|
การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ หากสังคมโลกและธุรกิจในยุคใหม่ของศตวรรษที่ 21 เข้าใจประเด็นของสิ่งนี้ย่อมค้นหาโอกาสทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ธุรกิจในบ้านเราต่างผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาพอสมควร เราอาจจะเคยพบประสบการณ์ที่ทำให้ประเทศชาติซวนเซไปบ้าง แต่เราก็รอดพ้นมาได้ทุกครั้ง และส่วนใหญ่วิกฤตการณ์ของชาติและธุรกิจ ถ้ามองย้อนกลับไปจะเป็นวิกฤตการณ์ทางการเงินเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น _/ วิกฤตการณ์ในกรณีที่เกิดขึ้นในอดีต การปิดกิจการ 45 ทรัสต์ วิกฤตการณ์ การลดค่าเงินบาทสมัยพลเอกอาทิตย์ เป็น ผบ.ทบ. การลดทุนหรือมูลค่าหุ้นธนาคารพาณิชย์ เช่น ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ ซึ่งหากพิจารณาให้ดีจะพบว่า ธนาคารกลางของประเทศมีปรัชญาว่า ธนาคารจะล้ม-ปิดไม่ได้ จึงส่งผลตามมาอย่างมิอาจประเมินค่าได้ _/ วิกฤตการณ์ค่าเงินบาทในช่วงปี2540 ซึ่งมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อ การล้ม หายไปของธนาคารพาณิชย์ไทยที่เปลี่ยนสัญชาติไปหลายธนาคาร การปิดกิจการ การตกงานของคนทำงานนับแสนและสุดท้ายการสิ้นอิสรภาพทางการเงินและการคลัง เมื่อประเทศเป็นหนี้IMF สิ่งที่เกิดขึ้นตามที่เป็นข่าวคราวก็มาจาก ธุรกิจลงทุนเกินตัวกู้ระยะสั้นมาลงทุนระยะยาวทั้งอสังหา-ริมทรัพย์และธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ การถูกโจมตีค่าเงินบาทจากกองทุนข้ามชาติหรือแม้กระทั่งการหวาดกลัวของชาติมหาอำนาจในการที่เอเชียกำลังเติบโตจึงต้องทำอะไรบางอย่างตามที่รู้ๆ กัน ประเด็นหลักที่กล่าวมาคงหนีไม่พ้นธนาคารกลางของประเทศตัดสินใจเรื่องปกป้องค่าเงินบาท แต่สุดท้ายก็เจ๊งทั้งประเทศ ขณะที่ในปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม การเมืองและธุรกิจระดับโลกเป็นสิ่งที่มีความสลับซับซ้อนและกำกวมมากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าภายใต้รัฐบาลนายกทักษิณ ชินวัตร มีอะไรที่โดดเด่น อาทิ _/ มีวิธีการคิดและยุทธวิธีที่แยบยลมาว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มาในการนำพาประเทศไปสู่เวทีการแข่งขันระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการบริหารราชการ การจัดการจังหวัดที่เรียกว่า ผู้ว่า CEO การเปิดเกมด้าน FTA หรือ FDI ฯลฯ _/ การเปลี่ยนรูปแบบของการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่พยายามนำด้วย แนวคิดทางการตลาด เพื่อการก้าวสู่รูปแบบใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่เรียกว่า การสร้างมูลค่า (Value Creation) หรือเศรษฐกิจใหม่ที่เป็น เศรษฐกิจการตลาด (Market-Driven Economy) _/ ด้วย 2 แนวทางหลักข้างต้นส่งผลให้สำนักคิดทางเศรษฐกิจและบรรดานัก-วิชาการที่ร่ำเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์ทั้งกระแสหลักและกระแสรองถูกกระหน่ำด้วย อาวุธนิวเคลียร์ทางการตลาด จนกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในการบริหารประเทศที่มีขั้วชัดเจนของฝ่ายค้านยกกำลังสองจากซีกนักเศรษฐศาสตร์ตามที่กล่าวมา อย่างไรก็ตามสิ่งที่ปรากฏนี้ยังมีปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบต่อการที่ธุรกิจ และประเทศชาติจะมีความสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้หรือไม่ หรือเริ่มมีสัญญาณบางอย่างว่า ความสำเร็จของรัฐบาลใน 6 ปีที่ดีกว่ารัฐบาลก่อนๆ ที่ประเทศไทยเคยมีมา กำลังจะใช้ไม่ได้ผลแล้วใช่หรือไม่
