|
โลกแห่งความรู้สำหรับดินแดนอันเป็นเสรีประชาธิปไตยนั้น ให้ความหมายกับสิ่งนี้สูงมาก เพราะว่า # ความรู้ ความคิดและการสร้างความรู้ใหม่ต้องผ่านสื่อกลางในการถ่ายทอดความรู้ให้แพร่กระจายออกไป และเมื่อมีการถกเถียงหรือเสวนาทางปัญญาก็จะก่อให้เกิดความรู้ที่หลากหลายได้ # ความรู้ที่มนุษย์ได้เรียนรู้ในบรรณภิภพนี้มีอยู่หลายรูปแบบ แต่ที่สนใจกันในปัจจุบันจะสนใจกันอยู่ 2 ลักษณะที่เป็นพื้นฐานคือ - ความรู้แรกเรียกว่า ความรู้โดยปริยายหรือ Tacit Knowledge เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์โดยกระบวนคิดได้ด้วยตนเอง (Self-Thought Process) หรืออีกนัยหนึ่งคือ มีความคิดเป็นของตนเอง (Self-Concept) ซึ่งเกิดได้จากการได้รับความรู้บูรณาการเข้ากับประสบการณ์จนกระทั่งตกผลึกขึ้นมาในกระบวนการทางสมอง บางครั้งอาจจะมีบางท่านให้นิยามแบบชาวบ้านว่า เป็นความรู้ที่ติดตัวมา ซึ่งในความเป็นจริงของโลกคงไม่มีมนุษย์คนใดเกิดขึ้นมาแล้วจะมีความรู้เกิดขึ้นมาได้ เพราะเกิดครั้งแรกสมองจะได้รับความรู้จากไหน หากท่านผู้อ่านคิดง่ายๆ เหมือน CPU ในคอมพิวเตอร์ โดยตอนแรกก็เป็นหน่วยประมวลผลกลางที่ทำอะไรไม่ได้ถ้าไม่มีส่วนของ ฮาร์ดิสก์ (Hard Disk) พอลงโปรแกรมซอฟท์แวร์ระบบปฏิบัติการจึงจะทำงานหรือใช้งานได้ เมื่อคอมพิวเตอร์ทำงานไประยะหนึ่งจะเกิดการปรับโปรแกรมให้เหมาะสมมากขึ้น (เพียงเล็กน้อย) ซึ่งมนุษย์พยายามทำให้คอมพิวเตอร์คิดเองแบบที่เรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) แต่สภาพจริงๆ แล้วยังไม่ถึงขั้นที่จะเรียกว่าความรู้โดยปริยายได้เต็มปากนัก
- ความรู้แบบที่สองเรียกว่า ความรู้โดยนิยามแน่ชัดหรือ Explicit Knowledge อธิบายให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ ว่าเป็น ความรู้ที่มีการนิยาม (Definition) หรือให้ความหมาย (Meaning) ไว้เรียบร้อยแล้วเราก็เข้าไปรับรู้หรือเรียนรู้แล้วเกิดความเข้าใจ ซึ่งอาจจะไม่ถึงขั้นสร้างความรู้ขึ้นใหม่ได้ แต่เป็นกระบวนการที่ส่งผ่านไปถึงความรู้โดยปริยายได้ในที่สุด
ความเข้าใจในเรื่องนี้ถ้าพูดแบบชาวบ้านก็อาจจะพูดให้ติดตลาดได้ง่ายๆว่า ความรู้ที่เขียนไว้ในตำรา ในหนังสือหรือที่ไหนๆ ก็ตาม แต่จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยถ้าวางอยู่เฉยๆ ซึ่งความรู้ลักษณะนี้จะเกิดประโยชน์ต้องเชื่อมโยงไปสู่ความรู้โดยปริยาย ความรู้ที่ลึกซึ้งน่าจะเป็นความรู้ที่มีทั้ง ความรู้ความคิด (Cognitive) จิตที่เรียนรู้ (Affective) และความชำนาญรู้ (Psychomotor) คือ มีครบทั้งองค์ 3 ข้างต้น ซึ่งความรู้ในลักษณะที่ 2 นั้นเป็นความรู้ในโลกธุรกิจ ส่วนความรู้ในลักษณะที่ 3 เป็นความรู้ในศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ เข้าใจว่า มนุษย์เราจะต้องมีความรู้ไปเพื่ออะไร จะใช้ความรู้นั้นสร้างสรรค์ โลกให้มีความสมดุลและดำรงอยู่อย่างสันติโดยเข้าใจซึ่งกันและกัน
