช่น พริกขี้หนู ที่มีสีแดง เจ้า พริกชี้ฟ้า เนี่ยะมันไม่มีรสเผ็ด ถ้าใช้พริกอื่นที่มีรสเผ็ด ผมกลัวว่าเผ็ดของมันจะไปแข่งกับรสเผ็ดของขิง ดูถ้าจะไม่ถูกที่เท่าที่ควร บางท่านชอบกระเทียม อาจซอยกระเทียมลงผัดด้วยก็เพิ่มสำหรับคุณทางสมุนไพร กระทะร้อนน้ำมันเตรียมแล้ว เราหรี่ไฟลงเล็กน้อยพอคอยเวลา เนื้อสัตว์ที่หั่นแล้วใส่ลงกระทะ พร้อมกระเทียมเลยครับ ทุกอย่างที่หั่นไว้ลงกระทะครับ อ๋อมาถึงตรงนี้บ้างที่เป็นมือใหม่ มักจะผัดอาหาร หรือกะเกณฑ์อาหารเกิน หรือไม่พอรับประทาน กับจำนวนคน หรือบางทีผัดแล้วหาจานใส่ไม่ได้ เพราะผัดออกมาเยอะเหลือเกิน เคล็ดลับนักกอล์ฟง่าย ก็ก่อนผัดจริงให้นำอาหารที่หั่นแล้วลองใส่จานดูก่อน ให้มันพูนจานสักนิด เพราะเมื่อหลังผัดมันจะยุบตัวหน่อย แต่ไม่ได้ยุบพรรค เมื่อทุกอย่างอยู่ในพรรคเดียวกัน เอ้ย!กระทะเดียวกันแล้ว เราก็ใส่เครื่องปรุงตามชอบ แต่อาหารอย่างผัดให้หวานออกนำนิดหนึ่งถึงจะอร่อย นี่เป็นกลยุทธ จริงๆ ก่อนหน้านั้นเราต้องทำน้ำแกง หรือแกงจืดก่อน แต่เราดันมาคุยเรื่องผัดนี้ก่อน จึงยังไม่เห็นน้ำแกง สมมุติว่าเรามีแกงจืดแล้วก็ละกัน เราก็ออกน้ำแกงจืดใส่ไปให้พอขลุกขลิก เพราะน้ำจากผักจะออกอีกมาบ้างเล็กน้อย อย่าลืมน้ำมันหอยนะครับ สมัยนี้ผัดอะไรๆ ใส่น้ำมันหอยทั้งหน่าน เมื่อก่อนรึจะได้ลิ้มรสน้ำมันหอยแต่ละที ยากมาก เพราะราคาแพงมาก เอาละครับถ้าไม่แน่ใจเราก็ชิมรสชาติก่อนสักนิด ก่อนตักใส่จาน ได้ข้าวสวย โดยเฉพาะข้าวใหม่ ร้อนๆ นะ อืมม์ แก้หนาว แก้หวัดแก้ไข้ ได้ดีทีเดียว เมื่อแม่ผมเห็นใบกระเพราเท่านั้น ท่านแม่ก็บอกว่า ช่วยเอากุ้งในตู้เย็นมาแกะด้วย บางบ้านก็เรียกว่า ปลอกกุ้ง แล้วแต่กริยาของแต่ละบ้าน แต่เท่าที่สืบค้น ไม่เคยได้ยินว่า ถอดถอนกุ้ง นะ เรื่องแกะ หรือปลอกกุ้ง ก็ดูที่ชนิดของกุ้งอีกด้วยนะครับ เพราะว่ากุ้งบางชนิด หัว หรือมันกุ้งก็มีส่วนทำให้อาหารที่รสชาติความสดมากขึ้น แต่วันนี้ผมได้กุ้งกุลาดำครับ แต่โดยนิสัยผมจะไม่แกะหัวออก เพียงผ่าหลังเอาไส้ออก และก็ตัดหนวดยาวๆ มันออกครับ วันก่อนได้ยินตลก โหน่งช่าช่าช่า พูดว่า ในทะเลคงไม่มีร้านขายใบมีดโกนเหนอะ! ปลาหมึกถึงมีหมวดยาว ในเรื่องหนวดนี้กุ้งก็คงมีเอี่ยวอยู่ด้วยเหมือนกัน วันนี้เราจะผัด กระเพราะกุ้ง กัน แต่สิ่งที่ควรทำก็คือเราควรเริ่มทำอาหารที่ต้องใช้เวลานานก่อน แกงจืดเต้าหู้ไข่ เต้าหู้ไข่เค้าขายกันเป็นหลอดครับ เมื่อหลายวันก่อนได้มีโอกาส ดูรายการโทรทัศน์แบบผ่านๆ นะครับ เจ้าธุรกิจนี้รายหนึ่งบอกว่า ยอด หรือตลาดของการบริโภคเต้าหู้ไข่เนี่ยะ! ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ตัวเลขเท่าไรจำไม่ได้จริงๆ ก่อนอื่น เราต้องไปสับหมูก่อนครับ เมื่อก่อนนี้การสับหมูเป็นเรื่องที่อิดหนาระอาใจสำหรับเด็กๆ จริง เพราะเป็นห่วงเล่นกับเพื่อน และที่ดูจะเป็นเรื่องก็คือ การทำอะไรใหญ่ๆ ให้ละเอียดลง มันยาก แต่เท่าถึงทุกวันนี้ บางบ้านบางครัวเรือนก็หาทางออกเรื่องการบริโภคหมูสับ ด้วยการซื้อเนื้อหมูบดจากตลาดมาเลย แต่ที่ไม่นิยมเห็นจะเป็นคนกลัวเรื่องความสะอาด เพราะหมูบดมาถึงบ้านแล้ว ไม่สามารถนำมาล้างทำความสะอาดได้อีก
พูดถึงเรื่องหมูขึ้นมา ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปเมื่อสมัยเป็นเด็กเมื่อราวกว่ายี่สิบปีก่อน แถวบ้านผมถึงแม้ว่าจะอยู่ใกล้ตลาดสด แต่ก็มีลุงอยู่ท่านหนึ่ง ที่จริงเราเรียกแกว่า อาแปะ มากกว่า และเรียกแกอย่างเต็มยอดว่า อาแปะขายหมู สำเนียงคนจีนแต้จิ๋วก็ประมาณว่า อาตือบะแปะ อาแปะคนนี้เหมือนกับ คนจีนทั่วไป เสียงดังตัวใหญ่ ตอนช่วงเช้าแกจะเปิดเขียงหมูที่ตลาดสด พอสายตลาดเริ่มวาย แกจะเอาหมูที่เหลือใส่รถซาเล้งของแก พร้อมอุปกรณ์ในการขาย ออกตระเวนตามตรอกซอกซอย มันเหมือนการ Delivery ในสมัยนี้ ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนี้ ผมจำได้ไม่แน่ชัดว่า เวลาแกเข้ามาตามตรอกซอกซอยแกจะร้องตะโกนมาก่อนหรือเปล่า แต่ที่คร่าวๆ ได้ความแกน่าจะร้องตะโกนมาก่อน เพราะว่าเวลาที่แกเข้ามาขายของ จะมีทั้งคนเดินมาดูหมูของแก และที่ต้องหลบหน้าก็มี เพราะว่าเมื่อหลายวันเชื่อหมูจากเขียงแกมากินก่อนแล้ว คุณวีระ ธีระภัทร เคยให้ความเห็นไว้ครั้งหนึ่งว่า ความทุกข์ที่น่าสังเวชที่สุด คือการกู้เขามากิน ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ยุทธการกินก่อนผ่อนที่หลัง ผมว่าก็ยังเป็นความมีน้ำใจให้กับปากท้องของคนทุกข์ยากอยู่ เด็กๆ แถวบ้านแทบทุกคนจะกลัวแกมาก อาแปะขายหมู เพราะนอกจากจะตัวใหญ่เสียงดัง แกยังที่มีโต้เล่มใหญ่แบบฉบับเขียงหมูติดว่าด้วย เวลาแกง้างสับซี่โครงหมูแต่ละที่ เสี้ยวสันหบังวาบบบบบบ.. นอกจากนั้นบางทีแกยังยกเหล็กแหลมขึ้นมาถูกับมีดโต้แกอีก โหยครบสูตรความน่าเกรงขาม คงไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับแก อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกขู่มาตลอด ว่าก่อนหน้าแกจะมาขายของที่นี่ แกคงไปกินเด็กๆ ที่ไหนมาก่อนแน่ ก็ด้วยเวลาเข้าใกล้ได้กลิ่นสาปน้ำมันเต็มไปหมด หมู....