ประเด็นที่ 1 ความยากในการหาตัวแบบหรือโมเดล (Model) ในการทำนายอนาคต สิ่งที่ธุรกิจระดับโลกและผู้บริหารชั้นนำระดับโลกต่างพบปรากฏการณ์ใหม่ของศตวรรษที่ 21 คือ -/ ตัวแบบหรือโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ทำนายการเติบโตหรือพัฒนาการของ เศรษฐกิจไม่สามารถใช้ได้หรือทำนายได้อย่างแม่นยำอีกต่อไป ทั้งนี้ก็เพราะว่า สิ่งที่ไม่แน่นอนในโลกนี้เริ่มมีมากขึ้นและไม่สามารถทำนายหรือควบคุมได้ เช่น อุบัติภัยทางธรรมชาติ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทั้งโดยมนุษย์และภัยพิบัติ โรคภัยไข้เจ็บหรือโรคระบาด หรือเหตุการณ์การก่อการร้าย _/ การใช้แนวคิดทางการตลาดหรือการสร้างมูลค่าจึงกลายมาเป็น โมเดลหรือตัว แบบใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นการยากที่นักเศรษฐศาสตร์จะทำใจและยอมรับนำไปใช้
_/ สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่เคยวัดหรือทำนายได้ถึง สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้(Intangible Assets) และสิ่งนี้ได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการนำไปสู่ สินทรัพย์ทางปัญญา (Intellectual Assets) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ เศรษฐกิจใหม่แบบสร้างมูลค่า ประเด็นต่อมา การเกิดคลื่นลูกที่ 5 อนาคต คือ สินทรัพย์ ในคลื่นของอารยธรรมที่เรารู้จักกันดีคือ คลื่นลูกที่หนึ่ง เป็นอารยธรรมสังคมเกษตรกรรม คลื่นลูกที่สอง เป็นการปฏิวัติอารยธรรมสู่สังคมอุตสาหกรรม คลื่นลูกที่สาม เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมสู่สังคมสารสนเทศ ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วโดยเฉพาะอินเตอร์-เน็ต เทคโนโลยีการสื่อสาร จนกระทั่งอารยธรรมของโลกก้าวเข้าสู่คลื่นที่สี่อย่างเต็มตัว คือ เป็นการปฏิวัติ ICT สู่อารยธรรมของสังคมความรู้ (Knowledge Society) ซึ่งปีเตอร์ ดรักเกอร์ ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ในปี 1993 ในหนังสือชื่อว่า สังคมหลังทุนนิยม (Post-Capitalist Society) โดยบอกถึงสิ่งที่สำคัญมากๆ ในสังคมแบบใหม่นี้ว่า คนทำงานที่มีภูมิรู้ (Knowledge Worker)
ประการสุดท้าย อะไรคือ สิ่งที่เรียกว่าคลื่นลูกที่ห้า อนาคตหรือสินทรัพย์ คลื่นลูกนี้เป็นคลื่นลูกใหม่ที่ก่อตัวขึ้นมาติดๆ กับคลื่นลูกที่ 4 และนักธุรกิจหรือบรรดานักเศรษฐศาสตร์ยังตามติดไม่ทันเพราะเข้าใจว่าอารยธรรมของโลกยังอยู่ในสังคมความรู้อยู่เลย การจัดการอนาคตเป็นวาระที่แท้จริงของศตวรรษที่ 21 โดยที่ยุคของการจัดการนั้นได้วิวัฒน์แนวคิดจากพื้นฐานของเทคโนโลยีคือ สินทรัพย์ไปสู่โครงการคือ สินทรัพย์ หลังจากนั้นจึงมองว่า ธุรกิจเป็นสินทรัพย์ในมิติทางด้านบัญชี เมื่อโลกธุรกิจเข้าสู่ยุคของลูกค้าคือ บุคคลที่สำคัญที่สุด ดังนั้นปรมาจารย์ทางด้านความรู้เริ่มพูดถึงว่า มียุคที่เกิดใหม่ของการจัดการสิ่งที่เรียกว่า สินทรัพย์คือ โลกปัจจุบัน ลูกค้าและความรู้เป็นสินทรัพย์ แต่อนาคต พลังของนัวตกรรม (Power of Innovation) จะทำให้ อนาคตเป็นสินทรัพย์ (Future as the Asset) ซึ่งหมายถึง การจัดการเกี่ยวกับอนาคต และจำเป็นต้องมีระบบนวัตกรรมเพื่อจัดการสินทรัพย์ทางปัญญาของธุรกิจ โดยเฉพาะ 5 สิ่งต่อไปนี้ _/ ความรู้เป็นสิ่งปฐมภูมิของนวัตกรรม _/ คุณค่าของศักยภาพคนสามารถ/ควรจะเชื่อมโยงไปสู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ _/ วิธีการที่เน้นระบบ เช่น ความเข้าใจทั้งหมดหรือบางส่วนของความสัมพันธ์ที่สนับสนุนผลงานที่มีคุณค่าสูงสุด _/ อนาคตที่มั่งคั่งเป็นพื้นฐานของการเพิ่มขึ้นในความเป็นอิสระ การปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือ _/ การไหลของความรู้ ไม่ใช่เพียงการหมุนเวียนของกระแสเงินสด แต่ต้องมีการมองเห็น การกำกับติดตาม และการให้แรงจูงใจที่มีมูลค่า
สุดท้ายทั้งหมดนี้เป็น พิมพ์เขียวของนวัตกรรมในศตวรรษที่ 21 (A Blueprint of 21st Century Innovation) ที่จะต้องจัดการในคลื่นลูกใหม่ที่เรียกว่า อนาคตคือ สินทรัพย์
ดร.ดนัย เทียนพุฒ Dr.Danai Thieanphut DNT Consultants
|