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ความรู้ ความคิดและการสร้างความรู้ใหม่เป็นสิ่งสำคัญมากในสังคมแห่งการเรียนรู้ # ก้าวย่างที่สำคัญสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ประเทศไทยมีจุดเด่นที่สนใจในความเปลี่ยนแปลงหรือตามการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยจะไม่ยอมยืนอยู่สุดขอบของความไม่ทันสมัย ซึ่งจะเห็นได้จาก - ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดใหม่ในโลกนี้ เราคนไทยจะได้เรียนรู้และเท่าทันในสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น - คนของเราไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ทั้งสังคมเกษตรกรรม สังคมอุตสาหกรรม สังคมเทคโนโลยี และสังคมใหม่ที่เรียกว่า สังคมแห่งการเรียนรู้ เราจะเข้ากับกระแสโลกหรือ อินเทรนด์ได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอะไรเลย - ความน่าสงสัยอย่างหนึ่งคือ ทำไมเราจึงดูดซับหรือชื่นชมวัฒนธรรมของชาติพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แต่ตรงกันข้ามกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยเรากลับไม่เป็นเช่นนั้น เราดีใจที่ภาครัฐบาลมุ่งมั่นที่จะนำพาให้สังคมไทยไปสู่สังคมแห่งความรู้ มีเศรษฐ-กิจที่พัฒนาแบบเศรษฐกิจแห่งความรู้ (Knowledge Based Economy) ซึ่งคงจะมีวันทำให้คนไทยทุกคนมีความรู้เท่าทันโลก เท่าทันกลไกจากบริษัทยักษ์ใหญ่ที่บริจาคเพื่อสังคมแต่ขายสินค้าราคาแพง ขายสินค้าที่ทำลายสุขภาพประชาชน หรือสินค้าที่ทำให้คนหลงติดกับโลกสุขนิยม หรือบ้าบอไปกับความทันสมัยของเทคโนโลยีที่ปิดบังไว้ด้วยค่าบริการอันมหาโหด
#Flash Mob คืออะไร เทคโนโลยีในปัจจุบันและคลื่นเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังถาโถมเข้าสู่โลกเก่าใบนี้ได้เปลี่ยนแปลงหลายๆ สิ่งและหลายๆ อย่าง -> ปรากฏการณ์ในต่างประเทศ มีการรวมกลุ่มความสนใจบนเครือข่ายออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีความสนใจที่เหมือนกัน กลุ่มคนที่อาชีพเหมือนกัน กลุ่มคนที่ใช้ชีวิตเหมือนกัน หรือกลุ่มคนที่มีปัญหาคล้ายๆ กัน หรือกลุ่มคนที่คิดไม่เหมือนใครชอบทำลายล้างคนอื่นให้เสียหายในทุกๆ ด้านแล้วพร้อมจะยื่นหน้าออกมาว่าเป็นผลงานของกลุ่มแฮกเกอร์ของข้าพเจ้าเอง -> ขณะเดียวกันในโลกออนไลน์ก็ยังมีอีกลักษณะหนึ่งคือ การบอยคอต หรือการประท้วงโดยเรียกกิจกรรมดังกล่าวนี้ว่า Flash Mob หรือม็อบออนไลน์ -> จุดประสงค์หลักของ Flash Mob ซึ่งก็คงเป็นไปตามคำว่า ม็อบ อยู่แล้วคือ ก่อความเห็นหรือก่อกลุ่มคนที่อยู่ในออนไลน์เพื่อไปประท้วงหรือทำกิจกรรมตามที่ชุมชนออนไลน์นัดหมาย -> การนัดหมายจะกำหนดเวลา กิจกรรม และกลุ่มเป้าหมายโดยแต่ละคนต่างก็มาทำหน้าที่ของตนเองโดยที่ไม่มีใครเคยรู้จักตัวตนแต่ละคนมาก่อน -> จุดที่สำคัญที่สุดคือ กิจกรรมที่ทำถ้าเป็นสิ่งที่ดีต่อสังคมก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าเป็นกิจกรรมทำลายคนอื่นเพราะเหตุเป็นการขัดแย้งส่วนบุคคล หรือกิจการของบุคคลก็อันตรายอย่างยิ่ง เพราะในต่างประเทศมีการฆ่าคนตายโดย Flash Mob มาแล้วซึ่งเกิดมาจากการขัดแย้งระหว่างบุคคล
สภาพสังคมความคิดของคนไทย ได้คืบคลานเข้าสู่ลักษณะคล้ายๆ นี้ในหลายกรณีที่บุคคลขัดแย้งกันแล้วใช้สื่อทุกทาง ทั้งออนไลน์และไม่ออนไลน์ปลุกกระแส ซึ่งคนไทยต้องมีสติแล้วใช้ความคิดให้มากกว่าที่เป็นอยู่ มิฉะนั้นจะหลงเข้าไปอยู่ในกระแสม็อบโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ ตกเป็นเครื่องมือของบุคคลที่ต้องการทำลายชาติอย่างถอนตัวไม่ออก
ดร.ดนัย เทียนพุฒ Dr.Danai Thieanphut DNT Consultants
|