มาแล้วอ้า!!!! นึกไปมา ในสมัยก่อนของกิน delivery ก็มากนะ เพราะยังไม่มีจุดวางขายเหมือนสมัยนี้ ผมยังจำภาพ แต๋งเม? ออกเสียงนี้ไหมครับ ที่เป็นขนมหวานยืดๆ เหนียวๆ บางเจ้าก็มีถั่วลิสงติดมาด้วย สมัยผมยังเล็กมีอาแปะท่านหนึ่ง ทูนใส่ถาดอลูมิเนีมมาขาย เป็น แต๋งเม ใส่ถาดมา จะออกแข็ง แต่แกจะมีที่ตัด เป็นแสตนเลสสองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นเหมือนขอแต่ปากแบนหน้ากว้างสักนิ้วครึ่งได้ ส่วนอีกชิ้นเอาไว้ออกแรงตอกตัวขอ เพื่อตัด แต๋งเม ในถาด แกจะวางลงบนก้าวอี้ที่หิ้วมาด้วย หลังจากนั้นเรียกลูกค้าเด็กด้วยการ เคาะแสตนเลสที่เป็นอุปกรณ์ตัด เกิดเสียงดัง ไม่มีตังค์ซื้อ ก็ขอวิ่งไปดูแกตัดแต๋เมขายก็ยังดี อันนี้แกเป็นคุณป้าคนจีน ผมไม่เคยคุยกับแกจริงๆ จัง เพราะ แกมาขายตอนผมยังเล็กมาก และเป็นหญิงจีนที่น่ากลัวสำหรับผม รูปโครงหน้าแกออกจะยาวสักนิด ผมออกที่ทางฟู แกมีฟันเงิน กับฟันทองในปากแก และที่สำคัญแกไม่ค่อยยิ้ม แต่แกก็ร้องตะโกนขายของนะ แกจะขี่จักรยานมาขายของ ถ้าเราจะจำได้ว่า จักรยานโบราณที่คนจีนสมัยก่อนไว้ขี่ส่งของ ท้ายจักรยานของอาอึ้ม(ป้า) ท่านนี้จะมีตะกร้าสานใบใหญ่ ในตะกร้าใบใหญ่มีหม้ออลูมิเนียม น่าจะเป็นเบอร์สามสิบกว่าขึ้นไป รอบในหม้อจะเต็มไปด้วย ขนมจีบ กับ ขนมกูฉ่าย แต่ขนมสองอย่างนี้ไม่มีรสหวานเลย จึงน่าจะเป็นของรับประทานเล่นในหมู่ครอบครัวจีน ส่วนตรงกลางเป็น ก๋วยเตี๋ยวหลอด ฉบับรถจักรยาน ซึ่งไม่ได้เข้มข้นไปด้วยเครื่อง เหมือนก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่อง เวลาซื้อก๋วยเตี๋ยวหลอดแกนั้นมีสองวิธี คือ ถือจานจากที่บ้านมาใส่ หรือใส่กระทงใบตองของแก จากนั้นแกจะเหยาะด้วยซอสหวาน หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ซีอิ๋วดำ อันที่สมัยนี้น่าจะหายากก็คือ ซอสซีอิ๋วดำที่ทำให้เข้มข้นน้อยลง ซึ่งอันนี้ไม่แน่ใจว่าเต็มอะไรลงไป แต่ที่แน่ใจมากคือ ซอสที่จะมีพริกด้วย และก็เผ็ด อร่อยมากเมื่อได้ราดไปบนขนมจีบ กับกูฉ่ายไส้หน่อไม้ และที่สำคัญเชื่อว่ารับประทานได้ยากคือ พริกน้ำส้มเผ็ด อันนี้สามารถสร้างรสชาติให้กูฉ่ายอร่อยเพิ่มขึ้น สิ่งที่น่าเสียดายไม่ได้เพราะความอร่อย เพราะเราเองก็รู้ว่าสมัยเด็ก ได้กินอะไรๆ ก็อร่อยไปหมด แต่เพราะพอที่รู้จักแกไม่นาน แกก็เลิกขาย ข่าวบอกว่า ลูกสาวแกเรียนหนังสือจบแล้ว เลยให้แม่พักผ่อนไม่ต้องไปขายของ ซะอย่างงั้น เลยทำให้ไม่มีเรื่องเล่าเลย