พิมพ์หน้านี้
|
ปวดประจำเดือนเรื่องน่าเบื่อประจำทุกเดือน โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล คุณผู้หญิงหลายท่านเคยสงสัยมั้ยครับ ทำมั้ยดิฉันมีประจำเดือนแล้ว ยังมีอาการปวดท้องน้อยตามมาอีกในช่วงนั้นๆของแต่ละเดือน ลองมาฟังสาระความรู้เกี่ยวกับประจำเดือน จะได้ไม่ต้องมาวิตกกังวลในรอบเดือนต่อไปดีไหมครับ สาเหตุ ก่อนอื่น คุณผู้หญิงคงต้องทราบก่อนนะครับว่า การมีประจำเดือนเป็นเครื่องหมายของสตรีปกติที่อยู่ในช่วงแห่งวัยเจริญพันธุ์ คือตั้งแต่อายุได้ประมาณ 12 ปี จนถึงอายุเฉลี่ย 55 ปี โดยการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิง 2 ตัวหลักๆที่ชื่อว่า เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน ทั้งคู่มีหน้าที่ในการควบคุมกระบวนการสร้างไข่ ตกไข่ ตลอดจนการนำไปสู่การปฏิสนธิกับเชื้ออสุจิของฝ่ายชาย และการฟักตัวเป็นมนุษย์ตัวเล็กๆในที่สุด ประจำเดือนที่มาตามปกตินั้น จะช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายดำเนินไปตามปกติตามไปด้วย เพราะไข่ที่ไม่ได้รับการผสม จะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับเป็นที่ฝังตัวของไข่ไม่ได้ใช้จึงถูกขับออกมา เป็นการถ่ายเทเลือดของเก่าออกไป เพื่อสร้างของใหม่ ทำให้ไม่มีของเสียคั่งค้างภายใน จึงนับว่าเป็นผลดีของการมีประจำเดือน สาเหตุเกิดจากตัวมดลูกเองเรียกว่า primary dysmenorrhea มักจะร่วมกับประจำเดือนมามากเกิดจากสารที่ชื่อว่า prostaglandinmeทำให้มดลูกบีบตัวมาก ส่วนสาเหตุปวดประจำเดือนที่มาจากสาเหตุอื่นเรียก secondary dysmenorrhea เช่น กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน การใส่ห่วง การหยุดยาคุมกำเนิด ความเครียด การติดเชื้ออุ้งเชิงกรานendometriosis และยังมีสาเหตุอื่นอีกมากครับ อาการปวดประจำเดือนพบได้ประมาณ 70% ของผู้หญิงทั้งหมดเป็นอาการโดยธรรมชาติ สาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนระหว่างการมีประจำเดือน ร่างกายของคุณผู้หญิงตรงที่ผนังมดลูกจะมีการสร้างสารชนิดที่เรียกว่า โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) หลั่งออกมามากขึ้นหรือมีความไวต่อสารตัวนี้เพิ่มขึ้น ผลที่ตามมาก้อทำให้มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูกและมดลูกหดตัวแรงขึ้น อันเป็นสาเหตุตามมาทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือน โดยทั่วไปอาการปวดจะเริ่มก่อนมีประจำเดือนหลายชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณสารดังกล่าวที่หลั่งออกมาและเมื่อระดับของสารนี้กลับสู่ปรกติ อาการปวดก็จะหายไป นอกจากนั้น การปวดประจำเดือนนั้นไม่ได้มีเฉพาะอาการปวดท้องน้อยแต่เพียงอย่างเดียว ยังมีอาการอื่นๆ พ่วงตามมาด้วย เพราะสารโพรสตาแกลนดินที่กล่าวมาแล้ว หากพลัดเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตสู่อวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย ทำให้เส้นเลือดหดตัวจึงทำให้มีอาการไม่สบายตัวได้ที่พบบ่อยคือ คลื่นไส้ อาเจียน เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ปวดหลัง ปวดเอว ท้องเดิน ปวดศีรษะ ยิ่งไปกว่านี้ยังพบอาการเป็นลม วิงเวียน หงุดหงิด ได้ในบางราย วิธีบรรเทาอาการปวด อาการปวดประจำเดือนมักจะรุนแรงในวันแรกๆของการมีประจำเดือน แล้วค่อย ๆ ลดลง แต่ก็มีสตรีบางคนอาจจะมีอาการปวดตลอดระยะเวลาของการมีประจำเดือน ซึ่งสามารถแบ่งอาการปวดประจำเดือนออกได้เป็น 3 ระดับ 1. ปวดน้อย มีอาการปวดนิดๆ หน่อยๆ อาการปวดคงอยู่กับที่ บรรเทาอาการปวดได้ โดยการวางถุงน้ำร้อนบริเวณหน้าท้องหรือพักผ่อน ให้เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องกินยาแก้ปวด 2. ปวดปานกลาง ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 2 เม็ดเวลาปวด กินซ้ำได้ทุก 4-6 ชม. ก้อจะบรรเทาลง 3. ปวดมาก ร้อยละ 10 ของคุณสุภาพสตรีที่มีอาการมากถึงขั้นต้องหยุดเรียนหรือลางาน วิธีการรักษามี 2 ทางครับ วิธีแรกให้ยายับยั้งการสร้างโพรสตาแกลนดิน ซึ่งเป็นต้นตอของอาการปวดประจำเดือน ได้แก่ กลุ่มยาต้านอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า NSAIDs (non-steroidal anti-inflammatory drugs) เช่น mefenamic acid, indomethacin, piroxicam, ibuprofen เป็นต้น ซึ่งหลายรายงานกล่าวว่า ยาที่ได้ผลดีที่สุดในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนคือ mefenamic acid ยาเหล่านี้จะออกฤทธิ์ภายในครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงหลังจากกินยา และมักจะมีฤทธิ์อยู่นาน 4-6 ชั่วโมง ดังนั้น สามารถกินยากลุ่มนี้ได้ทุก 4-6 ชั่วโมงตามระยะเวลาออกฤทธิ์ของยา ส่วนแนวทางที่สองในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนก้อคือ การให้รับประทานยาคุมกำเนิดชนิดผสม ระหว่างเอสโตรเจนกับโปรเจสติน ที่มีผลในการปรับฮอร์โมนให้ดีขึ้น กินแบบเดียวกับยาคุมกำเนิด คือวันละ 1 เม็ดทุกวัน เพื่อไม่ให้มีการตกไข่ จะช่วยไม่ให้ปวดได้ แต่วิธีนี้จะไม่เหมาะกับสตรีผู้ที่รอการตั้งครรภ์ และมีข้อเสีย ตรงที่ต้องกินยาทุกวันต่อเนื่องกัน 4-6 เดือน จนกว่าอาการจะบรรเทาลง นอกเหนือจากวิธีการกินยาแล้วที่กล่าวมาแล้ว การนวดท้องเบาๆ การประคบน้ำอุ่น การออกกำลังกาย หรือการยืดเส้นยืดสายก็อาจช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้และสำหรับสตรีบางคน การอดนอน ความเครียด และการดื่มกาแฟอาจทำให้อาการปวดรุนแรง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเหล่านี้ แหล่งข้อมูล นพสุรเกียรติ์ อาชานุภาพ, ตำราการรักษาโรคทั่วไป, 3 สิงหาคม 2544 ผศ.ดร.นพ.ประกอบ ผู้วิบูลย์สุข, คำถามต่างๆ เกี่ยวกับอาการปวดประจำเดือน, นิตยสารวงการยา ปีที่ 2 ฉบับที่ 26 16-31 กรกฎาคม 2544 ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุภระฤกษ์, วิธีลดปวดประจำเดือน, นิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 308 ตุลาคม 2540 รูปประกอบจากอินเตอร์เนท |
| << | สิงหาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||