อีกอันหนึ่งซึ่งหารับประทานในราคาถูกได้น้อยแล้ว คือ จี๋หม่าวู่ ห่งเต๋าโจ๊ก แบบไม่ออกจริงครับ เพราะเป็นภาษากวงตุ้ง หรือกวางตุ้ง แต่เจ้าของร้านขายรถเข็นรุ่นสอง อย่าง อาก้อ สองคนนี้ ที่ทั้งเข็นทั้งถีบมาขายแถวบ้านผม แกร้องต่อไปว่า ถั่วแดง งาดำ มาแล้วครับ คือเป็นทั้งอาหารบำรุง และขนมรับประทานเล่น ซึ่งเจ้าขนมนี้มีราคาแพงพอควร เมื่อขายในตลาดเก่า หรือแถงเยาวราช หรือคนสมัยก่อนมักเรียกแถว หรือโซนเยาวราช ,บ้านหม้อ,วงเวียน 22 กรกฎาคม ว่าแถวบน แต่จะมีป้าคนหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดบ้านแกอยู่แถว ตรอกโรงน้ำแข็ง ซึ่งปัจจุบันรัฐ หรือ กทม. ก็เปลี่ยนเอาเส้นถนนเป็นข้ออ้างให้ชื่อแถวนั้นว่า ซอย เจริญราษฎร์ ๑ แต่ชุมชนแถวนั้นยังเรียกว่า ซอย ตรอกโรงน้ำแข็ง ส่วนเรื่องว่ามีโรงน้ำแข็งเยอะหรือไม่ ไม่ทราบ แต่ถ้าเรียกกันขนาดนี้แล้วก็น่าจะมีเค้าลาง เหมือนตรอกโรงหมู ในหนังของโจวซิงฉือ ป้าคนนี้แกเป็นคนเข็นมาขายก่อน แกจะพูดเรียกสิ่งที่แกขายเป็นภาษากวงตุ้งอย่างเดียว คือ จี๋หม่าวู่ ห่งเต๋าโจ๊ก ราคาถ้าจำไม่ผิดเมื่อยี่สิบปีก่อน ขนาดที่แกเข็นมาขาย ยังเริ่มที่สามบาทห้าบาท เด็กแถวบ้านขอตังค์ซื้อกินเล่นไม่ได้ ถ้าจะได้รับอนิสงค์ก็คงเป็นผู้ใหญ่ที่บ้านอยากเท่านั้น เจ้า ถั่วแดง ที่ลูกชายคนรุ่นที่สองแกร้องขายนั้น ก็คือ ถั่วแดงเคี่ยวจนเปื่อยเละเป็นน้ำ แล้วผู้ใหญ่บอกว่า เค้าจะเคี่ยวไปพร้อมกับ ผิวส้มเมืองจีน แล้วเต็มน้ำตาล ซึ่งรสชาติจะออกเปี้ยวๆ ผิวส้ม แต่จะหอมหวานจากถั่วแดง และน้ำตาล ส่วน งาดำ ที่ร้องตะโกนนั่นก็เหมือนกัน คือเอางาดำมาเคี่ยว แล้วเติมน้ำตาล ดังนั้นขนมสองชนิดนี้ เมื่อเข็นมาขายจะต้องมาพร้อมเต็มไฟที่ในรถเข็น ลูกชายป้าคนนี้ เห็นว่าสิ่งที่แม่ขายได้รับความนิยม จึงลาออกจากงานมาทำให้เป็นหม้อใหญ่ และใส่ซาเล้งขาย แรกสองคนพี่น้องต้องไปพร้อมกัน แต่พอนานวันเข้า เริ่มชินกับการบังคับรถ ก็ต่างคนต่างออกขาย ขอบอกว่าขายดีมาก โดยเฉพาะตอนเช้ามืดที่ไปขายที่ สวนลุมฯ ที่มีคนจีนไปออกกำลังกายกันมาก หลังๆ ได้ข่าวมาว่า แกส่งไปขายฮ่องกง เข้าทำเสร็จใส่ถุง แล้วคนก็แบกขึ้นเครื่องไป ที่ฮ่องกงแพงครับ........ ขนมถ้วยไหมครับ ป้าที่มาขายแถวบ้านผมเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แกฟันหลอครับ จำไม่ได้ว่าแกเป็นคนราชบุรี หรือสุพรรณ แต่ที่จำแม่น คือแกพูดเหน่อๆ มีทั้งแบกะทิราดหน้า และแบบไม่มีกะทิ แต่เป็นหน้าสังขหยา และมีแบบทั้งถ้วยเล็กและใหญ่ อันนี้จำราคาไม่ได้จริง แกจะวางหาบให้เราล้อมกันกิน แคะเองถ้าแคะได้ บางทีไม่ได้แกก็แคะให้อีก แม้ว่าจะเป็นขนมที่เกิดจากการนึ่ง แต่อาการเวลากินเราก็ใช้คำว่า แคะ ที่ตัก หรือที่แคะ ของแกก็มักทำให้เกิดปัญหา เพราะจะแย่งกัน จะมีทั้งแบบช้อน อลูมิเนียมเล็ก ที่เราเห็นตามร้านกาแฟที่ติดมากับถ้วยกาแฟ และอีกอย่างคือไม้พายเล็ก ซึ่ง เจ้า ไม้พายเล็กเนี่ยะผมเองก็ยังไม่เคยเห็นมามันเป็นอุปการณ์ในการรับประทานขนมอย่างอื่น นอกเสียจาก ขนมถ้วย ที่เราคุ้นเคยกับแกมาก เพราะแกจะมาปิดหาบที่แถวบ้านผม แถวบ้านนักเลงตัวเล็กมันเยอะ ที่จำความได้อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่แม่ชอบเล่าให้ใครต่อใครฟัง เรื่องการเลี้ยงเด็กเลี้ยงลูก คือ ป้าขนมถ้วยเล่าว่า แกมักจะหาบไปตามตรอก เวลาลูกค้าตัวเล็ก ตัวใหญ่ทานรับประทานหมดแล้ว แกก็จะถ้วยใสในหาบ กระด้งปิดหาบปิดไว้ ทั้งสองหาบหน้าหลัง บนกระด้งปิดหาบก็มีขนมถ้วยที่ยังไม่ได้ขาย และก็ถ้วยใส่ช้อนกับพายเต็มน้ำไว้ วันหนึ่งแกก็เข้าไปขายในตรอกหนึ่งที่ไม่ได้ระบุว่า มีเด็กเล็กดื้อซนมายุ่งหาบแก แม้ว่าจะกินหมดแล้ว คืออาการประมาณอยากรู้ว่าป้าซ้อนอะไรไว้ในหาบ ห้ามเท่าไรก็ไม่หยุด แกเลยเอื้อนเอ่ยกับแม่เด็กไปว่า ช่วยมาเอาลูกไปหน่อย เดี๋ยวถ้วยมันจะแตก..ซึ่งเข้าใจได้ว่า แกคงยุ่งขายของด้วย อารามเด็กคนเด็กแม่ค้ารึจะเอาไม่อยู่ ไม่มีทาง แต่ผลกลับได้ยินสวนกลับมาว่า ..แหม่เด็กมันเล่นถ้วย แค่เนี่ยมันจะยังไง แตกมาราคาสักเท่าไร...เดี๋ยวฉันจ่ายให้ลูกฉันเอง พอเรื่องเล่าเรื่องนี้จบเท่านั้น แม่ผมผสมความเห็นเข้าให้ ถ้าไปฉัน ฉันจะยกหาบคว่ำให้แ..่งเลย เฮ่อ! นี่หล่ะครับแม่ค้าขายของ อันหนึ่งที่นานจะได้เจอที เจอแต่ละครั้งก็เป็นสีสัน ขนมปลากริม ไข่เต่า มาแล้วคร๊ร๊ร๊ร๊ร๊ร๊ร๊ร๊รีาาาาาาาาาบบบบบบบ เคยเจอคนหาบขนมแบบนี้มาขายไหมครับ ไม่รู้จักชื่อแกครับ แต่ถ้าให้เห็นหน้าก็จำได้ แกหาบขนมปลากริมไข่เต่ามาพร้อมเสียงร้องว่า ขนมปลากริม ไข่เต่า มาแล้วคร๊ร๊ร๊ร๊ร๊ร๊ร๊ร๊รีาาาาาาาาาบบบบบบบ จนหมดหนึ่งลมหายใจ เคยคุยกันเลยแกน่าจะร้องได้ยาวเกือบนาที ทีเดียว ตาลุงขนมปลากริมฯ นี่ไม่เบาครับ แกก็คิดว่าขนมอร่อย แถมมีจุดขาย ฟรีเซ็นเตอร์ดีว่าอย่างนั้น บางวันเห็นบ้านไหนสาวๆ เยอะ มีแบบนั่งแช่คุยด้วย จนบางบ้านบางตรอกหมั่นไส้ ปล่อยข่าวว่าแกเป็นสายตำรวจ จับหวย จับการพนัน วันดีคืนดีมากขายหน้าแตก หรือไม่ก็หม้อใหม่มาซะอย่างนั้น ถามว่าหม้อเก่าไปไหน แกบอกด้วยอารมณ์ดีว่า ..ชาวบ้านตรอกโน้น ใจดี เค้าเก็บไปล้างให้.. ฮ่าสิครับ ส่วนท่านใดเจอแก บอกไปด้วยว่า ลูกค้าแถวตรอกจันทน์ คิดถึงงงงงงงง... คนสมัยนี้ติดห้างสรรพสินค้า กับร้านสะดวกซื้อกันหมด แม่ค้าสมัยนี้ก็ไม่ค่อยอยากเข็น หาของวิ่งขายอร่อยๆ กินลำบาก สมัยนี้ แค่เรื่องสับหมู และหมูสับยาวมาได้ขนาดนี้ หมูสับทำแกงจืด เมื่อละเอียดอย่างตั้งใจแล้ว เราไม่ใส่หมูเปล่าลงในหม้อแกง คนจีนจะติดเครื่องปรุงอย่างหนึ่ง คือ ตั้งฉ่าย ไม่เคยได้รู้คำแปล แต่ที่รู้อย่างหนึ่ง คือ คนที่ทำตั้งฉ่ายอร่อยเป็นพ่อเพื่อน ที่เป็นพ่อของเจ้าของโรงงานตัดเย็บเสื้อยืด แกเป็นราชบุรี อาชีพเดิมแกน่าจะทำสวนทำไร่ธรรมดา แต่ด้วยลูกชาย และลูกสะใภ้คนโต เป็นคนเก่ง บริหารจัดการธุรกิจจนใหญ่โต จึงขอให้แกมาอยู่กรุงเทพฯ กับ ลูกชายเล็กแกก็เลยมาเป็นเพื่อนเรียนหนังสือกับผม เมื่อวันที่บ้านขายของจะมีผักกาดขาวเหลือจากการเลาะออก เพราว่าเราให้บริการแต่ผักขาว ฉะนั้นเมื่อหลายวันมันก็เยอะ คุณพ่อเพื่อน หรือคุณลุง ท่านก็เป็นคนไม่ลืมความยากลำบากในความเป็นเกษตรกร และเลี้ยงดูลูกสาวลูกชาย เติบใหญ่ด้วยมัธยัสถ์ แกเกิดมาเห็นเข้าผักกาดขาวเข้า คนอายุเจ็ดสิบแล้ว แกมีน้ำใจด้วยการขอผักกาดขาวที่บ้านผมไปทำตั้งฉ่าย ต้องยอมรับโดยดุษฎีว่าผมไม่ฉลาดพอ ดันไม่ยอมไปขอความรู้เรื่องนี้กับแก เวลาผ่านไป แกให้คนงานที่บ้านเอาตั้งฉ่ายมาให้กระปุกหนึ่ง ตั้งฉ่ายทั่วไปที่เราหาซื้อกันได้ตามร้านค้า รสชาตินั้นจะออกเค็มๆ เป็นหลัก แต่ของแกกลับมีรสออกหวานหน่อยๆ จนบางวันผมเพลิน กับข้าวสวยร้อน โรยด้วยตั้งฉ่ายของพ่อ แค่นี้ก็เรียกน้ำย่อยได้แล้ว หมูสับเราจะใส่ ตั้งฉ่าย ไปผสมหน่อย เติมน้ำปลานิดหน่อย หรือไม่ก็เป็นซีอิ๋วขาว ซีอิ๋วขาวก็เช่นกันนะครับ สมัยก็มีให้เลือกมากมาย มีหลายสูตรอีกต่างหาก สมัยก่อนในซอยบ้านผมนั้น มีโรงงานผลิตซีอิ๋ว และที่มาคู่กันคือเต้าเจี้ยว โรงงานแถวบ้านผมนั้น น่าจะชื่อ ท้งหว่อ เป็นกวงตุ้งเหมือนกัน เค้าว่ากันว่า อาหารตำรับ หรือสูตรอร่อยนั้น พ่อครัว หรือ ที่ภาษาแต้จิ๋วเรียกกัน เถ้าชิ่ว ต้องเป็นคนกวงตุ้ง ท่งหว่อ เป็นโรงงานผลิตซีอิ๋วขาว และเต๋าเจี้ยว เบื้องต้น คือยังไม่ถึงกระบวนการในการใส่ภาชนะขาย ผมจำได้ติดตาว่า คนทำเป็นคนจีน แรงงานเป็นคนอีสานทั้งหน่าน วัตถุดิบเป็นเกลือ และถั่วเหลืองเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องมีเชื่อเพลิงนะ ที่นี่เมื่อยี่สิบ สามสิบกว่าปีก่อนยังใช้ฟื้น เวลาขนย้ายแต่ละที่เห็นแล้วเหนื่อยแทน เราเห็นโอ่งเต๋าเจียววางเรียงไล่กัน เกือบๆ ร้อยใบ และใบ แต่ละลูก น้ำหนักก็เกือบแปดสิบกิโลกรัมได้ เนื้อคือเต้าเจี้ยว ส่วนน้ำเดี๋ยวเอาไปต้มต่อ เราจะได้ซีอิ๋วขาว ซึ่งก็ยังแบ่งแยกออกเป็นเกรดของน้ำที่ออกมาอีก ทุกวันนี้เสียดายก็แต่ เมื่อโรงงานซีอิ้วนี้เลิกไป เราก็อดที่จะได้รับประทาน ซีอิ้ว และเต้าเจี้ยว แบบสดใหม่มารับประทาน ธุรกิจนี้ก็เช่น ผมเยมีโอกาสคุยกับคุณยุทธิยงค์ ลิ้มเลิศวาที ผู้ดำเนินรายการเอเอสทีวี แกเคยบอกว่าราคาที่อเมริกาแพงมาก เพราะประเทศอเมริกาเขาห้ามนำเข้า เนื่องจากเป็นของหมักดอง แต่ถึงกระนั้นเต้าเจี้ยวก็ยังเป็นส่วนประกอบของอาหารจีน ที่คุ้นลิ้มคนจีนมาเนินนาน เอาละครับเมื่อหมูเราใส่เครื่องปรุงพร้อมแล้ว น้ำก็เดือดแล้ว เราเอาหมูสับใส่เลย น้ำความจะเดือดจริงๆ นะครับมิฉะนั้น น้ำแกงออกมาอาจจะมีสีขุ่น ไม่น่ารับประทาน การที่เราจะดูว่าหมูสุก ก็ดูที่มันลอยขึ้นมา บ้างบ้านอาจจะชอบหมูหมัก ก็อาจต้องเสียเวลาหมักเนื้อด้วยเช่น ส่วนประกอบที่เหลือตอนนี้อยู่ชามแล้วครับ แกงจืดของผมวันนี้ใช้ผักกาดขาวเป็นหลัก ผมหั่นต้นหมอ และผักชี้ใส่เพิ่ม เต้าหู้ไข่ผมหั่นครึ่งกลางหลอด และบีบออกมาไว้บนฝ่ามือ แล้วหั่นพอคำ ไม่ต้องเกรงใจในการทำกับข้าวนะครับ อะไรที่สามารถหั่น หรือสับ พอคำรับประทานได้ ให้ทำให้พอคำ ที่นี่ก็เหลือแต่น้ำเดือด และปรุงรสแล้ว น้ำปลาซีอิ๋วเท่านั้นหล่ะครับ เพราะว่าถ้าคุณได้ตั้งฉ่ายรสชาติดีๆ ีรวย ตาม รสของตั้งฉ่ายจะออกมากับน้ำแกง จะช่วยให้แกงจืดกลมกล่อมมากขึ้น จากเถลงชามที่เตรียมผักกับเต้าหู้ไว้ ถึงตรงนี้ถ้าหากชอบรสชาติเผ็ดเล็กๆ แบบคนจีน ก็ ใช้พริกไทยช่วยละครับ มาดูที่ผัดกระเพรา ผมเตรียมกระเทียม และพริกไว้แล้ว ใบกระเพราเด็ดแช่น้ำไว้ครับ เหมือนกันกับผัดขิงอีกหล่ะครับ เราทำกระทะและน้ำมันให้ร้อนก่อน จากนั้นผมให้กุ้งกุลาที่เตรียมลงกระทะ หรี่ไฟครับเพราะเดี๋ยวจะไหม้ก่อนสุก ที่เขียงผมมีขข้าวโพดอ่อนเตรียม ผมมีปัญหาอยู่หลายครั้งกับข้าวโพดอ่อน ว่าทำอย่างไรผมถึงตัดได้ตรงขั้วข้าวโพดกับซังของมันพอดี วันนี้ผมได้ขอสรุปว่า ผมต้องผ่าครึ่งกลางตามแนวข้าวโพดก่อน จึงเด็ดซังออก ผมจะได้เนื้อข้าวโพดอ่อนเยอะที่สุด จากนั้นข้าวโพดอ่อนใส่ตามไป ช่วงนี้สำหรับผมจะใส่เครื่องปรุง และบ้างท่านอาจชอบใส่ผักอย่างอื่น อย่างผมบางทีผมเลือกหน่อไม้ดองหั่นแล้ว หรือยอดมะพร้าวอ่อน บางครั้งก็ถือว่าเป็นผักเสริมรสอาหารอย่างใช้ได้เลยทีเดียว จากนั้นเป็นกระเทียมพริกที่เตรียมไว้ เร่งไฟให้แรงขึ้น ถึงตรงนี้กระทะอาจจะแห้ง เราใส่น้ำแกงจากที่เราเตรียมเป็นกับข้าวไว้แล้วมานิดหน่อย ผัดพอเราได้กลิ่นฉุนพริก อย่าลืมน้ำมันหอย จากนั้นเราก็ใส่กระเพราตามต้องการ เท่านี้เราได้กับข้าวไทยๆ ใช้สมุนไพรมาอีกอย่าง ที่เหลือที่เตรียมไว้คือ ปลาทูสด ที่วันนี้ต้องนำมาทอดแทน คนไทยหรือคนทั่วไปคุ้นเคยกับ ปลาทูนึ่งจนเคย คิดไปว่าปลาทูนึ่งนั้นยังไม่สุก ทั้งที่ผ่านการนึ่ง และก็สังเกตเห็นได้ ว่ากันว่าปลาทูที่อร่อยทีสุดต้องเป็นปลาทูจากจังหวัดสมุทรสงคราม และเอกลักษณ์ของปลาทูที่นี่คือ หน้างอคอหัก ที่หน้างอคอหักการเพราะคนที่นำไปนึ่ง หาเข่งปลาทูใหญ่เท่า หรือใหญ่กว่าตัวปลาทูไม่ได้ เลยจำใจต้องกดหัวปลาทูลง พอกดหัวลง หรือหักคอลง หน้าของปลาที่ไม่มีคางก็ดูงอ เหมือนคนที่หน้าไม่ยอมรับแขกยังไงยังงั้น กับข้าวสุดท้ายที่ทิ้งท้ายตรงนี้ก่อนจะว่าขึ้นโต๊ะ คือพริกขี้หนูสวนซอย ใส่ถ้วยเล็ก เหยาะน้ำปลารสชาติดี บีบมะนาวใส่ ถ้าบ้านในเชื่อว่า มะนาวบ้านตัวลดจริง ก็บีบน้ำใส่เปลือกมะนาวลงไปด้วย กลิ่นผิวมะนาวเนี่ยะคนอีสานเขาว่ากันว่า ได้กลิ่นผิวมะนาวเมื่อไร ให้นึกถึงลาบวัวจริงๆๆ
.............................................................................................................................. เมื่อวานนี้ผมกับเพื่อนหญิงได้ไปนั่งรับประทานอาหารด้วยกันเหมือนเคย ผมมักจะตามใจเธอในเรื่องการเลือกร้านอาหารที่รับประทานอาหาร ในทุกครั้งที่เราพบกัน เพราะนานที เราจะได้ไปรับประทานอาหาร หรือไปไหนต่อไหนกัน หรือไม่บ่อยนักที่เราจะได้พบกัน วันนี้แววตาเธอคงเหมือนเดิม เรื่องที่เราสนทนากันวันนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของเธอเสียเป็นส่วนใหญ่ เป็นเรื่องความผิดพลาดในการวางแผนการใช้ชีวิต เพราะสามสี่เดือนที่ผ่านมา เธอได้ไปในหลายๆ ที่ ที่เธออยากไป เธอได้ไปทำหลายๆ อย่างเพื่อตอบคำถามที่เธอตั้งไว้ ทั้งที่ผมคิดไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรนอกจากความซะใจ เธอก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน เธอปรึกษาผม อยากขายทรัพย์สินหลายอย่างที่มีอยู่ในชีวิตเธอ เพื่อแปรนำมันมาเป็นเงินเพื่อค้ำยันไปให้ถึงความฝันที่ฝันไว้ ผมได้แต่นิ่งเงียบ เพราะบางเรื่องมันเกินกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเราจะหยิบยื่น บางครั้งก็ดูเหมือนผมไม่ใคร่อยากจะช่วยเหลือ |